สิ่งหนึ่งที่พบว่ายากสำหรับหน้าที่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ คือ คนที่ผ่านกระบวนการสามารถจับหลัก จับแก่น จับหัวใจ ของเครื่องมือที่เรียนรู้ได้ เพราะส่วนใหญ่ จะจับได้เฉพาะเทคนิค วิธีการ เลยทำให้คุณค่า ที่ลึกซึ้งของเครื่องมือเหล่านั้น ด้อยลงไป
เวลานำไปใช้มันเลยไม่ค่อยมีพลัง นำไปใช้ด้วยอาการเกร็งๆว่ามันจะผิดขั้นตอนหรือเปล่า ที่ร้ายหนักกว่านั้น คือ การติดความหมายเดิมที่เคยรู้จักมาก่อน แล้วเหมาเอาว่ามันเป็นเช่นเดียวกับความหมายนั้น ที่จริงมันเข้าขั้น กระบวนทัศน์ ก็อาจจะว่าได้ มันมีผลต่อการเข้าถึง "การรู้" อย่างยิ่งตามความรู้สึกของผม
ในหลายครั้งในกระบวนการ มีผู้เข้าร่วมมักกล่าวว่า จะทำตัวให้เหมือนแก้วว่าง พร้อมรับสิ่งใหม่ แต่พอเรียนรู้ไปมันก็ยังไม่เข้าไปถึงหัวใจของเครื่องมือนั้นเสียที สงสัยว่าแก้วเปล่าใบนั้น ลืมหงายแก้วขึ้นกระมัง?
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เห็นจริงอย่างสุดจิต สุดใจ
แต่ความจริงที่เป็นตลกร้าย ก็คือ คนที่ไปเป็นผู้นำในการสร้างกระบวนการเรียนรู้นั้นไม่รู้หลัก รู้แก่น รู้หัวใจ
ในทางกลับตาลปัตร บางครั้งคนหน้างานมีหลัก มีแก่น มีหัวใจ แต่ถูกชักจูงไปโดยผู้นำที่นำทางด้วย "กะพี้"
คนที่มีหัวจิต หัวใจ ใส ๆ สะอาด ๆ ทำงานถูก ทำงานดี ๆ กลับกลายถูกชี้นำด้วยเทคนิค ด้วยวิธีที่ผู้นำร่ำเรียน เขียนอ่านมา
เทคนิคทั้งหลายถูกผ่องถ่ายจากกระดาษ สู่กระดาน เพื่อการร่ำเรียนเขียนอ่านกันในเวที
ในวันนี้จึงต้องฝากความหวังไว้ที่ผู้นำมืออาชีพ อย่างท่าน Thawat และทีมงานทุกท่านที่ สคส. ที่มีกึ๋น รู้แก่น จัดสร้าง วางแพลน เพื่อให้แก้วที่คว่ำนั้นหงายได้
ขอฝากความหวังจากห้วงลึกแห่งหัวใจ ขอให้ท่านนำพาวิชาการไทยให้ยั่งยืน...
อ่านแล้วโดนใจมากครับ พี่ธวัช เหมือนเป็น ความรู้ที่กลั่นออกมาจาก ประสบการณ์จริงๆ
สั้น..แต่มีพลังมากเลยครับสำหรับบันทึกชิ้นนี้...
...
สุข สดชื่น ฉ่ำเย็นและเต็มไปด้วยพลัง นะครับ