ปกป้องเด็กๆ จากภัยออนไลน์
ปกป้องเด็กๆ จากภัยออนไลน์
เพียงไม่กี่ศตวรรษ อินเทอร์เน็ตได้ขยายตัวจากการเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับนักวิชาการและนักวิจัยไปสู่ความเป็นสื่อยอดนิยมของกลุ่ม
  ประชากรในวงที่กว้างขึ้นการใช้อินเทอร์เน็ตได้เฟื่องฟูขึ้นในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาและก็จะยังคงขยายตัวต่อไป จากการสำรวจของบริษัท
  NUA Internet Survey Ltd. พบว่าในปี พ.ศ.2540  มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ประมาณ 100  ล้านคนทั่วโลก  ซึ่งจำนวนได้เพิ่มเป็น
  ี้ 544.2 ล้านคนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2545  นอกจากนี้่บริษัทยังได้ คาดประมาณว่าภายในปี พ.ศ.2548 จะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
  ถึงประมาณ  1,000  ล้านคนทั่วโลก...
กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มจำนวนขึ้ึั้นอย่างรวดเร็วกลุ่มหนึ่งก็คือเด็กและเยาวชน ในหลายประเทศรัฐบาลได้เริ่มส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ต
  ในโรงเรียนทั่วประเทศ   อินเทอร์เน็ตได้รับการติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์บ้านและกลายเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของเด็กเล็ก  ร้านอินเทอร์เน็ต
  ผุดขึ้นทุกหัวระแหงและเด็กก็ได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับอีเมล์ แช็ตรูม และเกมส์คอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น...
แต่ในขณะที่อินเทอร์เน็ตได้พัฒนาระบบการสื่อสารและชีวิตของผู้คนจำนวนมากให้ดีขึ้น เทคโนโลยีใหม่ชนิดนี้ถูกผู้ที่มุ่งแสวงหาผล
  ประโยชน์จากเด็กนำไปใช้ด้วย การปฏิวัติเทคโนโลยีใหม่ได้ทำให้ชีวิตของคนเหล่านี้ง่ายขึ้น ดังเห็นได้จากหลากรูปแบบของกรณีการ
  แสวงประโยชน์จากเด็กที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตที่ปรากฎเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง...
นักล่อลวงเด็กได้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการล่วงละเมิดเด็กด้วยวิธีการต่างๆ กัน  เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นสถานที่ที่ผู้คนจะสามารถ
  ติดต่อสื่อสารกับเด็กๆ ได้โดยง่ายและโอกาสที่จะถูกจับได้น้อยลง บนอินเทอร์เน็ตผู้ที่ต้องการหาภาพลามกเด็กสามารถดาวน์โลดภาพใหม่ๆ
  ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาซื้อ  ผู้ืที่ต้องการพบปะกับเด็กจะสามารถเข้าไปในแช็ตรูม (chat room) และพูดคุยกับเด็ก  บางคนถึงกับ
  ปลอมตัวเป็นเด็กเสียเองเพื่อสร้างความไว้วางใจจากเด็กจริงๆ...
อินเทอร์เน็ตเป็นอันตรายต่อเด็กได้อย่างไร ?
เด็กอาจได้รับผลกระทบจากอินเทอร์เน็ตได้สองทาง ทางแรกคือ พวกเขาอาจได้พบกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นอันตราย เช่น
  ภาพลามกเด็ก ภาพลามกผู้ใหญ่ที่อยู่ในขั้นอนาจารรุนแรง ข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติด ข้อมูลเกี่ยวกับการระเบิิดมือ หรือเว็บไซต์ที่หลอกลวง
  ด้านการเงินโดยที่เด็กๆ ไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้อีกทางหนึ่งเด็กๆ  อาจถูกติดต่อโดยนักละเมิดทางเพศ หรือผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อเด็ก
  โดยตรง และมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะตกเป็นเหยื่อของคนกลุ่มนี้ได้ในที่สุดผู้ผลิตสื่อลามกเด็กมักจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับผู้ที่หาโอกาสจะ
  ติดต่อกับเด็กทางอินเทอร์เน็ตเพื่อกระทำชำเรานั่นเอง
ภาพลามก !!!
