การเขียน เป็นทักษะการสื่อสารที่มีความสำคัญยิ่งทักษะหนึ่งและเป็นทักษะที่ค่อนข้างยาก เพราะต้องใช้ความสามารถในส่วนที่เป็นความคิดและส่วนที่เป็นทักษะการเขียน ในการสื่อสารโดยใช้ทักษะการพูดนั้น มีการฝึกฝนกันอยู่ทั่วไป เช่น การฝึกอบรมการพูด การประกวดยอดนักพูด จนถึงมีสมาคมฝึกพูดให้เราได้เห็น แต่การเขียนกลับมีการฝึกฝนกันน้อย นัยว่าเป็นความสามารถเฉพาะตน เป็นพรสวรรค์และพรแสวงของแต่ละบุคคล

ผู้เขียนในบทบาทของอาจารย์มหาวิทยาลัย รู้สึกหนักใจเมื่อพบว่า บัณฑิต มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตบางท่านยังสื่อสารด้านการเขียนไม่ชัดเจน รายงานการศึกษาค้นคว้าของนิสิตนักศึกษาปัจจุบัน จึงเป็นรายงานที่ด้อยคุณค่า โดยเฉพาะตรวจพบว่าไป Copyงานเขียนของผู้อื่นมานำเสนอโดยไม่มีความรู้สึกใดใด

จึงมีคำถามว่า จะเริ่มต้นเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างไรดี

ประการแรก  ผู้เขียนต้องกำหนดเรื่องหรือหัวข้อเรื่องที่จะเขียนให้ชัดเจน ว่าต้องการสื่อสารหรือถ่ายทอดความรู้ ความคิดหรือความรู้สึก ตลอดจนทักษะประสบการณ์ในเรื่องใดหัวข้อหรือชื่องที่ดี  ควรใช้ข้อความกระทัดรัด สื่อสารได้ชัดเจน

ประการที่อสอง ผู้เขียนควรถามตัวเองว่าท่านมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ท่านจะเขียนมากน้อยเพียงใด ถ้าองค์ความรู้ยังไม่มีควรศึกษา ค้นคว้า รวบรวมข้อเขียน ข้อคิดของผู้รู้ท่านอื่นๆ ที่เขียนหรือพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ รวบรวมแล้ววิเคราะห์ให้เห็นรายละเอียด ขององค์ประกอบ ของความรู้ในเรื่องนั้น ๆ แล้วสังเคราะห์เป็นหมวดหมุ๋ ตามความคิดความเข้าใจของตนเอง  จัดเรียงโครงสร้างของเรื่องที่เขียน ตามลำดับก่อนหลังหรือตามลำดับความสำคัญ ความเป็นเหตุเป็นผลของหลักวิชาหรือ ความเป็นจริง

การเขียนโครงร่างเปรียบเหมือนการเขียนแปลนบ้านที่เราจะสร้างคร่าวๆ ว่าจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แล้วค่อยเขียนรายละเอียด อรรถาธิบายขยายความให้เข้าใจเมื่อเขียนเนื้อความ การเขียนที่มีความน่าเชื่อถือคือการอ้างเหตุและผลประกอบให้ผู้อ่านคล้อยตาม จึงมีการอ้างอิงความคิดของบุคคลอื่น ทั้งที่เห็นด้วย สอดคล้องกันหรือมีความเห็นแตกต่างเราสามารถนำมาเขียนอ้างอิง ให้เชื่อมสัมพันธ์ได้

การเขียนที่ดีเหมือนกับการพูด มีการเกริ่นกล่าว โน้มน้าวงให้ผู้อ่านสนใจ มีการให้รายละเอียดของเนื้อหาสาระ และสรุปในตอนท้ายแต่ละขั้นตอนให้ผู้อ่านเข้าใจ ประทับใจและติดใจ

แต่ปัจจุบันพบว่า การเขียนเป็นทักษะที่ผู้ศึกษาให้ความสำคัญน้อยเพราะมีการศึกษาค้นคว้าจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์เช่นเว็บไซต์ และขาดการศึกษาค้นคว้าอ้างอิงมากพอ  ผู้เรียนจึงไม่มีทักษะในการสรุปองค์ความรู้ในแต่ละเรื่องด้วยตนเอง และมีการละเมิดลิขสิทธิ์ทางวิชาการอย่างไม่สะดุ้งต่อบาป ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขและพัฒนาเราจะมีผู้มีความรู้ที่ไม่รอบรู้จริงเต็มบ้านเต็มเมือง โดยเฉพาะในวงการศึกษา คงสอนกันแบบแม่ปูสอนลูกปูให้เดิน ในเมื่อครูเองก็ยังขาดทักษะการเขียน ทักษะการสรุปความและขาดการสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเอง  ก็คงไม่สามารถชี้นำให้ศิษย์เรียนรู้ได้

แล้วเราจะสอนให้ศิษย์เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างไรดี

ผู้เขียนขอสรุปว่า ควรสอนให้วิเคราะห์หัวข้อเรื่องที่จะจัดทำรายงานการศึกษาค้นคว้าให้เห็นโครงร่างหรือองค์ประกอบที่ชัดเจน ว่าควรประกอบด้วยหัวข้อย่อยอะไรบ้าง

จากนั้นเริ่มรวบรวมความรู้ จากแหล่งการเรียนรู้จากผู้รู้ ที่เขียนไว้ในเอกสารตำรา หนังสือหรือบทความในเว็บไซต์ต่างๆ ให้ได้ข้อมูลที่ครบคลุมมากพอ

ผู้รายงานควรสรุปความรู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งต่างๆ แล้วลองเรียบเรียงเขียนตามหัวข้อที่กำหนด มีการอ้างอิงผู้รู้ที่ได้กล่าวถึงเรื่องนั้นๆ ให้สมเหตุสมผล โดยใช้คำเชื่อมโยง ร้อยรัดให้เป็นในเรื่องเดียวกัน ข้อความที่เป็นข้อคิดหรือคำกล่าวของผู้อื่นต้องได้รับการอ้างอิง และนำไปปรากฏไว้ในบรรณานุกรมท้ายบท

แม้ว่าผู้เขียนจะอ้างอิงคำพูดหรือข้อคิดจากผู้รู้ท่านอื่นๆ ก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้คือความคิดของผู้เขียนที่ต้องสรุป สอดแทรกในเนื้อความแต่ละตอนอย่างเหมาะสม จึงจะช่วยให้รายงานนั้นมีคุณค่าควรแก่การศึกษา

ประการสำคัญช่วยบอกต่อๆกันเถิดว่า

โปรดหยุดทำลายวงวิชาการโดยการคัดลอกบทความ ข้อคิดข้อเขียนและคำพูดของผู้รู้อื่นมาเป็นของตน โดยมิได้อ้างอิงให้เกียรติเจ้าของความคิดเถิด  เพราะไม่ได้รังสรรค์ให้เกิดความงอกงามทางวิชาการแต่อย่างไร รายงานการศึกษาค้นคว้าที่ได้จัดทำหนึ่งชิ้นควรเป็นผลงานที่ผู้ศึกษาภาคภูมิใจและเป็นพื้นฐานในการเขียนต่อๆไปมิใช่หรือ