เช้านี้นั่งรื้อเอกสารที่ทางศูนย์พัฒนาคุณภาพนำมาเวียนให้อ่าน ในโรงพยาบาลยโสธรนั้นข้าพเจ้าเป็นเพียงมดงานตัวน้อยๆ ไม่ได้มี authority อะไร ทำงานอยู่ในแผนกเล็ก รับผิดชอบในการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา (Psychology of counseling) และช่วยงานในคลินิคจิตเวช และพูดคุยบ้างกับคนหน้างานคนอื่นๆ ที่มีความปรารถนามุ่งมั่นต่อการพัฒนาตนเอง...
ดังนั้นในกระบวนการทำงานพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลข้าพเจ้าไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอะไร รวมไปถึงการทำ KM ของโรงพยาบาลที่เพิ่งมามีการเริ่มทำเมื่อปีที่แล้ว โดยมีแพทย์ท่านหนึ่งนำทีมทำ จนเกิดเป็นความขยาดในองค์กรหนูหากเอ่ยว่า KM แล้วแทบอยากจะวิ่งหนี จนข้าพเจ้าไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยเชิญชวนใครมาร่วมกระบวนการหากจะเชิญก็จะเลี่ยงคำว่า KM ...
จากข้อมูลและผลสะท้อนการประเมิน HA ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโรงพยาบาลยโสธรไม่ผ่าน ทั้งๆ ที่ทำมาสิบกว่าปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ยกมืออาสาเป็นโรงพยาบาลนำร่องทำก่อนใครเพื่อน อีกทั้งบุคลากรมีระดับความรู้ความสามารถมากมาย มีแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา มีพยาบาลและบุคลกรด้านต่างๆ ที่จบระดับปริญญาโทไม่ต่ำกว่า 50 คน อันนี้ไม่รวมที่ไปเรียนเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
คำถาม...คนเหล่านี้ หรือบุคลากรต่างๆ ในโรงพยาบาลเป็นผู้ไร้ซึ่งสมรรถภาพและคุณภาพมากเลยเหรอ จนไม่สามารถทำงานให้ได้ตามมาตรฐาน แต่ก็มีความคิดขัดแย้งในใจอีกว่า โรงพยาบาลเราก็ไม่เคยมีอุบัติการทำให้ผู้ป่วยตาบอดอันเนื่องมาจากสาเหตุความผิดพลาดจากการรักษาเลยนี่นา... อุบัติการที่รุนแรงๆ แบบป้องกันได้แทบจะมีน้อย หากว่าจะไม่มีเลยก็ไม่ใช่... เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ
สงสัยไปตามประสา...อีกว่า แพทย์ที่ผ่าตัดคนไข้ไร้ซึ่งความสามารถขนาดว่า ผ่าตัดแบบไม่ลืมหูลืมตาเลยเหรอ ทำให้นึกไปถึงงานรักษาพยาบาลในเมืองที่ยังล้าหลังการพัฒนาในอีกหลายๆ ประเทศ... ภาพการประเมินโรงพยาบาลยโสธร จาก สรพ. แย่มากขนาดเทียบเท่าโรงพยาบาลในประเทศเทศล้าหลังเลยเชียวเหรอ...
หรือคิดอีกที... คือ กระบวนการในการมาประเมินของ สรพ.นั้น เป็นกระบวนการจับผิดและหาข้อบกพร่อง เพราะในข้อมูลมีแต่ข้อตำหนิและเป็นจุดอ่อนแทบทั้งสิ้น ทำให้ข้าพเจ้านึกไปต่อว่า อาจารย์ที่มาประเมินนั้น ไม่เข้าใจในความเป็นธรรมชาติหรือสัจจธรรมที่ว่า "ไม่มีความสมบูรณ์แบบในจักรวาลนี้"...
หากว่าเราคอยมองหาแต่ข้อบกพร่อง ข้อด้อย... และหวังจะให้คนลุกขึ้นมาฮึดสู้นั้น ในททางจิตวิทยาเชื่อว่า ทำได้แต่ก็ทำไม่ได้ในระยะยาว กระตุ้นได้ในช่วงสั้นๆ เพราะธรรมชาติมนุษย์นั้นไม่ชอบในคำตำหนิและแรงกดดัน หากจะหวังผลระยะยาว คำชื่นชมและมองหาความดีความงามที่เป็น positive นั้นจะช่วยสามารถส่งเสริมศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ได้ดีดีเยี่ยม...
และหากว่า...การประเมินคุณภาพชอบที่จะสกัดออกมาเป็นตัวเลข และร้อยละ จะได้คุณภาพเพียงแค่ระดับผิว แต่จะไม่ได้ในระดับที่ลึกซึ้ง เพราะมองไม่เห็นคุณภาพที่แท้จริง...
นี่เป็นเพียงข้อคิดที่ได้จากการอ่านเอกสาร...
อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดที่เกิดจากการเรียนรู้
๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓
อือ...ถ้าทุกคนคิดได้เหมือนคุณ ทุกอย่างก็จะเจริญค่ะ ขอเอาใจช่วยและส่งแรงใจให้การทำงาน สามารถพัฒนาให้มีระดับที่สูงขึ้นนะคะ
มาอ่านบันทึกที่แสดงความรู้สึกของฟันเฟืองหนึ่งในองค์กรค่ะ
วันนี้...หัวยุ่งรู้สึกตัวแก่ลงไปอีกหลายปี เพราะคร่ำเคร่งกับแบบฟอร์มมากมายที่ทาง HA นำมาให้ทำในฐานะที่เป็นคนในองค์กรหนูที่อยากอยู่ในกรงทองคำ...ทำไปเบื่อไป ทำให้เข้าใจความรู้สึกของคนหน้างานอีกมากมายที่เราได้ไปสัมผัสตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย...ว่ามีความทุกข์เบียดบังมากขนาดไหนกับการที่จะต้องแลกอยู่ในกรงทอง
ทำให้นึกถึง...บทกล่าวหนึ่งของ "เซน" ที่ว่า...
แม้ว่า...จะขัดใจเข้าข่าย "ฝืนใจกู ขัดใจกู".... ถูกนำไปอยู่ในเบ้าหลอมที่ไม่อยากเข้าไป และรู้สึกถูกลิดรอนและลดค่าความมนุษย์ที่ถูกกระทำว่า "คิดไม่ได้คิดไม่เป็น" ต้องคิดในกรอบ เพราะคนนำเชื่อว่า หากคิดในกรอบแล้วพวกเราทุกคนจะได้อยู่ในกรงทอง...
ความโชคดีที่มีอยู่ในวันนี้...คือ อิสระภาพที่ได้ไปสัมผัส "ใจ" จากคนคอเดียวกัน...ที่ดำรงอยู่อย่างมีอิสระภาพจากสิ่งที่ร้อยรัดตนเองอยู่แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางพันธนาการของเงื่อนไขสังคมก็ตาม
หนี HA จากโรงพยาบาล ก็มาเจอ HCA ที่สถานีอนามัย อยู่ดี....เฮ้อ !
วงการให้ความรูคนก็โดนคล้ายกัน นอกกรอบไร้ระเบียบจะถูกเมิน
ขอบคุณค่ะ