อินเทอร์เน็ตปราศจากปราการใดๆ ที่จะป้องกันเด็ก  หรือบุคคลใดออกจากสื่อลามกไม่ว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่ก็ตาม ในประเทศ
  ตะวันตกภาพลามกถูกนักล่อลวงเด็กใช้เป็นเครื่องมือแสดงความชอบธรรมว่าการถูกถ่ายภาพเปลือยนั้นไม่ใช้เรื่องผิดแปลก  แม้ภาพ
  ลามกเด็กบนอินเทอร์เน็ตจะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้คนอาจจะรู้สึกว่าภาพลามกอนาจารของผู้ใหญ่บนอินเทอร์เน็ตเป็น
  เรื่องธรรมดาแต่อันที่จริงแล้วภาพลามกของผู้ใหญ่เป็นประเด็นทเราี่ไม่ควรเพิกเฉย เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อเด็กได้เช่นกัน
  หากเราเห็นความจำเป็นที่จะต้องปกป้องเด็กใหปลอดภัยจากการล่อลวงและถูกประทุษร้ายทางเพศ ก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกันที่จะต้อง
  คุ้มครองผู้เยาว์จากการเข้าถึงภาพลามกอนาจารเหล่านี้
สื่อลามกอื่นๆ
นอกจากภาพลามกเด็กแล้ว เด็กยังสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและอันตรายจากอินเทอร์เน็ต เช่น เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ
  การทำระเบิด การค้ายาเสพติด และกิจกรรมผิดกฎหมายต่าง ๆ เช่น ในปี พ.ศ.2541 ณ กรุงลอนดอน เด็ชายวัยรุ่นสองคนได้ดาวน์โลด
  วิธีทำระเบิดจากวัสดุที่มีอยู่ทั่วไปในบ้านจากอินเทอร์เน็ต  จากนั้นก็ทดลองโยนลูกระเบิดลูกหนึ่งใส่แปลงดอกไม้ในสวนสาธารณะ  และ
  อีกลูกหนึ่งโยนใส่ถังขยะจนพัง แต่เด็กทั้งสองโชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือล้มตายจากเหตุการณ์ดังกล่าว
แช็ตรูม
ผู้ที่ชื่นชอบการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กมักจะเข้าไปในแช็ตรูม และจะปลอมตัวเป็นเด็กเสียเอง และคอยหลอกล่อพูดคุยกับเด็กจริงๆ บุคคล
  เหล่านี้จะพยายามโน้มน้าวให้เด็กออกไปยังพบปะกันในแช็ตรูมส่วนตัว เพื่อพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นส่วนมากบุคคลเหล่านี้ใช้เวลานาน
  ในการพูดคุยพอสมควร จนกว่าเด็กจะไว้ใจหลังจากนั้นก้จะพยายามหาทางนัดหมายให้เด็กออกมาพบกันจริงๆ และหรือทำให้เด็กส่งหรือ
  รับภาพลามกเด็กให้อีกวิธีหนึ่งก็คือหากเด็กไม่ทันระวังและให้ข้อมูลส่วนตัวไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ เช่น ที่อยู่ที่โรงเรียนหรือที่บ้าน ก็เป็น
  ไปได้ว่าคนที่เด็กพูดคุยด้วยทางอินเทอร์เน็ตจะดำเนินการลักพาตัวเด็ก
เด็กไทยกับการใช้อินเทอร์เน็ต
ในประเทศไทยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี พ.ศ.2543 คาดประมาณว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
  ชาวไทยราว 1.3 ล้านคน อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 4.6 ล้านคนในปี พ.ศ.2545 แม้ว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
  ส่วนใหญ่จะมีอายุประมาณ 20 - 29 ปี แต่กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเป็นกลุ่มที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุด...
