|
พวกเราทุกคนต่างทราบว่าเรากำลังบริโภคอาหารกันอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม และอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งอย่างมากมายที่พวกเราบริโภคก็ไม่ได้ให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างเพียงพอ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ร้อยละ 60-70 ของพวกเราต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ทว่า “ สิ่งที่คุณไม่ทราบ ” จะเป็นตัวการสร้างความเสียหายแก่พวกเรา... กิจการธุรกิจยารายใหญ่ ได้เก็บงำความเป็นจริงไม่ให้พวกเราทุกคนรับทราบ ที่จริงบริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้ ได้เคยดำเนินกระบวนการทางศาลเพื่อทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ได้สดับรับฟังความจริงที่จะกล่าวต่อไป
ทราบหรือไม่ว่ากว่าร้อยละ 90 ของวิตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนับพันชนิดที่คุณซื้อหา จะมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย พวกเขาได้ทำการแยกวิตามินออกมา แล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่ในห้องปฏิบัติการในปริมาณมหาศาล จากนั้นจึงส่งขายให้กับผู้ผลิตวิตามิน พวกเขายังได้ขุดค้นแร่ธาตุขึ้นมาจากเหมืองทั่วโลก และ “ หินบดละเอียด ” ( crushed rocks) เหล่านี้ก็คือ สิ่งเดียวกันกับที่คุณได้รับประทานใน อาหารเช้าประเภทซีเรียล หรือวิตามินประจำวันของคุณ
สิ่งที่คุณไม่อาจทราบก็คือ เคมีภัณฑ์และหินเหล่านี้ นอกจากร่างกายจะไม่ยอมรับเป็นโภชนาหารแล้ว ในบางกรณียังก่อให้เกิดพิษภัยอีกด้วย นั่นเท่ากับว่าในความพยายามทำสิ่งที่เป็นคุณแก่ร่างกาย กลับอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างแท้จริงแก่ตัวเอง โดยสารเคมีและหินปูนที่ล่องลอยอยู่ในกระแสโลหิตของคุณนี่เองคือต้นเหตุแห่งความหายนะดังกล่าว
ในกรณีตรงข้ามกับสภาพดังกล่าวข้างต้น โภชนาหารที่พบในอาหารจะได้รับการยอมรับจากร่างกาย และร่างกายจะใช้มันไปเพื่อการบำรุงเลี้ยงส่วนต่างๆ โภชนาหารเชิงซ้อน (complex nutrients) เหล่านี้จะอยู่ในรูปของฟู้ดแมทริกซ์™ โดยที่วิตามินและเกลือแร่จะเกาะตัวอยู่กับ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน (lipids) เอนไซม์ และไบโอเฟลวานอยด์ (bioflavanoids)
โภชนาหารในฟู้ดแมทริกซ์™ คือสิ่งที่ร่างกายของคุณถือเป็นอาหาร ซึ่งไม่ใช่สารเคมีที่ถูกแยกออกมาโดด ๆ ในการนี้นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาวิธีการที่จะทำงานร่วมกับธรรมชาติ เพื่อผลิตโภชนา หาร ฟู้ดแมทริกซ์™ ซึ่งเป็นการผนวกรวมวิตามิน และเกลือแร่ อาหารที่แท้จริงเข้าด้วยกันโดยมีปัจจัยร่วม (cofactors) ที่สำคัญทุกอย่างยึดโยงอยู่กับวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกายของคุณ
เพื่อให้เข้าใจว่าโภชนาหารเหล่านี้ทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแครนตัน ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโภชนาหารฟู้ดแมทริกซ์™ กับสารเคมีแบบ “ แยกส่วน ” (isolated chemicals) ที่มีต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมวัยทารก กระบวนการเริ่มจากการเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดด้วยอาหารพร่องโภชนาการเป็นเวลาสองสัปดาห์ จากนั้นจึงเริ่มให้กลุ่มหนึ่งได้รับโภชนาหารแบบ “ แยกส่วน ” อีกกลุ่มหนึ่งได้รับโภชนาหารฟู้ดแมทริกซ์™ เป็นเวลาสี่สัปดาห์เท่ากัน ระหว่างนั้นก็ทำการชั่งน้ำหนักและบันทึกความเปลี่ยนแปลงลงบนกราฟ ผลปรากฏว่าสัตว์วัยอ่อนเหล่านี้ ซึ่งเซลล์ร่างกายกำลังต้องการโภชนาหาร กลับไม่ได้รับประโยชน์จากโภชนาหารแบบ “ แยกส่วน ” ที่จริงน้ำหนักของมันกลับเริ่มลดลงด้วยซ้ำ ในทางตรงกันข้ามกลุ่มที่ได้รับ ฟู้ดแมทริกซ์™ กลับเติบโตและน้ำหนักของพวกมันได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงเวลา 4 สัปดาห์ การศึกษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โภชนาหารแบบแยกส่วนให้ผลน้อยมากหรืออาจไม่ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ หากตระหนักถึงความจำเป็นว่าเซลล์ต้องการการเติบโตและงอกงาม เพื่อที่ร่างกายของเราจะมีขีดความสามารถในการบำบัดรักษา เติบโตเข้มแข็งขึ้นและสามารถต่อสู้กับการรุกรานของกาลเวลาได้
คุณคิดว่าโภชนาหารชนิดใดที่คุณกำลังใช้เลี้ยงดูเซลล์ในร่างกายของคุณ ?
