ทฤษฎีการเรียนรู้
สุนิสา แพรภัทรประสิทธิ์
คำนำ
ในการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มุ่งเน้นการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ทั้งในการปฏิบัติงานใดๆก็ตาม ถ้าหากผู้ดำเนินงานปราศจากหลักการและทฤษฎีเป็นแนวทางในการดำเนินงานแล้ว ย่อมประสบปัญหาและอุปสรรคโดยง่าย การที่มีความเข้าใจในทฤษฎีการเรียนรู้เบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำหลักทฤษฎีการเรียนรู้ไปออกแบบหลักสูตรหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาได้ดีมากยิ่งขึ้น และเพื่อขจัดอุปสรรคปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้น
ซึ่งทฤษฎีกับการปฏิบัติควรเป็นสิ่งที่ควบคู่ไปพร้อมกันเสมอ ดังคำกล่าวของศาสตราจารย์นักการศึกษาผู้ใหญ่จากแคนาดากล่าวว่า “ทฤษฎีที่ปราศจากการการนำไปปฏิบัติได้ก็ไร้ค่า และการปฏิบัติงานที่ขาดทฤษฎีก็เปรียบเสมือนคนตาบอด” (Kidd, 1973, p. 25)
ความหมายของทฤษฎี (Theory)
คำว่า “ทฤษฎี” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้คำอธิบายว่า เป็นความเห็น การเห็น การเห็นด้วยใจ หรือเป็นลักษณะที่คิดคาดเอาตามหลักวิชา เพื่อเสริมเหตุผลและรากฐานให้แก่ปรากฏการณ์หรือข้อมูลในภาคปฏิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างมีระเบียบ
สำหรับในภาษาอังกฤษ ทฤษฎีตรงกับคำว่า Theory ใน Webter’s Seventh New Intercollegiate Dictionary ได้ให้ความหมายโดยรวมว่า เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงต้องอาศัยความมีเหตุผล ทำการพิสูจน์ข้อสมมติฐานโดยใช้หลักทางวิทยาศาสตร์และทางสังคมศาสตร์ซึ่งเป็นการค้นคว้าหรือสืบค้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อได้แนวความคิดทางทฤษฎีอย่างเป็นรูปธรรม
ทฤษฎีถูกให้ความหมายอย่างหลากหลาย Torraco ได้กล่าวว่า “ทฤษฎีสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนถึงข้อเท็จจริงว่าเป็นอะไรและข้อเท็จจริงนั้นทำงานอย่างไร” ด้านผู้ที่ทำงานด้านการวิจัยจำเป็นต้องทำการสร้างข้อสมมติฐานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการนำว่าพวกเขาต้องการทดสอบอะไรด้วยวิธีการทดลอง หรือเพื่อการตรวจสอบด้วยการสังเกต ซึ่งถ้าหากไม่มีทฤษฎีแล้วความมุ่งหมายของการทดสอบนั้นก็น้อยลง สิ่งที่เป็นความรู้ของทฤษฎีสนับสนุนด้วยการปฏิบัติเสมอ (Kidd, 1959, pp. 134-135)
ความหมายของการเรียนรู้
นักจิตวิทยาการเรียนรู้และนักจิตวิทยาการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่า “การเรียนรู้” การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมหรือกระบวนการที่เกิดขึ้นจากที่ได้เรียนรู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (Boyd, Apps, et al., 1980, pp. 100-101)
Kimble และ Garmezy กล่าวว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอันเป็นผลจากการฝึกฝนและประสบการณ์ แต่มิใช่ผลจากการตอบสนองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
Cronbach สรุปว่า การเรียนรู้เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นผลเนื่องจากประสบการณ์ที่แต่ละคนได้ประสบมา
Presseey Robinson และ Horrock ได้กล่าวว่าการเรียนรู้เกิดเป็นกระบวนการที่บุคคลได้พยายามปรับพฤติกรรมของตน เพื่อเข้ากับสภาพแวดล้อมตามสถานการณ์ต่างๆจนสามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่แต่ละบุคคลได้ตั้งเป้าหมายไว้
