ในการทำงานร่วมกันต่อไป ถ้ามีปัญหาต่างๆเกิดขึ้น ผู้วิจัยก็จะขอยอมตายและจะหันหลังให้กับอุดมการณ์ของตัวเองที่ครูบาอาจารย์เคยอบรมสั่งสอนเอาไว้ว่าเราคือคนที่มีโอกาสในสังคม อย่าทิ้งคนที่เขามีโอกาสน้อยกว่าเรา คนที่ทุกข์ยากกว่าเรา

ผู้วิจัยคิดอยู่นานมากว่าจะเขียนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 17-19 มิถุนายน 2549 ซึ่งทีมกลาง ประกอบด้วย คุณภีม ภคเมธาวี และ อ.ดร.ทิพวัลย์ สีจันทร์ ให้ความกรุณามาช่วยผู้วิจัยกับอาจารย์พิมพ์ในการลงพื้นที่พบปะ พูดคุย รวมทั้งจัดเวที กับกลุ่มเป้าหมายทั้ง 5 กลุ่ม ในโครงการวิจัย “การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาเครือข่ายองค์กรออมทรัพย์ชุมชนจังหวัดลำปาง” หรือไม่ ผู้วิจัยได้มีโอกาสอ่านบันทึกของคุณภีมที่เขียนเกี่ยวกับทีมลำปางแล้ว คุณภีมได้บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นๆว่าผู้วิจัยคงจะเข้ามาเล่าเรื่องราวต่างๆให้กับผู้ที่สนใจ (อ่าน) เอง ผู้วิจัยยอมรับว่าตอนแรกก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้ผู้วิจัยเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าจะไม่เล่าข้อเท็จจริงต่างๆแล้ว “อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดไปเถอะ ผู้วิจัยเพียงคนเดียวคงจะไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ดั่งที่ควรจะเป็นไปทั้งหมด เราก็เพียงผงธุลีดินเท่านั้น”

ในวันนี้ผู้วิจัยขออนุญาตผู้อ่านทุกท่านเขียนถึงความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาเมื่อต้องมารับผิดชอบในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยขอสรุปสั้นๆว่า ในการรับงานชิ้นนี้ สำหรับผู้วิจัยแล้วตั้งความหวังไว้มากว่าจะเข้ามาศึกษาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เข้ามาช่วยเสริมกระบวนการต่างๆ ให้กับกลุ่มและเครือข่ายฯ แม้จะแทนตัวเองว่าผู้วิจัยมาตลอด แต่ในความรู้สึกจากส่วนลึกแล้ว ผู้วิจัยไม่ต้องการที่จะเรียกงานชิ้นนี้ว่างานวิจัยเลย ผู้วิจัยเห็นว่างานชิ้นนี้คืองานพัฒนา แต่ (อาจ) แตกต่างจากงานพัฒนาอื่นๆก็ตรงที่ว่า มีการบันทึกและเขียนออกมาอย่างเป็นระบบเท่านั้น นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผู้วิจัยจะพูดคำว่า “การจัดการความรู้” , “งานวิจัย” กับชาวบ้านน้อยมาก ถ้าไม่จำเป็นจะไม่พูดคำเหล่านี้เลย

เมื่อแรกที่เข้ามาทำงานชิ้นนี้ ผู้วิจัยหลงทางอยู่นาน อาจเพราะอ่อนด้อยด้วยประสบการณ์ หรือ อาจเป็นเพราะเราไว้ใจคนอื่นมากเกินไป เชื่อใจคนอื่นมากเกินไป และที่สำคัญ คือ เรามองแต่โครงสร้าง แต่ไม่มองรายละเอียด ผู้วิจัยก็เลยเหมือนกับคนทั่วๆไปที่มองอะไรดีไปหมด สวยงามไปหมด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่างๆเริ่มปรากฎ ทั้งที่ผู้วิจัยก็คิดว่าตัวเองพยายามทำดีที่สุดแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ พยายามทำใจและให้อภัย เพราะคิดเสมอว่า “ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิด ไม่มีใครที่ไม่เคยโกหก ไม่มีใครที่จะมีคนรักร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่มีใครที่จะมีคนเกลียดร้อยเปอร์เซ็นต์” แม้แต่ตัวเราเองก็หลีกหนีสัจธรรมของชีวิตเหล่านี้ไปไม่พ้น

ผู้วิจัยเชื่ออย่างสนิทใจว่า “คนเรานั้นเปลี่ยนได้” แม้จะมีมิตรรักเคยให้ข้อคิดว่า “คนบางคนตลอดทั้งชีวิตเขาก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะเปลี่ยนตัวเอง” แต่ผู้วิจัยไม่เคยเชื่อคำเตือนสติของมิตรรักผู้นั้น ที่ไม่เชื่อเพราะผู้วิจัยเชื่อตัวเอง เอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานว่าขนาดเรายังเปลี่ยนได้ แล้วคนอื่นทำไมจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่มา ณ วันนี้ ผู้วิจัยเชื่อแล้วว่า “คนบางคนต่อให้เห็นโลงศพก็คงไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเอง”