วิตามินจำเป็นต้องมีองค์ประกอบร่วม (cofactors) บางประการ จึงจะทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ ผู้ช่วย ” เหล่านี้ประกอบด้วยไบโอเฟลวานอยด์ และสารธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งจะทำงานร่วมกับวิตามินเพื่อสร้างผลลัพธ์อันทรงคุณค่า การปราศจากองค์ประกอบร่วมดังกล่าว ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสารเคมีแบบแยกส่วนที่ถูกผลิตขึ้นในปริมาณมากมีเพียงน้อยนิด ซึ่งอาจพิจารณาจาก กรณีวิตามิน C เป็นตัวอย่าง
ในการศึกษาเปรียบเทียบที่ดำเนินการที่วิทยาลัยการแพทย์นิวเจอร์ซี่ พบว่ามีวิตามิน C แบบฟู้ดแมทริกซ์™ ในกระแสเลือดมากกว่า 5 เท่า หลังผ่านไปสองชั่วโมง และมากกว่าอย่างไม่น่าเชื่อถึง 18 เท่า หลังผ่านไป 12 ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้นแม้เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง วิตามิน C จากฟู้ดแมทริกซ์™ ก็ยังมีมากกว่าวิตามิน C แบบ “ แยกส่วน ” ในทุก ๆ ช่วงเวลา
ข้อพิสูจน์ต่อไปถึงความเหนือกว่าของโภชนาหารคือ การศึกษาที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยสแครนตัน โดยการใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อตรวจวัดปริมาณโภชนาหารที่ปรากฏในเนื้อเยื่อหลังการบริโภคฟู้ดแมทริกซ์™ และแอสคอร์บิคแอซิค (วิตามินซี) ผลลัพธ์ที่ได้น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าปริมาณวิตามิน C ในแบบฟู้ดแมทริกซ์™ จะปรากฏในเนื้อเยื่อมากกว่าวิตามิน C เมื่ออยู่ในสถานะโดดๆ ถึง 17 เท่าตัว
มะเร็งในลำไส้ใหญ่คร่าชีวิตคนอเมริกันปีละประมาณ 47,000 คน มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่า โรคที่น่าสะพรึงกลัวนี้พัฒนามาจากติ่งเนื้องอก (polyps) ดังนั้นการเติบโตของเนื้องอกเหล่านี้จึงได้รับการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของคนไข้ ซึ่งในขณะที่ผลการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า วิตามินซี สามารถหยุดยั้งการเติบโตของเนื้องอกได้ แต่การศึกษาที่จัดทำขึ้นที่มหาวิทยาลัยดับลิน ทรินิตี คอลเลจ (University of Dublin Trinity College) เปิดเผยว่า วิตามินซีแบบฟู้ดแมทริกซ์™ สามารถลดขนาดของเนื้องอกลงกว่าร้อยละ 50 ภายในระยะเวลาเพียง 30 วัน จึงเป็นที่แน่ชัดว่าโภชนาหารฟู้ดแมทริกซ์™ เหนือกว่าสารอาหารในแบบ “ แยกส่วน ” อย่างมากมาย
ประเด็นคุณประโยชน์สำคัญอีกประการของเทคโนโลยีชีวภาพใหม่นี้ อยู่ที่วิธีการส่งผ่านเกลือแร่เข้าสู่ร่างกาย ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มีกระบวนการที่เป็นระบบที่ร่างกายใ ช้ในการส่งผ่านเกลือแร่เข้าสู่เซลล์โดยตรง ทั้งนี้หากปราศจากโปรตีนพิเศษที่ชื่อว่า “ Chaperone ” ซึ่งพบได้ในโภชนาหารฟู้ดแมทริกซ์™ แร่ธาตุจากหินบด (crushed rock minerals) ซึ่งพบในอาหารเสริมเกือบทั้งหมด ก็จะจบลงด้วยการล่องลอยอย่างไร้จุดหมายในกระแสโลหิต นักวิทยาศาสตร์เองก็เพิ่งเริ่มที่จะเข้าใจถึงผลที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตของแร่ธาตุที่ล่องลอยโดยอิสระในร่างกายเหล่านี้