Crow ได้กล่าวว่าการเรียนรู้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง การได้รับการลักษณะนิสัยความรู้ และทัศนคติทั้งหลาย การเรียนรู้จึงทำให้บุคคลมีการปรับตัวทั้งในด้านส่วนตัว และทางด้านสังคม แนวความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนับได้ว่าเป็นเรื่องของการเรียนรู้โดยตรง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงใดๆจึงนับว่าย่อมจะมีการเรียนรู้เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งถือว่าอยู่ในกระบวนการเรียนรู้
ความหมายของการเรียนรู้จึงสามารถสรุปได้ว่า การเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิมสู่การพฤติกรรมใหม่ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา หรือเกิดจากการฝึกฝนจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถาวรไม่ใช่การตอบสนองตามสัญชาตญาณ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่าเป็นกระบวนการการเรียนรู้นั้นเอง
นักจิตวิทยาหลายต่อหลายท่านได้ทำการศึกษาเรื่องของการเรียนรู้ทั้งของสัตว์และของมนุษย์ซึ่งหลังจากการค้นคว้าก็ได้ทฤษฎีที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนรู้ รศ.ดร.อารี พันธ์มณีได้เขียนถึงทฤษฎีการเรียนรู้แบ่งออกเป็นกลุ่มทฤษฎีการต่อเนื่อง (associative theory)ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการวางเงื่อนไขของ Pavlov Skinner และGuthrie ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงของ Thorndike และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเสริมแรงของ Hull และกลุ่มทฤษฎีความรู้ความเข้าใจ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ซึ่งเริ่มมาจากกลุ่มเกลตัลท์ และ ทฤษฎีเครื่องหมายของTolman
ศจ.ดร.สุรางค์ โค้วตระกูลได้เขียนถึงทฤษฎีการเรียนรู้แบ่งออกเป็นกลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม (behavior theory)ซึ่งเป็นอ้างอิงจากนักจิตวิทยาที่ยึดพฤติกรรมของมนุษย์และแบ่งออกเป็นพฤติกรรมเรสปอนเดนต์ (respondent behavior) หมายถึงพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเมื่อมีสิ่งเร้าเกิดขึ้นพฤติกรรมก็จะตอบสนองออกมาที่สามารถสังเกตได้ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (classic condition theory) และพฤติกรรมโอเปอเรนต์ (operant behavior) เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองออกมาโดยไม่มีสิ่งเร้าซึ่งพฤติกรรมนี้มีผลกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถเรียกว่าเป็น Operant condition theory นั้นเอง กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม (constructivism) และกลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา (social cognitive learning theory)
ในหนังสือของ The Adult Learner ของ Knowles ก็ได้เขียนถึงกลุ่มของทฤษฎีการเรียนรู้นั้นมาจากสองสายหลักๆ คือสายของกลุ่มพฤติกรรมนิยม และสายของพุทธิปัญญาหรือของเกลตัลท์ อีกทั้งยังได้ลำดับนักทฤษฎีที่ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ในตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งแบ่งเป็นฝ่ายที่ยึดมั่นในความคิดเดียวเป็นหลัก และกลุ่มที่รับแนวความคิดที่มากกว่าหนึ่ง
ตาราง 1 ลำดับนักทฤษฎีที่ศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้
|
Propounders |
Interpreters |
|
Ebbinhaus (1885) |
|
|
Thorndike (1898) |
|
|
Angell (1896) |
|
|
Dewey (1896) |
|
|
Pavlov (1902) |
|
|
Woodworth (1906) |
|
|
Watson (1907) |
|
|
Propounders |
Interpreters |
|
Judd (1908) |
|
|
Freud (1911) |
|
|
Kohler (1917) |
|
|
Tolman (1917) |
|
|
Wertheimer (1923) |
|
|
Koffka (1924) |
Kilpatrick (1925) |
|
Pressey (1926) |
|
|
Guthrie (1930) |
Rugg (1928) |
|
Skinner (1931) |
Hilgard (1931) |
|
Hall (1932) |
|
|
McGeoch (1932) |
|
|
