ทบทวนชีวิต....ที่อะไรก็ทดแทนได้.......
ครอบครัวของดิฉันมีสมาชิกด้วยกันทั้งหมด 5 คน มีพ่อ แม่ พี่สาว ตัวดิฉัน และน้องสาว ครอบครัวของเราจัดได้ว่าเป็นครอบครัวที่น่าอิจฉาครอบครัวหนึ่ง เพื่อนๆของดิฉันมันจะพูดอยู่บ่อยๆว่า อิจฉาดิฉันที่มีครอบครัวที่อบอุ่น ดิฉันมีความสุขมากและรู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาอยู่ในครอบครัวนี้ ชีวิตของดิฉันเป็นปกติสุขเหมือนเด็กๆทั่วไป เรียน เล่น และอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข
แต่แล้ว.....เมื่อปี พ.ศ. 2543 แม่ของดิฉันก็เริ่มไม่สบาย ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 3 ผ่าตัดไม่ได้ ต้องรักษาด้วยวิธีการฉายรังสีเท่านั้น ตอนนั้นดิฉันกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.3 ซึ่งก็ถือว่ายังเด็กมาก ดิฉันยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากมาย ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องร้องไห้ ทำไมแม่ต้องเศร้าและเครียดมากขนาดนี้ ดิฉันไม่รู้ว่าโรคมะเร็งปากมดลูกมันร้ายแรงมากถึงชีวิต ดิฉันถามแม่ว่า...แล้วหมอบอกว่าจะหายไหม แม่บอกว่า..หมอบอกว่าหาย ดิฉันก็เลยว่าให้แม่ว่า แล้วแม่จะเศร้าทำไม ในเมื่อหมอก็บอกว่าหาย ด้วยความเป็นเด็ก ฉันจึงไม่เข้าใจ...หลังจากนั้น บ้านเราบรรยากาศกเริ่มตึงเครียด แม่ต้องไปหาหมอทุกวันจันทร์-ศุกร์ แม่ต้องทุกข์ทรมาน แม่รักษาตัวเองและมีชีวิตอยู่ต่อมาได้เป็นเวลา 1 ปี กับอีก 6 เดือน แม่ก็จากพวกเราไปโดยไม่มีวันกลับ ไม่มีแม้แต่คำสั่งเสีย ไม่มีคำร่ำลาใดๆทั้งสิ้น เหมือนฟ้าผ่าลงกลางบ้าน ทุกอย่างเหมือนมันจะหมดสิ้น ดิฉันรู้สึกเคว้งคว้างมาก ดิฉันเสียใจมากถึงมาที่สุด และไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีอะไรที่จะทำให้ดิฉันเสียใจได้มากเท่ากับครั้งนี้อีกแล้ว ดิฉันรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลแม่เท่าที่ควรจะทำให้มากกว่านี้ เพราะว่า ดิฉัน พ่อ พี่สาว และทุกๆคนไม่มีใครคิดเลยว่าแม่จะต้องจากพวกเราไป ทุกคนคิดว่าแม่จะต้องหาย แม่จะต้องได้กลับไปอยู่บ้านของเรา ครอบครัวของเราจะต้องกลับมามีความสุขอีกครั้ง หลังจากแม่เสีย ชีวิตของดิฉันก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ดิฉันต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องดูแลพ่อและน้องสาว เพราะว่าพี่สาวยังเรียนอยู่ และต้องพักอยู่ที่เชียงใหม่ มัเป้นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด ที่ดิฉันต้องอดทน ตอนนั้นดิฉันกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 เทอม 1 ดิฉันต้องรับผิดชอบทุกอย่างภายในบ้าน จากที่ไม่เคยหุงข้าว ไม่เคยทำกับข้าว ก็ต้องฝึกทำ ต้องดูแลธุระกิจของที่บ้านแทนแม่และพ่อ ต้องเรียนหนังสือ ต้องเรียนพิเศษ ดิฉันต้องแอบร้องไห้ทุกวัน เพราะว่าไม่อยากให้พ่อกับน้องสาวเห็น กลัวว่าทุกคนจะเสียกำลังใจ ต้องนอนกอดน้องสาวนอนทุกคืน เพราะว่าน้องสาวยัง้เล็กมาก ตอนนั้นอายุ 8 ขวบ น้องสาวจะร้องไห้ทุกคืนคิดถึงแม่ ดิฉันก็ต้องคอยปลอบ นอนกอดและจับมือน้องสาวนอนทุกคืน ดิฉันจะนอนเป็นคนสุดท้ายและตื่นเป็นคนแรกของบ้านทุกวัน ความใฝ่ฝันตอนสมัยเด็ก จริงๆแล้วดิฉันอยากเป็นเภสัชกร ดิฉันมักจะพูดกับพอแม่เสมอว่า จะได้รู้จักตัวยาไว้คอยดูแลรักษาพ่อแม่ แต่แล้วดิฉันก็ไม่มีกำลังใจจะเรียนบวกกับต้องรับผิดชอบหลายๆอย่าง ก็เลยสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ ตอนนั้นดิฉันคิดอะไรไม่ออก ตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าอยากเป็นอะไร คิดแค่ว่าเรียนปริญญาตรีให้จบก่อนแล้วกัน คิดไปคิดมาอยู่หลายปี ก็เลยรู้ใจตัวเองว่าจริงๆแล้วตัวดิฉันเหมาะที่จะเป็นครูมากกว่า ก็เลยตัดสินใจมาเรียน ต่อ ป.ตรี บัณฑิต วิชาชีพครู
แต่ถ้าถามว่า เสียใจไหมที่วันนั้นสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ ดิฉันตอบได้เลยว่าไม่เสียใจเลย เพราะว่าอย่างน้อยดิฉันก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ดูแลคนที่ดิฉันรัก ได้ทุ่มเทเวลาให้พวกเขา ดิฉันไม่อยากมานั่งเสียใจเหมือนกับตอนที่ไม่ได้ดูแลแม่อย่างเต็มที่อีกแล้ว จากเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย มันทำให้ดิฉันแกร่งขึ้น พร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาได้อย่างไม่กลัว.......

เขียนได้ซึ้งและถูกใจมากค่ะ
ขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะ พี่เอื้อง
สู้ต่อไปนะค่ะ ^_^
เป็นกำลังให้สู้ต่อไปค่ะ
ขอบคุณนะ น้องน้ำผึ้งพระจันทร์...
ขอบคุณ คุณ Trendwatching มากๆค่ะ สำหรับกำลังใจที่ให้มา