การกำกับดูแลระบบใดระบบหนึ่งในสังคม น่าจะมีหลักการหรือแนวทางในการทำหน้าที่กำกับ หลักการของราชการคือควบคุมด้วยกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด ซึ่งในระบบอุดมศึกษาเท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เกือบจะกำกับดูแลส่วนที่เกเรหลบเลี่ยงไม่ได้ผล เพราะเรื่องราวมันซับซ้อน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องกับการแหกกฎก็มีอิทธิพลการเมืองพวกพ้องกว้างขวาง หรือบางกรณีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รักษากฎ หรือดูแลให้ดำเนินการตามกฎก็ไม่มีกำลัง/ความสามารถ/ความตรงไปตรงมา เพียงพอ
การกำกับดูแลโดยแนวทางราชการจึงได้ผลจำกัด ยิ่งอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันมีวิญญาณผู้ประกอบการเข้มข้น ซึ่งหมายถึงเน้นการจัดบริการอุดมศึกษาเพื่อผลกำไร หรือธุรกิจอุดมศึกษา ก็จะมีลูกเล่นเชิงธุรกิจเข้ามาใช้ ใน spectrum ของลูกเล่นและชั้นเชิงนี้ มีตั้งแต่ลูกเล่นสีขาว เทาอ่อน เทาแก่ ไปจนดำ สีขาวหมายถึงกลยุทธทางธุรกิจที่เป็นที่ยอมรับได้ ไม่ผิดศีลธรรม สีดำหมายถึงกลยุทธที่ผิดกฎหมายหรือผิดคุณธรรม ซึ่งอาจเข้าข่ายหลอกลวง หรือชักชวนให้ผู้เรียนเข้ามาเรียนแบบเสี่ยงที่จะไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่าเงินที่เสียไป ซึ่งในภาษาวิชาการ เป็นการดำเนินการให้บริการอุดมศึกษาแบบไม่รับผิดชอบต่อสังคม
การกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา ให้มีทั้งความเป็นอิสระ (เพื่อการสร้างสรรค์แก่สังคม) และมีทั้งความรับผิดชอบ (ต่อสังคม) จึงเป็นเรื่องท้าทายของ กกอ./สกอ. ว่าจะมีวิธีดำเนินการอย่างไรให้ได้ผล เพราะในสภาพของการให้อิสระ ก็จะมีสถาบัน/บุคคล บางคน/บางกลุ่ม ฉวยโอกาสใช้ความเป็นอิสระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนตน แต่ทำลายสังคม
เมื่อวันที่ ๑ เม.ย. ๕๓ มีการนำเรื่องการยกร่าง พรบ. อุดมศึกษา เข้าหารือในการประชุม กกอ. ผมอ่านเอกสารประกอบการประชุมแล้วรู้สึกสังหรณ์ใจว่ามันมีอะไรบางอย่างขาดหายไป พยายามคิดแบบไม่คิด (แปลว่าผิดหรือถูกก็ไม่ทราบ) ได้ส่วนที่น่าจะยังขาดตกไปดังนี้
1. การเขียนกฎหมายให้มีกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านอุดมศึกษา ที่ไม่ใช่กลไกราชการ ไม่ใช่กลไกทางการ แต่ให้ภาคประชาชนเขาดำเนินการกันเอง โดยภาคราชการหนุน (empower)
2. การกำหนดให้ สกอ. มีหน้าที่รับผิดชอบการนำเสนอและเปิดเผยข้อมูล/สารสนเทศด้านอุดมศึกษาแก่สาธารณชน ให้สาธารณชนสามารถเลือกใช้บริการอุดมศึกษาอย่างฉลาด ไม่ถูกหลอกลวงหรือชักจูงให้ต้องเสี่ยงเข้าเรียนในสถานศึกษาด้อยคุณภาพ
3. ระบบจัดการความเสี่ยงของระบบอุดมศึกษา ซี่งเป็นแนวคิดใหม่เอี่ยม เดาว่าคนในวงการอุดมศึกษาจะไม่เข้าใจ แต่คนในวงการการเงินการธนาคารจะเข้าใจ เพราะเขาใช้อยู่ หลังวิกฤติการเงินปี ๒๕๔๐ ระบบกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ใช้อยู่ ได้ปรับมาใช้ระบบจัดการความเสี่ยง ภายใต้หลักการให้อำนาจแก่ บอร์ด ของสถาบัน โดยมีการกำหนดกติกาต่างๆ เพื่อให้ บอร์ด ต้องรับผิดชอบ และในขณะเดียวกัน แต่ละสถาบันการเงินก็ต้องรายงานการประกอบการให้หน่วยกำกับดูแลเอาข้อมูลไปตรวจสอบ ทั้งหมดนั้นก็เพื่อระมัดระวังความเสี่ยงของระบบการเงินทั้งระบบ ผมมองว่า ใน พรบ. อุดมศึกษาที่จะร่างขึ้น ต้องศึกษาระบบการจัดการความเสี่ยงของระบบอุดมศึกษา ที่เหมาะสมต่อสภาพสังคมไทย และเขียนกฎหมายกำหนดให้มีระบบนี้ ให้เป็นระบบที่ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล คือเจ้าหน้าที่มีทักษะในการทำหน้าที่ และมีการสื่อสารกับสถาบันต่างๆ ในความสัมพันธ์แบบใหม่ คือแบบเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่แบบควบคุมสั่งการ
ความเสี่ยงใหญ่ของระบบอุดมศึกษา คือการที่
• ระบบอุดมศึกษาใช้เงินมาก ก่อผลน้อย คือเป็นความเสี่ยงด้านความคุ้มค่า
• ระบบอุดมศึกษาล้าหลัง สู้ประเทศอื่นไม่ได้ คนมีเงินส่งลูกไปเรียนต่างประเทศเพราะไม่ศรัทธาระบบอุดมศึกษาของประเทศของตนเอง สภาพเช่นนี้จะเป็นปัญหาต่อความเข้มแข็งระยะยาวของประเทศ
• เรามองภาพใหญ่ของระบบไม่ออก ไม่มีกลไกให้สังคมเห็นภาพใหญ่ของระบบอุดมศึกษา
• ไม่มีคนสนใจภาพใหญ่เชิงระบบ เพราะหากมีการกำกับดูแลระบบอย่างจริงจังและได้ผล จะปิดกั้นผลประโยชน์ส่วนสถาบัน/ส่วนตน
• ไม่มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขึ้น ปล่อยให้เกิดปัญหาก่อนแล้วจึงเยียวยาทีหลัง ดังกรณีนี้ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นแล้ว และกรณีที่ผมได้ข่าวว่ามหาวิทยาลัยเวสเทิร์น เปิดสอนหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์โดยยังไม่ได้รับอนุมัติจากทันตแพทยสภา ซึ่งผมถือว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหานักศึกษามาร้องเรียนขอความช่วยเหลือเยียวยาอีก
วิจารณ์ พานิช
๑ เม.ย. ๕๓
มากราบ ปีใหม่ไทย ขอพร จาก ประธาน กกอ ครับ
สุขสันต์เทศกาลสงกรานต์..และมีความสุขตลอดปี..ตลอดไปค่ะ..
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/351296