การแย่งชิงอำนาจเพื่อให้ได้มาในอำนาจบริหารประเทศ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีการต่อสู้กันในหลายรูปแบบและเห็นได้ชัดว่า สงครามสื่อ เป็นไปอย่างดุเดือด และผู้เขียนคิดว่า ฝ่ายรัฐบาลพ่ายแพ้ในการสร้างความเข้าใจ และปลุกระดมให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อในความชอบธรรมของรัฐบาล สถานีวิทยุชุมชนและพีทีวีดำเนินการได้อย่างได้ผล จนเกิดความคิดใหม่ขึ้น เป็นแนวทางเดียวกัน ประชาชนในชนบทสามารถพูดโต้ตอบทางการเมืองได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นทางเดียวกัน เหมือนนัดกันโดยอัตโนมัติ
แม้รัฐมีเพียงช่อง 11 ประชาสัมพันธ์ข่าวสารเสมอก็ถูกล็อคด้วยความเชื่อว่า เข้าข้างรัฐอย่างเดียว จึงไม่มีคนเสื้อแดงเปิดดูเลย และฝ่ายแดงสามารถสร้างความเชื่อได้ว่า ทุกช่อง ไม่เสนอข่าวเป็นกลาง ทั้งที่มีสื่อโทรทัศน์หลายช่องเสนอข่าวเป็นกลางพอสมควร และมีหลายช่อง ไม่เสนอข่าวเข้าข้างรัฐบาลและมีแนวโน้มเข้าข้างฝ่ายแดงด้วยซ้ำ นับเป็นการพัฒนาการทางการเมืองไทยครั้งสำคัญทีเดียวที่สื่อถูกใช้ต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง
ในสื่อออนไลน์ มีการจัดองค์กรเข้าถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง สังเกตุได้ว่ามีการตั้งทีมหรือ WARROOM กระจายความคิดเห็น ดึงให้เกิดการสนใจร่วมกันอย่างกว้างขวาง เกิดการจัดตั้งเวปเข้าตอบโต้กันอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในเวปต่าง ๆ กระทู้ข่าวและการเมืองมีคนข่าวไปดูนับหมื่นหรือแสนคน ในสื่ออินเตอร์เน็ต ทั้งสองฝ่ายมีกองกำลังสูสีกันฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลค่อนข้างได้เปรียบเนื่องจากคนชั้นกลางส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล
ในต่างประเทศรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนกลัวเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นถึงขนาดปิดกูเกิล ยูทูป และเวปต่อต้านรัฐบาลทุกเวป เพราะเกรงว่าการลุกฮือของประชาชนแบบการลุกฮือเทียน อัน เหมิน จะเกิดขึ้นอีก
การพยายามปิดพีทีวี ในช่วงนี้ก็นับว่าสายเสียแล้ว กลับทำให้ม็อบมีความคลั่งแค้นมากขึ้น ที่รัฐบาลปิดเส้นทางการสื่อสารของฝ่ายตน ซึ่งข่าวในวันนี้ฝ่ายแดงจะไปประท้วงทีวีทุกช่องว่าให้ร้ายฝ่ายตน ซึ่งความจริง ฝ่ายรัฐได้เป็นฝ่ายที่เสียเปรียบในสงครามสื่อมากที่สุด
มีโทรทัศน์เพียง 2 ช่องเท่านั้นที่เสนอข่าวที่ส่งผลดีต่อรัฐ มีทีวีหลายช่องแสดงความเป็นกลางและบางช่องเปิดโอกาศให้ฝ่ายแดงมีพื้นที่จำนวนมาก สื่อสิ่งพิมพ์เอง หนังสือพิมพ์ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ที่ขายดีล้วนสนับสนุนฝ่ายแดงเป็นส่วนใหญ่
ที่เขียนมาดังนี้เพราะแปลกใจที่ผู้นำ นปช.กล่าวว่ารัฐปิดกั้น ทั้งที่ตนเองคุมสื่อและกลุ่มคนในสื่อได้มากกว่ารัฐบาลอย่างชัดเจน การชี้แจงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจไม่มีผลต่อความเชื่อของคนเหนือและอีสาน
ที่ผ่านมารัฐเน้นการแก้ปัญหาระยะยาวคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการศึกษาจนไม่เน้นการตอบโต้ ทางสื่อ และกิจกรรมการสร้างความสามัคคีในชาติที่แท้จริง ที่เห็นได้ชัด ช่วงกีฬาซีเกมส์ รัฐน่าจะแกฉวยโอกาส บูมกีฬาเพื่อสร้างความสามัคคีในชาติ โปรโมทให้เกิดกระแสซีเกมส์ฟีเวอร์ กลับปล่อยให้ผลประโยชน์ครอบงำ ถ่ายทอดในช่องเดียวเป็นต้น
การต่อสู้ของนักธุรกิจและชนชั้นสูง 2 กลุ่มที่มีอำนาจทางการเงิน และเทคโนโลยี สามารถใช้บุคลากรที่มีความสามารถในการโฆษณาชวนเชื่อและผู้มีความสามารถทางเทคโนโลยีเข้าปะทะกันนับเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ประชาชนที่รับสื่อเหล่านี้หากขาดข้อมูล ความรู้และวิจารณญาณ แล้ว เป็นอันตรายต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง
เราจึงไม่ต้องพูดถึงประชาชนที่บริสุทธิ์ ที่รักและศรัทธาในนักการเมืองฝ่ายตน ต้องเป็นหมากเบี้ย ของนักการเมือง คิดว่าตนกำลังดำเนินการทำให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย ว่าจะรู้เท่าทันการต่อสู้โดยใช้สื่อได้แค่ไหน
รัฐบาลกลับเป็นฝ่ายที่อยู่ในภาวะขยับตัวได้ยากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในการปฏิวัติประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นได้เมื่อชนชั้นกลางเข้าร่วมเท่านั้น
หากการปฏิวัติที่มีแต่ศรัทธาแต่ไร้ปัญญา ความสำเร็จก็ไม่ต่างกับการปฏิวัติของเขมรแดงที่นำคนไปตายนับหลายล้านคน
จริงครับ
ตนอีสานในชนบทส่วนใหญ่ ไปทางแดง 90 เปอร์เซ็นต์
มองไทยเข้มแข็งเป็นภาระและความหนักใจ
ข้าราชการเกียร์ว่าง
ทำดีก็ไม่ได้รับการสรรเสริญครับ