เพราะว่าความทุกข์ทั้งหลายนี้มันอยู่ที่เราเข้าไปปรุงไปแต่ง ถึงแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียเท่าไหร่ ถ้าเราไม่เข้าไปปรุงแต่งมันก็ไม่มีทุกข์
เราจะอดนอน อดข้าวหรือว่าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างนี้ ถ้าเราไม่เข้าไปปรุงแต่งทางจิตใจแล้ว เราจะไม่มีความทุกข์เลย

เรานั่งทั้งคืน เราก็จะไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีความทุกข์ทางจิตใจเลย
ถึงแม้เราจะร้อนอะไรก็ดี ทุกอย่าง ความทุกข์นี้มันอยู่ที่เราเข้าไปปรุงไปแต่ง
เราอยู่ในสภาพเช่นไร สถานที่อย่างไร นี้มันความทุกข์มันเกิดได้เพราะเราเข้าไปปรุงไปแต่งไปอะไรมัน

แต่ถ้าเราไม่ปรุงไม่แต่งอะไร เราทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ ให้จิตใจเข้มแข็งให้จิตใจเบิกบาน กลับมาหาความสงบความเยือกเย็นให้สบาย สบายมันก็ไม่มีทุกข์อะไร

ความดับทุกข์มันอยู่ที่ไหน มันไม่อยู่ไกลหรอก มันอยู่ที่เราไม่เข้าไปปรุงแต่งนี่แหละ เราก็ไม่มีทุกข์แล้ว อยู่ที่ไหนก็เย็น อยู่ที่ไหนก็สบาย อยู่ที่ไหนก็มีความสุข ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไง

เราปฏิบัตินี้ก็เพื่อจะเข้าหาพระนิพพาน เข้าหาความปล่อยวาง เข้าหาความไม่ปรุงไม่แต่ง ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพเช่นไร ที่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อำนวยความสะดวกสบาย นี่แหละเราจะได้มีโอกาสได้ทำจิตใจให้เข้าถึงนิพพานเร็ว นะ

เราอย่าไปคิดโน้นสบายนี้สบาย ที่ไหนสบาย ที่สบายที่สุดก็คือ “ที่เราไม่ปรุงแต่งอะไร” ที่เรากลับมาหาตัวเอง “สบาย” มีสติสมบูรณ์ “สบาย”
 
ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ความคิดปรุงแต่งทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
การที่เรากลับมาหาความสงบ หรือความไม่ปรุงแต่งนี้แหละ เราไม่มีทุกข์อะไรเลย เราอย่าไปปรุงแต่งอย่าไปอะไร

สิ่งภายนอกถือว่าให้เราเข้มแข็ง ทำให้เราเกิดปัญญา ทำให้เราฝึกใจไม่ปรุงแต่ง รูปสวย ๆ เสียงเพราะ ๆ สิ่งแวดล้อมมากมายทำให้เราปรุงแต่ง
เราพยายามเห็นภัยเห็นโทษมัน พยายามกลับมาหาความสงบความเย็น “สบาย” ความไม่ปรุงแต่ง ปฏิบัติธรรมเค้าทำอย่างนี้แหละ ชีวิตปกติธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ
ไม่อยู่ไกลหรอก นิพพานอยู่ใกล้ ๆ นี้เอง อยู่ในปัจจุบันนี้ที่มีความสุขมาก สบายมาก ดับทุกข์มาก ได้จริง ๆ นะ ทำใจสบาย

ทุกอย่างมันสำคัญอยู่ที่เราส่งใจออกไปปรุงไปแต่ง สาระของชีวิต สาระของความดับทุกข์ มันไม่ได้อยู่ไกลหรอก มันอยู่ใกล้ ๆ ตัวเรา
เราอย่าไปเพลิดไปเพลินไปหลงอะไร พยายามเห็นภัยในวัฏฏะสงสารนะ  พยายามกลับมาหาตัวเอง รู้ตัวเองให้ “สบาย” มาก ๆ
ถ้าเรารู้เองมาก สบายมาก เราก็มีความสุข ความดับทุกข์

เพราะว่าพลังของความเย็น พลังของสมาธิเรามีน้อย สิ่งภายนอกมันก็ดึงไป
พยายามมารู้ตัวเองให้ “สบาย” มาก ให้ชัดเจน
เรานั่งอยู่ห้านาที ถ้ามีความรู้ตัวสบายมากมันก็สบาย
นั่งอยู่นานถ้ามีความรู้ตัวทั่วพร้อมนานก็สบาย
เดินอยู่อย่างนี้ ถ้าเรามีความรู้ทั่วพร้อมมากมันก็สบายมาก

ไม่ใช่ว่าเราเดินไปชมโน้นชมนี้ไปเรื่อย อันนั้นมัน “ธุดงค์ชมนะ”

ลูกศิษย์ : รู้ตัวนี้รู้ตัวอยู่กับลมหายใจหรือเปล่าครับ...?

องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ : รู้อยู่กับเราหายใจเข้าออกสบายก็ได้ หรือรู้ว่าเรากำลังเดิน “สบาย” อยู่เหมือนตุ๊กตา หรือว่าก็ให้รู้ตัวเองให้มันชัดเจน รู้แล้วให้มันสบายจิตสบายใจ

ทำไมถึงสบาย...?
เพราะว่าเราหายจากป่วยจากไข้ เราสุขภาพสมบูรณ์เราก็สบาย
อันนี้เราปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง เรากลับมาหาตัวเองให้มีความสุขสบาย อย่างนี้ก็มีความสุข อย่างนี้นะ

เดินไปห้าโล หกโล สิบโล มันมีแต่ความสุข มีแต่ความดับทุกข์ มีแต่ความสบาย เพราะว่าเรารู้ว่าวิธีดับทุกข์ สาระของความดับทุกข์มันอยู่ที่ไหน เน๊อะ

ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่เราส่งออกไป อยู่ที่เราไปลุ่มหลงในสิ่งต่าง ๆ มันก็มีทุกข์
เหมือนกับคนหลงบ้านหลงที่อยู่อาศัย มันก็กระวนกระวาย มันมีความทุกข์  เพราะมันไม่ได้พบบ้าน เมื่อมาพบบ้านแล้ว มีที่อยู่อาศัยสบายปลอดภัยมันก็มีความสุข “นั่งก็สบาย นอนก็สบายอยู่นั้น”
ถึงสอนว่า สุขหนอ สบายหนอ มีแต่ความดับทุกข์หนอ....

คำสอนขององค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ในวันธรรมะสวนะ
๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๗
ที่ป่าช้าบ้านร่องเข็ม อ.ร้องกวาง จ.แพร่