นางนาฮิค โอพุส(Nahide Opuz) อายุ ๓๗ ปีแห่งเมืองไดยาบาเคียร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศตุรกี ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิของตน จนได้รับชัยชนะ ที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
ศาลเพื่อสิทธิมนุษยชน แห่งยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองสตราสบวร์ก ได้ตัดสินว่าประเทศตุรกีเป็นประเทศที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาการใช้กำลังและความรุงแรงภายในบ้าน ต่ำมาก เรื่องมีว่า: นางนาฮิค โอพุส อายุ ๓๗ ปีแต่งงานกับนาย เอชโอ(นามสมมุติ) เมื่อ ปีค.ศ.๑๙๙๕ แล้วก็มีปากเสียง ทะเลาะวิวาทกันเสมอ ต่อมานายเอชโอ ใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ทั้งภรรยาและแม่ของภรรยาบ่อยครั้ง
เมื่อทั้งสองคนถูกนายเอชโอ ทำร้ายร่างกายก็เข้าแจ้งกับตำรวจหลายครั้ง แต่ตำรวจก็ปล่อยให้เขาลอยนวลอยู่ได้ หรือไม่ก็ถูกตำรวจกักขังเพียงระยะหนึ่ง หรือถูกภาคทัณฑ์ โดยไม่ถูกดำเนินคดี พอตำรวจปล่อยตัว เขาก็ขู่ให้ภรรยาและแม่ของภรรยา ถอนคำร้อง
เดือน ตุลาคม ค.ศ.๒๐๐๑ เขาใช้มีดแทงภรรยาและยิงแม่ของภรรยา สาเหตุมาจาก ทั้งสองคนวางแผนหนีออกไปจากบ้านด้วยกัน เขาให้การกับตำรวจว่า ถือเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาอย่างมาก
เขาถูกจับและถูกดำเนินคดี ในข้อหาทำร้ายแม่ของภรรยาจนถึงแก่ความตาย ศาลตัดสินให้ถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่เขายื่นอุทธรณ์ ต่อศาลชั้นสูง ในระหว่างนั้นเขาก็ยังเป็นอิสระ ไม่ถูกคุมขังแต่อย่างใด
นางนาฮิค โอพุส ได้ยื่นฟ้องประเทศตุรกีต่อศาลเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสภาพยุโรปในข้อหาที่ ประเทศตุรกีละเลยหน้าที่ในการคุ้มครองประชาชน และเธอก็ชนะคดี
นั้นคือศาล ตัดสินให้รัฐบาล ตุรกีชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่เธอ เป็นจำนวน๓๖.๕๐๐ยูโร(นับว่าเป็นประเทศแรก ที่ถูกศาลแห่งสหภาพยุโรป ตัดสินว่ามีความผิดในข้อนี้)
เรื่องการจ่ายเงินให้โจทก์นั้น จะว่าไปก็เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การตัดสินลงโทษของศาลครั้งนี้ เท่ากับว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในขบวนการยุติธรรมของประเทศตุรกี ถูกตบหน้ากันทั้งชุด
นักหนังสือพิมพ์เยอรมัน วิจารณ์ว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศตุรกี ไม่ให้ความสำคัญในการฟ้องร้องของผู้หญิง ส่วนใหญ่เมื่อผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้ายเข้าแจ้งความตำรวจมักพยายามไกล่เกลี่ย ไม่ให้มีการฟ้องร้อง หรือไล่กลับบ้านไป แม้ว่าจะเพิ่งมีการแก้ไขปรับปรุงกฏหมาย ในเรื่องการใช้กำลังทำร้ายร่างกายภายในบ่าน เมื่อปีที่แล้ว
จากการสำรวจพบว่า ผู้หญิงที่เป็นภรรยา ๔ ใน ๑๐ คนถูกสามีทำร้ายร่างกายเสมอ และหนึ่งในสองของคนที่ถูกทำร้ายนี้ ทนปิดปากเงียบ ไม่กล้าเอ่ยปากบอกใคร
ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้กล่าวว่า ประเทศตุรกีมีปัญหาเรื้อรังมานานแล้ว ในเรื่องการใช้กำลังและความรุนแรงต่อคนในครอบครัว เวลามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ดังเช่น เมื่อไม่นานนี้(ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒) ที่เมืองอดานาทางใต้ของประเทศ เด็กผู้หญิงอายุ ๑๒ ปีใช้ปืนยิง แม่ถึงแก่ความตาย
และในเมืองเดียวกัน ก่อนหน้านั้น ไม่กี่สัปดาห์ ก็มีคนใช้ปีนกราดยิงญาติพี่น้อง ตายพร้อมกันถึงแปดคน
นางเรมซีเย ทันริคูลู นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี แสดงความคิดเห็นกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เยอรมันว่า การตัดสินของศาลแห่งสหภาพยุโรป ในครั้งนั้น ได้รับการยกย่อง ชมเชยว่าเป็นการตัดสินที่สำคัญและเหมาะสมที่สุด เพื่อให้ประเทศตุรกี ได้ตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแก้ไข ปรับปรุงกฏหมาย แต่อยู่ที่การปฏิบัติตามตัวบทกฏหมายของตำรวจและเจ้าหน้าที่ของสถานบันกฏหมาย ในทุกระดับต่างหาก
เธอยกตัวอย่าง ชะตากรรมของผู้หญิงตุรกีคนหนึ่ง จากเมืองอากรี อยู่ทางตะวันออกของประเทศ ที่หนีสามีที่ใช้กำลังทำร้ายร่างกาย เข้ามาขอพึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แต่สามีกลับไปพานักสังคมสงเคราะคนหนึ่งมาเกลี้ยกล่อมให้ ภรรยากลับบ้าน หลังจากนั้นเพียงวันเดียวก็มี คนพบผู้หญิงคนนี้ นอนอยู่ข้างถนน ในสภาพบาดเจ็บสาหัส ถูกตัดจมูกและหูออกไป ขณะนี้เธอยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
หนังสือชาวไทย:
...อืมมม...โชคดีที่เกิดเป็นหญิงไทย...(รึเปล่า)...ที่ถูก (โชคชะตะตาบังคับ..)..หาทางออกไม่ได้..ไม่รู้จาไปข้างไหน...(ต้องทนทู่ซี้..อยู่..เร่ร่อนไปทั่วโลก...(มีสามีผิด...คิด...จน..สามี..เหอไม่ตาย..มีทองเท่าหัว..มาแลก..เอา..ผัว..ไปปป..)..อะะ...
สวัสดีค่ะ คุณยายธิ
นั่นซิค่ะ......เรามีจุดยืนของเราเอง
แค่นี้....ก็ดีอยู่แล้วน่ะค่ะ
คนฉลาดที่สุดในโลกเท่าที่มีมานิเป็น "ผู้หญิง" นะครับ ลองไปอ่านบทความผมดู
ผมว่าไม่ต่างกัยเลยครับครูยุ ว่าเพศไหน..
ขอบคุณนะครับ...
ค่ะครูป้อม ที่เยอรมันผู้นำก็เป็นผู้หญิงค่ะ
ทำงานได้เท่าเทียมเพศชาย ไม่ทุกเรื่อง
สวัสดีค่ะ
ขอขอบคุณครูคิมมากค่ะ..
วันครบรอบวันเกิดของครูยุเหมือนกันค่ะ
ขอบคุณคำเชิญอีกครั้งค่ะ