Lewin (1933) |
|
|
Piaget (1935) |
|
|
Miller (1935) |
|
|
Spence (1936) |
|
|
Mowrer (1938) |
|
|
Katona (1940) |
|
|
Maslow (1941) |
Bode (1940) |
|
Festinger (1942) |
Melton (1941) |
|
Rogers (1942) |
Cronbach (1943) |
|
Ester (1944) |
Brunner (1943) |
|
Krech (1948) |
Lorge (1944) |
|
McClelland (1948) |
|
|
Sheffield (1949) |
|
|
Underwood (1949) |
|
|
Dollard (1950) |
Schaie (1953) |
|
Tyler (1950) |
Garry (1953) |
|
Koch (1954) |
|
|
McKeachie (1954) |
|
|
Birren (1954) |
|
|
Bloom (1956) |
Getzels (1956) |
|
Brunner (1956) |
Bugelski (1956) |
|
Erickson (1959) |
Kuhlen (1957) |
|
Crowder (1959) |
Kidd (1959) |
|
Propounders |
Interpreters |
|
Lumsdaine (1959) |
Botwinick (1960) |
|
Combs and Snygg (1959) |
Miller (1960) |
|
Ausubel (1960) |
Glaser (1962) |
|
Glaser (1962) |
Flavell (1963) |
|
Gagne (1963) |
|
|
Hill (1963) |
|
|
Gage (1963) |
|
|
McDonald (1964) |
|
|
Jourard (1964) |
Goldstein (1965) |
|
Suchman (1964) |
Reese and Overton (1970) |
|
Crutchfield (1969) |
Goble (1971) |
|
Friere (1970) |
|
|
Knowles (1970) |
|
|
Tough (1971) |
|
|
Houle (1972) |
|
|
Dave (1973) |
|
|
Loevinger (1976) |
|
|
Cross (1976) |
|
|
Botwinick (1977) |
Howe (1977) |
|
Gross (1977) |
Knox (1977) |
|
Srinivasan (1977) |
|
|
Cropley (1980) |
Chickering (1981) |
|
Mezirow (1981) |
Darkenwald (1982) |
|
Smith (1982) |
Merriam (1982) |
|
Wlodkowski (1985) |
Brookfield (1986) |
|
Daloz (1986) |
|
|
ที่มา : ตาราง 3-1 Propounders and Interpreters of Learning Theory |
|
ได้ในบทความนี้จึงขอแบ่งทฤษฎีหลักๆที่เป็นพื้นฐานที่นักพัฒนาได้นำไปใช้ในสถานการศึกษาและทฤษฎีนี้ก็สามารถที่ให้นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นำไปประยุกต์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ด้วยเช่นกันซึ่งมีด้วยกัน 3 ทฤษฎีหลักคือ 1) ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม (behavior theories) 2) ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม (cognitive theories) และ3) ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมนิยมแนวพุทธิปัญญา (social cognitive learning) ในการนำทฤษฎีที่ใช้กับการเรียนรู้ของเด็กมาศึกษากับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่นั้นก็เพราะว่าทฤษฎีแรกที่เกี่ยวกับการเรียนรู้นั้นเพราะจุดเริ่มต้นในการทดลองอย่างเป็นระบบ (scientific) ก็ได้เริ่มทดลองกับสัตว์และเด็กมาก่อนนั้นเอง (Knowles, Holton, Swanson, 2005,p.18)
ทฤษฎีการเรียนรู้ทั้ง 3 ทฤษฎีนั้นเริ่มจากที่นักจิตวิทยาพฤติกรรมศึกษาพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้จากภายนอกและเน้นการกำหนดเงื่อนไขของสิ่งแวดล้อม ส่วนนักจิตวิทยาทางพุทธิปัญญาก็ให้ความสำคัญของผู้เรียนรู้เป็นหลัก ซึ่งให้ความสำคัญว่าเมื่อเกิดการรับรู้ผู้เรียนจะได้รับหรือเรียนรู้อะไรเป็นหลัก ส่วนทางนักจิตวิทยาการเรียนรู้ทางสังคมแนวพุทธิปัญญามีความเห็นว่าการเรียนรู้ของคนนั้นเกิดทั้งการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมและตัวผู้เรียนซึ่งมีความสำคัญเท่าๆกัน คือการเรียนรู้เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมและผู้เรียนซึ่งมีอิทธิพลต่อกัน
ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม (Behavior Theories)