  จากการสำรวจและงานวิจัยหลายชิ้นที่ผ่านมาพอจะให้ภาพกว้างๆ ของการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กไทยดังนี้ เด็กที่ใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ42
  เข้าอินเทอร์เน็ต โดยใช้คอมพิวเตอร์ที่โรงเรียน ร้อยละ 31 ใช้ที่บ้าน และร้อยละ 24 ใช้ที่ร้านอินเทอร์เน็ต สำหรับกิจกรรมที่เด็กทำบน
  อินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปนั้น เด็กๆ บอกว่าการพูดคุยกับเพื่อนใหม่บนอินเทอร์เน็ตเป็นกิจกรรมยอดนิยมอันหนึ่ง การสำรวจออนไลน์ของ
  มหาวิทยาลัยเอแบคและบริษัทเคเอสซี ที่ทำการเก็บข้อมูลในเดือนเมษายน พ.ศ.2542 เรื่องวัยรุ่นไทยกับการใช้แช็ตรูมพบว่าผู้ตอบ
  ร้อยละ74.4 จะใช้แช็ตรูมเพื่อหา่เพื่อนใหม่ มีเด็กและเยาวชนมากถึงร้อยละ 44.8 เคยออกไป พบเพื่อนที่ตนรู้จักทางอินเทอร์เน็ตมาแล้ว
  และยิ่งไปกว่านั้นผู้ตอบมากถึงร้อยละ 75 ระบุว่าตนอยากจะไปพบกับเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตหากมีโอกาส คำตอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า
  เด็กและเยาวชนจำนวนมากยังไม่ตระหนักว่าการกระทำเช่นนี้จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออันตรายอย่างไรบ้าง
   
พวกเราตระหนักถึงภัยนี้หรือไม่
พ่อแม่ จากงานวิจัยหลายชิ้นที่ผ่านมาพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดไม่มีความรู้เกี่ยวการใช้อินเทอร์เน็ตของลูกมากนัก จากการสำรวจ่
  พ่อแม 300 ราย ที่มีลูกใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 40 ตอบว่าตนไม่เคยตรวจสอบการใช้อินเทอร์เน็ตของลูกอย่างใกล้ชิดมีเพียงร้อยละ 24 
  เท่านั้นที่ระบุว่าตนตรวจสอบอย่างใกล้ชิด  ในขณะที่อีกร้อยละ 26 ตอบว่าไม่ทราบจะตรวจสอบการใช้อินเทอร์เน็ตของลูกได้อย่างไร
  ผลการสำรวจทำให้เห็นภาพว่าพ่อแม่สื่อสารกับลูกน้อยมากในเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต   ซึ่งช่องว่างนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นทั้งช่องว่าง
  ระหว่างวัย และช่องว่างของความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
โรงเรียน สำหรับโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนเข้าอินเทอร์เน็ตได้ ฝ่ายบริหารและอาจารย์ให้ความใส่ใจในเรื่องที่นักเรียนอาจเข้าถึงข้อมูลที่ไม่
  เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ลามก หรือเว็บไซต์ที่มีเรื่องเพศอย่าโจ๋งครึ่ม เว็บไซต์ที่เด็กชอบเข้าไปมากก็คือเว็บเกม เป็นประเด็นที่
  ผู้ใหญ่ค่อนข้างห่วงใยมากโรงเรียนบางแห่งประกาศห้ามไม่ให้นักเรียนเล่นเกมในอินเทอร์เน็ตในด้านของการติดต่อสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต
  นั้น โรงเรียนจำนวนมากก็ไม่อนุญาตให้นักเรียนใช้โปรแกรมอีเมล์ไอซีคิว และแช็ตที่โรงเรียน  โรงเรียนส่วนใหญ่มีวิธีการตรวจสอบการใช้
  อินเทอร์เน็ตของนักเรียนซึ่งส่วนมากก็เป็นการให้ครูคอยเดินตรวจตนาตามโต๊ะคอมพิวเตอร์ในขณะที่นักเรียนกำลังใช้อินเทอร์เน็ต
  โรงเรียนบางแห่งใช้เทคโนโลยีเพื่อกลั่นกรองถ้อยคำหยาบคายหรือลากมกไม่ให้ปรากฎในเว็บบอร์ดของตนอย่างไรก็ตามแม้ว่าโรงเรียน
  ส่วนใหญมีมาตรการค่อนข้างเข้มงวดในด้านการกวดขันตรวจตราพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน แต่โรงเรียน
  ส่วนใหญ่กลับยังไม่มีมาตรการที่จะจัดการเรียนารสอนในเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเป็นระบบการสอนอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนส่วนใหญ่
  จะเน้นไปที่ให้ความรู้ด้านเทคนิคและการใช้โปรแกรมใหม่ๆ โดยที่ละเลยมุมด้านผลกระทบทางสังคม และจริยธรรมของการใช้อินเทอร์เน็ต