แคลเซียม นับเป็นตัวอย่างเด่นชัดที่แสดงว่าแร่ธาตุเหล่านี้เป็นอันตรายเพียงใด ปัจจุบันสตรีจำนวนนับล้านๆ คน บริโภคอาหารเสริมแคลเซียม แต่ในขณะที่หญิงชาวอเมริกันบริโภคอาหารเสริมแคลเซียมมากกว่าผู้หญิงในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก สหรัฐฯ กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาวะโรคกระดูกพรุน (osteoperosis) สูงสุด สภาวะที่เป็นอันตรายนี้ รู้จักกันในชื่อของ “Brittle Bone Disease” หรือ “ โรคกระดูกเปราะ ” ที่ทำให้เกิดช่องว่างในกระดูกซึ่งสามารถนำสู่การแตกร้าวถึงทุพพลภาพและมักอันตรายถึงชีวิต ในรูปภาพต่อไป นี้คุณจะได้เห็นการแตกร้าวจากการกดดันของกระดูกสันหลัง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอ่อนตัวของกระดูก อย่างไรก็ตามการบริโภคยาเม็ดแคลเซียมส่วนใหญ่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้เพียงเล็กน้อย และอาจนำมาซึ่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
หากปราศจากซึ่งการส่งผ่านโปรตีน เพื่อเป็นตัวนำพาแคลเซียมให้ตรงเข้าสู่เนื้อเยื่อเป้าหมายที่แท้จริงแล้วแคลเซียมคาร์บอเนต (ซึ่งก็คือหินปูนบดละเอียดธรรมดา) ก็จะเข้าไปเกาะตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลที่เป็นอันตรายยิ่ง แคลเซียมเหล่านี้อาจหาทางเข้าสู่บริเวณทรวงอก และไต หรืออาจเป็นอันตรายยิ่งขึ้นในกรณีที่ไปเกาะติดผนังเส้นเลือดแดง ทำให้ผนังเส้นเลือดแข็งและหนาขึ้น ผลึก (Plaque) แคลเซียม นี่เองที่เป็นตัวการสำคัญของโรคหัวใจหรือหัวใจล้มเหลว ลองพิจารณาความแตกต่างระหว่างเส้นเลือดหัวใจ (coronary artery) ที่เป็นปกติกับเส้น ที่อุดตันด้วยหินปูน ดังภาพ
นับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้โดยง่ายว่า ทำไมคนอเมริกันจำนวนมากจึงต้องเข้าคิวรอคอยการตรวจร่างกายด้วยเครื่องสแกนเนอร์เทคโนโลยีสูง ที่สามารถตรวจสอบการก่อตัวของหินปูนอันตรายที่เส้นเลือดหัวใจของพวกเขา
“ สิ่งที่คุณไม่ทราบ ” สามารถก่ออันตรายแก่ตัวคุณ บริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้พยายามต่อสู้เพื่อเก็บงำความจริงเหล่านี้ให้เป็นความลับสำหรับพวกเราทั้งปวง ห้องปฏิบัติการของพวกเขาได้ผลิตสารเคมีและหินบด ซึ่งอย่างดีก็แค่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพเพียงน้อยนิด แต่สามารถก่ออันตรายอย่างแท้จริง เดี๋ยวนี้เรารู้ความจริงแล้ว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเราที่จะเผยแพร่ข่าวดีออกไป มีวิธีการที่ปลอดภัยและเป็นผลดีต่อสุขอนามัยกว่าในการดูแลร่างกายของคุณ ด้วยวิธีการทางธรรมชาติ (Working With Nature) เราสามารถช่วยให้ร่างกายมีโ อกาสในการต่อสู้กับอันตรายจากอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากเกินไป สารเคมีที่เป็นพิษเป็นภัย ความเครียดและการร่วงโรยของสังขารตามกาลเวลา
คุณคือผู้ที่อยู่ในแนวหน้าของการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ในด้านสุขภาพ และความอยู่ดีกินดี ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป จงแบ่งปันข้อมูลข่าวสารนี้กับทุกคนที่คุณใส่ใจและห่วงใย...สมควรหรือไม่ที่พวกเราจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในโลก
|