พื้นฐานความคิด (assumption)ของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมนั้นมาจาก พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และสามารถที่จะสังเกตได้ โดยที่มีแรงเสริมเป็นตัวผลักทำให้เกิดพฤติกรรมนั้นขึ้น โดยที่พฤติกรรมแต่ละอย่างเป็นผลรวมของการเรียนที่เป็นอิสระหลายอย่าง
นักทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (behaviorist theory) บางครั้งก็เรียกว่าเป็นนักทฤษฎีสัมพันธ์ต่อเนื่อง (connectionist theory) นักทฤษฎีนี้จะใช้การสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนเป็นหลักซึ่งมีทั้ง แนวความคิดแบบเมื่อมีสิ่งเร้า (stimulus) เกิดขึ้นพฤติกรรมจึงเกิด หรือเรียกว่า Classical conditioning theory กับทั้งแนวความคิดแบบพฤติกรรมเกิดขึ้นโดยปราศจากสิ่งเร้า หรือเรียกว่า Operant conditioning theory นักทฤษฎีในกลุ่มนี้มีหลายท่านทั้ง Ivan P. Pavlov, John B. Watson, Burrhus F. Skinner, Edward L. Throndike, Clark I.Hull, Edward R.Guthrie เป็นต้น
Ivan P. Pavlov เป็นนักสรีระชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงและเคยได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาเมื่อปี 1904 สิ่งที่ค้นพบคือทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น Classical conditioning, Pavlovian conditioning, Respondent conditioning, Type-S conditioning ขณะที่ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารของสุนัขก็พบว่าเมื่อเอาอาหารใส่ปากสุนัข สุนัขมักจะมีน้ำลายไหลและเมื่อสังเกตต่อไปก็เห็นว่าแม้สุนัขเห็นอาหาร เห็นจานอาหาร เห็นเจ้าของหรือแม้แต่ได้ยินเสียงเดินของเจ้าของสุนัขก็น้ำลายไหล สิ่งนี้Pavlov เชื่อว่าอาหารเป็นสิ่งเร้าตามธรรมชาติ แต่น้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงรองเท้า เห็นจานอาหารนั้นเป็นเงื่อนไขทำให้สุนัขน้ำลายไหล ซึ่งสิ่งนี้กระตุ้นให้สุนัขน้ำลายไหล Pavlov เรียกพฤติกรรมอย่างนี้ว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการวางเงื่อนไข หลักการเรียนรู้ของ Pavlov คือ การเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการวางเงื่อนไข (conditioning) กล่าวคือ การตอบสนองหรือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้านั้นต้องมีเงื่อนไขหรือการสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น ซึ่งในธรรมชาติหรือในชีวิตประจำวันจะไม่ตอบสนองเช่นนั้น เช่น สุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งน้ำลายไหลเสียงกระดิ่งเป็นสิ่งเร้าที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้จากการเงื่อนไข Pavlov เรียกว่าสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (conditioned stimulus) ซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่ใช้วางเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สิ่งเร้านี้เป็นกลางไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดความต้องการได้ Pavlov จึงได้วางสิ่งเร้าในการเรียนรู้นี้คู่กับสิ่งเร้าธรรมชาตินั้นคืออาหาร เมื่อสุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งกับเห็นอาหารสุนัขก็จะน้ำลายไหลและกระดิ่งหางสุนัขเห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อสั่นกระดิ่งแต่ไม่มีอาหารสุนัขก็เรียนรู้ที่จะน้ำลายไหลและกระดิ่งหาง ดังนั้นปฏิกิริยาน้ำลายไหลเป็นการตอบสนองเรียกว่า การตอบสนองที่ถูกวางเงื่อนไข (conditioned response) ซึ่งเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไขนั้นเอง สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไขเป็นสิ่งเร้าตามธรรมชาติเมื่อตอบสนองก็ตอบสนองจากระบบประสาทของสมองเท่านั้น