เมื่อต้องตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งและความไม่เข้าใจ สิ่งที่ผู้วิจัยคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว คือ “การยกมือไหว้ขออโหสิกรรม” แม้ว่าตัวเองจะนั่งคิดทบทวนอยู่หลายตลบว่าเราไม่ได้ทำอะไรเขาก่อนเลย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะ เรายังมี “เส้นความกตัญญู” เชื่อมกันอยู่ แม้ว่าเส้นอื่นๆจะขาดไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเลือกที่จะ “ไม่ใส่ใจ” กับคนเหล่านั้น และพยายามก้มหน้าก้มตาทำงานกับคนที่คุยกันได้ นี่คือ หนทางที่ตัวเองกำลังทำอยู่

หากแต่เหตุการณ์ในวันที่ 19 ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 20 และวันที่ 21 ทำให้ผู้วิจัยรู้สึกว่า “แม้เราจะไม่ยุ่งกับเขา แต่เขาก็สามารถทำให้เราเสียใจได้” มีบุคคลหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

คนที่พยายามประนีประนอมกับทั้ง 2 ฝ่าย ถูกต่อว่าอย่างรุนแรงว่า “นก 2 หัว”

คนที่เป็นที่รักนับถือของคนในอำเภอและต่างอำเภอ ถึงขนาดต้องหลั่งน้ำตากับตัวเองหลายครั้ง และไม่สามารถข่มตาหลับได้

คนที่เหมือนทำใจได้ในระดับหนึ่งต้องนอนฝันร้ายทั้งคืน

คนที่ใจเย็นปานน้ำแข็ง ตั้งคำถามว่า “เขาเป็นใคร พ่อแม่เรายังไม่เคยพูดและทำอะไรกับเราอย่างนี้เลย”

คนที่มุ่งมั่นจะทำงานเพื่อชุมชนถึงกับถามตัวเองว่า “เราเดินมาถูกทางหรือเปล่า”

ผู้วิจัยตั้งทำถามกับตัวเองว่า “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เราทำให้คนดี คนที่เรารักทุกข์ได้ขณะนี้เลยหรือ?”

ที่ผ่านมาเราอาจมุ่งไปที่งานวิจัยมากเกินไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เราถึงทำร้ายคนที่เรารัก คนที่เขารักเรา คนที่ดีกับเราได้ถึงขนาดนี้ กี่ครั้งแล้วที่เราทำคนเหล่านี้ให้เสียเวลา เสียความรู้สึก และเสียน้ำตา

ต่อจากนี้ไป ผู้วิจัยจะไม่บังคับ อ้อนวอน ขอร้อง อะไรกับคนที่เรารักเหล่านี้ต่อไปอีกแล้ว แต่ผู้วิจัยจะมุ่งมั่นทำงานกับคนเหล่านี้ต่อไป ผู้วิจัยขอยกคำพูดของ อ.ธวัช ที่ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมาว่า “แม้จะแยกกลุ่มออกไปแล้วทดลองทำ หากไม่สำเร็จ กองทุนต้องล้ม พวกเราก็จะยอมให้ชาวบ้านกระทืบตายคาชุมชน” สำหรับผู้วิจัยก็เช่นเดียวกัน “ในการทำงานร่วมกันต่อไป ถ้ามีปัญหาต่างๆเกิดขึ้น ผู้วิจัยก็จะขอยอมตายและจะหันหลังให้กับอุดมการณ์ของตัวเองที่ครูบาอาจารย์เคยอบรมสั่งสอนเอาไว้ว่าเราคือคนที่มีโอกาสในสังคม อย่าทิ้งคนที่เขามีโอกาสน้อยกว่าเรา คนที่ทุกข์ยากกว่าเรา”

สุดท้าย ท้ายสุด ผู้วิจัยขอยอมรับแต่โดยดีว่า งานวิจัยชิ้นนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หากเทียบกับความมุ่งมั่นและตั้งใจของผู้วิจัย ผู้วิจัยไม่ขอแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ผู้วิจัยคงกล่าวได้เพียงประโยคเดียวว่า “สิ่งที่ผู้วิจัยคิดว่าตัวเองทำได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และอยากมอบเป็นของขวัญให้กับแหล่งทุน ซึ่งได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) , ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) และหน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ให้ความไว้วางใจผู้วิจัยในการทำโครงการวิจัยชื้นนี้ คือ รางวัลสุดคะนึง ประจำเดือนมีนาคม 2549”

ขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่อุตส่าห์เสียเวลานั่งอ่านความรู้สึกของผู้วิจัย ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้อะไร

ขอบพระคุณ สคส. ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้วิจัยได้เสนอมุมที่คนนอกไม่เคยเห็น