สงกรานต์...สงคราม

     สงกรานต์ปีนี้เป็นครั้งที่ 27 ของข้าพเจ้า แต่ครั้งนี้เป็นสงกราน์ที่ไม่ได้สาดด้วยน้ำ แต่สาดด้วยเลือด กระสุน ถ้อยคำที่หยาบคาย จากปัญหาการเมืองที่ร้อนระอุ พอ ๆ กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดของเมืองไทย จากเม็ดฝนที่เคยตกก่อนสงกรานต์ กลายเป็นเม็ดเหงื่อที่ไหลท่วมตัวจากภาวะโลกร้อนขึ้น

    ข้าพเจ้าโอกาสเดินเที่ยวแถวประตูท่าแพ เดินชมขบวนของวัดต่าง ๆ สรงน้ำพระ เห็นผู้คนหัวเราะเคล้ารอยยิ้มซึ่งเป็นรอยยิ้มที่เรียกว่า หน้าชื่น..อกตรม ทุกคนหัวเราะมีความสุขกับเสียงเพลง แต่ในใจยังสลด ใจหายกับเหตุการณ์การปะทะกันของผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกัน วันที่ 10 เมษายน 2553 จึงทำให้บรรยากาศไม่ครึกครื้นนักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

พาหนะในการเล่นสงกรานต์                         พาหนะในการสงคราม

     สงกรานต์ปีนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ดีเด่นนัก เพียงแต่ประพฤติตนเป็นพลเมืองที่ดี ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพราะปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจากการที่เราได้ละเลยหน้าที่ที่พึงปฎิบัติของพลเมืองประเทศไทยไปแล้ว ประเทศเวียดนามเรียนรจากสงครามจนกลายเป็นประเทศที่สามารถผลิตบุคคลากรทางการศึกษาได้เป็นเลิศ ประเทศญี่ปุ่นเรียนรู้จากนิวเคลียร์ฮิโรชิมา นางาซากิจนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแนวหน้าของโลก แต่ทำไมพวกเราไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์อันแสนยาวนาน สุโขทัย อยุธยา ว่าทำไมเมืองหลวงถึงแตกพ่ายจากข้าศึก ทุกคนทราบดีสาเหตะเพราะขาดความสามัคคี แต่พวกเราไม่เคยเรียนรู้ที่จะแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต ปีแล้วปีเล่า จากรุ่นสู่รุ่น คงไม่มีใครอยากให้ลูกหลานเรากลายเป็นพวกเร่ร่อน ไม่มีแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอนเพราะโดนมหาอำนาจยึดประเทศ ถึงแม้ว่าเราคิดได้ช้าไปแต่มันยังไม่สายเกินไปที่แก้ไขหรอก (It's late but it's too late) เราจะร้องเพลงรักชาติ เพลงปลุกใจ เป็นเพลงปลุกใคร? แทนหรือ

“จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง” – พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พฤษภาคม 2535