John B. Watson เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้รับปริญญาเอกทางจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ในปี 1903 ซึ่งเป็นยุคที่ John Dewey กำลังมีอิทธิพลมากในวงการศึกษา Watson ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ได้นำหลักการเรียนรู้ของ Pavlov มาเป็นหลักในการศึกษางานWatsonได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกกับมนุษย์ โดยศึกษาเรื่องความกลัวในปี 1920 Watson และRaynor ผู้ช่วยของเขาได้เขียนบทความเรื่องConditioned emotional reactions ซึ่งเป็นการสรุปผลการทดลองกับทารกอายุประมาณ 8-9 เดือนชื่อ Albert หลักการเรียนรู้ของ Watson คือการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก ทำให้เกิดการเรียนรู้ คือการใช้สิ่งเร้าสองสิ่งมาคู่กันคือสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขกับสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไขแล้วทำให้เกิดการตอบสนองอย่างเดียวกัน ความแตกต่างWatson กับ Pavlov คือ Watson ได้ใช้คนในการทดลองซึ่งมักมีอารมณ์มาเกี่ยวข้องและอารมณ์ของมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เช่น ความรัก ไม่พอใจ และโดยเฉพาะความกลัว Watson กล่าวว่าการเกิดอารมณ์กลัวของบางสิ่งที่เป็นสิ่งเร้าตามธรรมชาตินั้นอาจทำให้กลัวสิ่งเร้าที่อยู่รอบๆได้ ด้วยการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกคือการนำเอาสิ่งเร้าที่กลัวมาเป็นสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขคู่กับสิ่งเร้าที่ได้วางเงื่อนไขที่เดิมไม่กลัว เมื่อนำมาคู่กันบ่อยๆความกลัวหรือการตอบสนองก็จะเหมือนกับสิ่งเร้าที่ได้วางเงื่อนไขไว้ Watsonกล่าวว่า “พฤติกรรมของมนุษย์สามารถสร้างให้เกิดขึ้นหรือลบพฤติกรรมนั้นๆให้หายไปได้”
การนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การนำหลักของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์หรือการแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้ด้วยการสร้างพฤติกรรมต่างๆที่ปรารถนาโดยการวางสิ่งเร้าที่เป็นเงื่อนไขให้ควบคู่กับสิ่งเร้าที่เกิดตามธรรมชาติเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่น การสร้างพฤติกรรมการกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น ตัวอย่างพนักงานบริษัทไม่ชอบเข้าร่วมการอบรมพัฒนาทักษะ
ขั้นที่ 1 ขั้นก่อนวางเงื่อนไขต้องค้นหาลักษณะภูมิหลังพบว่าพนักงานจะตอบสนองแบบ UCR[1] กับสิ่งเร้าตามธรรมชาติแบบไหน (UCS[2]) เมื่อค้นหาพบว่าพนักงานชื่นชอบสันทนาการบรรยากาศสนุกและเป็นกันเองไม่เป็นวิชาการมากเกินไป
การเข้าร่วมการฝึกอบรม (UCS) พนักงานไม่ชอบเข้าร่วม (UCR)
ขั้นที่ 2 ขั้นการวางเงื่อนไข เป็นการเอาสิ่งเร้าทั้งสองสิ่งมาคู่กัน คือสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (CS[3]) คือการเข้าร่วมการฝึกอบรมของบริษัท คู่กับสันทนาการ (UCS) เพื่อให้พนักงานชอบเข้าร่วมการฝึกอบรม (UCR)
การเข้าร่วมการฝึกอบรม (CS) สันทนาการ (UCS) พนักงานชอบเข้าร่วม (UCR)
ขั้นที่ 3 ขั้นการเรียนรู้เป็นขั้นการทดสอบว่าพนักงานเกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไขแล้วหรือยังโดยการตัดสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไขออก (UCS) คือ สันทนาการ เหลือเพียงการเข้าร่วมการฝึกอบรมไว้ (CS) ถ้าพนักงานชอบการเข้าร่วมการอบรมแสดงว่า พนักงานเกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข (CR[4])
การเข้าร่วมการฝึกอบรม (CS) พนักงานชอบเข้าร่วม (CR)
