ได้ยินได้ฟังมานานแล้วหละเกี่ยวกับทรัพยากรด้านพลังงานที่โลกของเรานำออกมาใช้ ก็จำพวกถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ  ที่รอวันหมดไปจากโลก  มนุษย์เรานี่ก็เก่งนะจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันอยู่ใต้ดินผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายล้านปีจนกลั่นออกมาเป็นแหล่งพลังงานให้สัตว์ที่เรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐและครองโลกอยู่ในขณะนี้ได้นำมาใช้ประโยชน์  ก็คงจะมีแต่สัตว์ประเสริฐชนิดมนุษย์ชนิดเดียวแหละที่สามารถทำอย่างนี้ได้  ทีนี้แนวโน้มในอนาคตเมื่อถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติถูกใช้จนไปหมดไปพร้อมๆ กับมลภาวะที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจากกระบวนการที่ให้ได้มาซึ่งพลังงานที่ตอบสนองกิเลสตัณหาของมนุษย์ส่งผลให้เห็นถึงหายนกรรมอันรำไร จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจนแทบจะเรียกได้ว่า เกิดมาเพื่อทำลายจริงๆ ก็ลองคิดดูแล้วกันว่าโลกมีอายุเท่าไร  ต้องขอบคุณอองตวน อองรี เบกเกอเรล ที่ค้นพบกัมมันตภาพรังสีทำให้เราสามารถคำนวณอายุโลกที่น่าจะเป็นไปได้ว่า โลกมีอายุประมาณ 4700 ล้านปีมาแล้ว  จนกระทั่งมนุษย์กำเนิดขึ้นมาเมื่อ 2-3 ล้านปีก่อน เทียบกับอายุโลก และอายุของมนุษย์ ต้องเรียกว่าอายุของมนุษย์ยังเป็นทารกอยู่เลย  เป็นเรื่องที่น่าเศร้าไม่ใช่น้อยที่โลกอันศิวิไลซ์ในอุดคติของมนุษย์โลกปัจจุบันที่อิงวัตถุเป็นสรณะจะพบจุดจบอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้  หรือแม้แต่ขณะนี้มนุษย์ก็เหมือนกับเป็นตัวก่อโรคมะเร็งให้กับโลกอยู่ไม่จบไม่สิ้น  ในเมื่อมันมีตัวก่อเนื้อร้ายมากกว่าเนื้อดี  มะเร็งที่เกาะกินอยู่บนโลกก็ลุกลามใหญ่โต จนรักษาไม่มีวิธีรักษาอีกต่อไป มีแต่ประทังลมหายใจออกไปเมื่อตัวก่อโรคเห็นว่าถ้าโลกเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย คนที่เดือนร้อนก็คือคนก่อโรคเอง  ก็ได้แต่ปะทะปะทังยืดอายุวันสุดท้ายของโลกออกไป  แต่ก็อย่าคิดว่ามนุษย์โลกปัจจุบันนี้จะอยู่ดีมีความสุข  เปล่าเลยนับวันความสุขยิ่งเสื่อมถอย ความทุกข์ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาครอบคลุมหัวใจของมนุษย์แต่ละคน  ก็ผลจากการกระทำการอันเป็นสิ่งอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณน่ะสิ  ตอนนี้ก็เสวยวิบากกรรมกันถ้วนหน้า

     เวียนว่ายตายเกิดอยู่บนโลกอันไม่ศิวิไลซ์อีกต่อไป ก็ใครเล่าทำ  มาขออาศัยเหยียบย่ำอยู่บนร่างกายเขาแท้ๆ แต่กลับใช้หนึ่งสมองสองมือที่บอกว่าพระเจ้าประทานมาให้นั้นมาบ่อนทำลายผู้มีคุณ  อย่างนี้ก็ยากยิ่งที่จะหลุดออกจากวงจรวิบากกรรมไปได้

     แต่ก็ยังดีอยู่บ้างที่ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มยังสำนึกรู้ถึงคุณของแผ่นดินที่ให้ยืน สิ่งแวดล้อมของโลกที่ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ก็พยายามกลับเข้าไปหาธรรมชาติ ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ไม่ใช่ดัดแปลง หรือทำลายธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง โดยมีตนเองเป็นศูนย์กลางเหมือนมนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกนี้

     ในวันหนึ่งถ้าถึงวันที่โลกจะต้องผ่าตัดครั้งใหญ่เพื่อให้ตัวเองสามารถดำรงอยู่ต่อไป ก็ไม่ผิดไม่ใช่เหรอ  มนุษย์ทุกวันนี้ก็อ้างสิทธิของตัวเองเต็มที่เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตัว  แล้วถ้าโลกเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมหลังจากที่ทนถูกมนุษย์รุมทำร้าย กดขี่ข่มเหงโดยไม่เคยปริปากแม้สักคำ  แต่ค่อยๆ เตือน ค่อยๆ บอกแล้วอย่างประนีประนอม  แล้วค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงของการตักเตือนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ  แต่มนุษย์โลกก็ยังมัวหลงยึดติดอยู่กับตัวเองเหมือนส่องกระจกก็จะมองแต่ตัวเองไม่มีสายตาไปมองสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือคนรอบข้าง  เมื่อมีอะไรรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่เกิดความเอะใจสงสัยเพราะยังหลงรูปตัวเองในกระจกอยู่  แล้วสุดท้ายความชอบธรรม  ความยุติธรรม  และธรรมชาติก็ย่อมจะแสดงพลังอำนาจของมันออกมา...มนุษย์รับกรรม  ทำอะไรไว้ต้องชดใช้