Burrhus F. Skinner เป็นนักทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำหรือเรียกว่า Operant conditioning หรือ Instrumental conditioning หรือ Type-R conditioning skinner เป็นนักการศึกษาและนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกันได้ทำการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขว้างมากในปี 1950 การทดลองของ Skinner ได้สร้างเครื่องมือช่วยสอนที่เรียกว่า บทเรียนสำเร็จรูปหรือโปรแกรมการเรียนขึ้นเพื่อช่วยปรับปรุงแบบการเรียนการสอนในสหรัฐอเมริกาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูในอเมริกา อีกทั้งการทดลองของ Skinner นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทฤษฎีของท่านมีประโยชน์ในการอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์และมีหลักการประยุกต์ที่มีประโยชน์หลายอย่างซึ่งทำให้ได้รับการยกย่องมากที่สุดในศตวรรษนี้ หลักการเรียนรู้เน้นการกระทำของผู้รับการทดลองหรือผู้เรียนรู้มากกว่าสิ่งเร้าที่ผู้ทดลองหรือผู้สอนกำหนด กล่าวคือเมื่อต้องการให้เกิดการเรียนรู้จากสิ่งเร้าใดสิ่งเร้าหนึ่งจะให้ผู้เรียนเลือกแสดงพฤติกรรมเอง (operate)โดยไม่บังคับหรือบอกแนวทางการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนรู้แล้วจึงเกิดการเสริมแรงพฤติกรรมทันที เพื่อให้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ หมายถึงว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมาหรือการตอบสนองนั้นขึ้นอยู่กับการเสริมแรง (reinforcement) Skinner ใช้การทดลองการเสริมแรงนี้เพื่อรักษาพฤติกรรมแบบ operant behavior นั้นให้คงอยู่ตลอดไป Skinner ได้แบ่งการเสริมแรงออกเป็น 2 ประเภทคือ การเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) หมายถึงสิ่งของ คำพูด หรือสภาพการณ์ที่จะช่วยให้พฤติกรรม operate เกิดขึ้นอีกหรือสิ่งที่ทำให้มีแนวโน้มที่ทำให้เกิดพฤติกรรม operate ได้อีก และการเสริมแรงทางลบ (negative reinforcement) หมายถึงการเปลี่ยนสภาพการณ์หรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมบางอย่างที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า Escape conditioning ซึ่งไม่ใช่การลงโทษแต่ใช้การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแทน
ในการเสริมแรงนั้น Skinner ก็ได้ศึกษาความถี่ของการเสริมแรงด้วยว่าควรมีทั้งการเสริมแรงทุกครั้ง หรือการเสริมแรงแบบ 100% (continuous of 100% reinforcement) เป็นการเสริมแรงที่ให้ตัวเสริมแรงทุกครั้งเมื่อสัตว์ได้แสดงอาการตอบสนองตามที่ต้องการเป็นอัตรา 1:1 เสมอหมายความว่า การแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ 1 ครั้ง ก็เสริมแรง 1 ครั้งเรื่อยๆไป การเสริมแรงแบบนี้ใช้ได้ผลดีในการฝึกฝนครั้งแรกของการฝึก ตัวอย่างการฝึกปลาโลมาที่มีการให้อาหารทุกครั้งเมื่อปลาโลมาได้ทำตามคำสั่ง
การเสริมแรงเป็นบางครั้ง (intermittent or partial reinforcement) ซึ่งมีทั้งการกำหนดเวลาการเสริมแรงแบบตายตัวคือการกำหนดว่าจะให้การเสริมแรง 1 ครั้งต่อการตอบสนองกี่ครั้ง หรือการตอบสนองกี่ครั้งจะให้รางวัล การเสริมแรงโดยกำหนดพฤติกรรมตายตัวเป็นแบบที่ผู้ทดลองกำหนดว่าจะให้การเสริมแรงต่อการตอบสนองกี่ครั้ง การเสริมแรงโดยใช้ช่วงพฤติกรรมเป็นตัวกำหนดคือการกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนในการเสริมแรง และการเสริมแรงโดยใช้ช่วงเวลาเป็นตัวกำหนด เป็นการกำหนดเวลาเป็นมาตรฐานว่าจะเสริมแรงเมื่อไร
การนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชใช้แรงเสริมในการสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ในการทำงานให้กับพนักงานไม่ว่าจะเป็นการมอบรางวัลหากปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมาย การมอบใบรับรองการผ่านการอบรม เพื่อให้พนักงานเห็นคุณค่าในการเข้าร่วมการอบรม อีกทั้งยังเป็นการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมด้วยการวางเงื่อนไข เช่นเมื่อพนักงานมาทำงานตรงเวลาก็กล่าวชมเชย แต่เมื่อเข้ามาสายก็ทำไม่สนใจ ไม่พูดคุยด้วยการแสดงเช่นนี้เป็นการเสริมแรงทางลบนั้นเองซึ่งไม่ใช่การลงโทษ
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบพุทธิปัญญานิยม
พุทธิปัญญา ทางจิตวิทยาเป็นศัพท์ที่แทนการรู้ คิดทุกชนิด ตั้งแต่ความใส่ การรับรู้ การระลึกได้หรือการจำได้ การคิดอย่างมีเหตุผล จินตนาการหรือการวาดภาพในใจ การคาดการณ์ล่วงหน้าหรือการมีแผนการรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น การตัดสินใจ การแก้ปัญหาการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พุทธิปัญญายังรวมถึงการรวบรวมการจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ และการตีความหมาย การมีความคิดรวบยอดรวมทั้งความคิดบนความจริงและความจำ
ทฤษฎีพุทธิปัญญานั้นได้รับอิทธิพลมาจากนักจิตวิทยากลุ่ม Gestalt[5] นักจิตวิทยากลุ่มนี้เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี อยู่ในสมัยเดียวกับกลุ่มพฤติกรรมนิยมในช่วง Watson ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา กลุ่ม Gestalt มีนักจิตวิทยาชื่อ Max Wertheimer, Wolfgang Kohlef, Kurt Koffka Lewin และ Edward C. Tolman
นักจิตวิทยากลุ่ม Gestalt ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการรับรู้ และพบว่าการรับรู้ของคนส่วนมากเป็นอัต-วิสัย (subjective) และมักจะเรียบเรียงให้เห็นความสัมพันธ์ของส่วนย่อยและส่วนรวมว่าส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อย นอกจากนี้นักจิตวิทยากลุ่ม Gestalt ได้อธิบายความสัมพันธ์ของส่วนย่อยและส่วนรวมว่า ส่วนรวมมากกว่าผลรวมของส่วนย่อย
Wertheimer เป็นผู้นำในการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับพุทธิปัญญา Wertheimer เป็นผู้นำสำคัญของกลุ่ม Gestalt ที่สนใจในการรับรู้ การแก้ปัญหาและการคิด Wertheimer เน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากการรับรู้โดยอาศัยประสบการณ์เดิมที่เกิดจากการหยั่งเห็น Wertheimer เป็นอาจารย์สอนที่มีความสามารถได้รวบรวมศิษย์ได้แก่Kohlef และ Koffka ในการทำวิจัยเกี่ยวกับความคิด การแก้ปัญหา และศึกษาเรื่องทฤษฎีการเรียนรู้จนกลายเป็นทฤษฎีที่มีชื่อเสียงอย่างมาก คือ ทฤษฎีจิตวิทยากลุ่ม Gestalt นั้นเอง ความเชื่อของกลุ่ม Gestalt เชื่อว่ามนุษย์สามารถที่จะรับรู้สิ่งต่างรอบตัวได้ในลักษณะที่มีความหมาย และในส่วนรวมทั้งหมด ไม่ได้รับรู้แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งเร้าหรือไม่ได้รับรู้เพียงเฉพาะเส้น สี หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่มนุษย์จะรับรู้ส่วนรวมที่มาจากส่วนย่อยรวมกันมากกว่าการแยกส่วนย่อยออกเป็นการเฉพาะเจาะจง และมีจิต (mind) เป็นตัวกระทำให้เกิดข่าวสารและกำหนดการรับรู้ รูปร่าง ความหมายในสิ่งที่รับรู้ซึ่งมาจากความสามารถในการจัดหมวดหมู่ รูปร่างของสิ่งต่างๆ
หลักการเรียนรู้ของกลุ่ม Gestalt คือการรับรู้ภาพรวมมากกว่าส่วนย่อยและประสบการณ์มีความสำคัญอย่างมากต่อการรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งมี 2 ลักษณะคือการรับรู้ (perception) กับการหยั่งเห็น (insight)
ตัวอย่างภาพสองนัย (reversible figure and ground)[6]
ตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา จิตวิทยาแนวพุทธิปัญญานิยมได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ต่อมาได้มีการนำทฤษฎีพุทธิปัญญามาใช้กับการเรียนรู้โดยการค้นพบของBrunner ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของ David P. Ausubel
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบพุทธิปัญญานิยมมีหลักการสำคัญในการเรียนรู้ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้กระทำ (active) และสร้างความรู้ แต่ในกลุ่มนักจิตวิทยา constructivism มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของการเรียนรู้หรือการสร้างความรู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เนื่องจากความเชื่อพื้นฐานของพุทธิปัญญานิยมมาจากรากฐาน 2 แหล่งคือ จากทฤษฎีพัฒนาการของ Jean Piaget[7] ซึ่งเป็นผู้สร้างทฤษฎีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาและจากทฤษฎีของLev Semanovick Vygotsky[8] ทำให้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบพุทธิปัญญานิยมจึงแบ่งออกเป็น 2 ทฤษฎีคือ Cognitive constructivism หมายถึงทฤษฎีการเรียนรู้ที่มีรากฐานจากทฤษฎีพัฒนาการของ Piaget ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้กระทำ (active) และเป็นผู้สร้างความคิดขึ้นมาในใจเองปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีบทบาทในการก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางพุทธิปัญญาขึ้นเป็นเหตุให้ผู้เรียนปรับความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ให้กับเข้ากับข้อมูลข่าวสารใหม่จนกระทั่งเกิดความสมดุลทางพุทธิปัญญา หรือเกิดความรู้ขึ้นใหม่ และ Social constructivism เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการของ Vygotsky ซึ่งถือว่าผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น (ผู้ใหญ่หรือเพื่อน) ในขณะที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรืองานในสังคม (social context) ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญในการสร้างความรู้ให้กว้างขวางขึ้น
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสังคมเชิงพุทธิปัญญา
ทฤษฎีสังคมเชิงพุทธิปัญญา (social cognitive learning theory) เป็นทฤษฎีของศาสตราจารย์ Albert Bandura แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) ประเทศสหรัฐอเมริกา Bandura มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบจึงเรียกการเรียนจากการสังเกตว่า “การเรียนรู้โดยการสังเกต” หรือ “การเลียนแบบ” และเนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ (interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวอยู่เสมอ Bandura อธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมในสังคม ทั้งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมต่างก็มีผลต่อกันและกัน ต่อมา Bandura ได้ค้นพบจากการทดลองเรื่องการเรียนรู้ด้วยการสังเกตคือ ผู้เรียนจะต้องเลือกสังเกตสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนจะเลือกการสังเกตโดยเฉพาะ โดยที่ผู้เรียนต้องสามารถประเมินได้ว่าเลียนแบบๆได้ดีหรือไม่ดีอย่างไร และจะต้องควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ด้วย (metacognitive) Bandura จึงสรุปว่า การเรียนรู้โดยการสังเกตจึงเป็นกระบวนการทางการรู้คิดหรือพุทธิปัญญา (cognitive processes)
ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา Bandura ได้ให้ความสำคัญของการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และถือว่าการเรียนรู้ก็เป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม โดยที่ผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน Bandura ได้ถือว่าทั้งบุคคลที่ต้องการการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุของพฤติกรรมซึ่งอธิบายดังภาพต่อไปนี้
B
P &n