ป้องกันกำจัด

ตอนนี้ถึงวงรอบของการระบาดรุนแรง...พี่ๆที่สำนักงานที่คร่ำหวอดอยู่กับเรื่องข้าวมานานบอกว่า 20 ปีที่แล้วก็วอดไปเกือบทุกแปลง ตอนนี้แจ้งเตือนไปยังเกษตรกรว่าหลีกเลี่ยงการทำนาปรัง เพราะนอกจากไม่ตัดวงจรการระบาดของเพลี้ยฯ แล้วยังไม่พ้นภัยแล้งอีกต่างหาก(เพชรบูรณ์กำลังเจอวิกฤตภัยแล้งซะด้วย) เกษตรกรแถบนี้ยังมีหลายรายที่ยังนิยมทำข้าวอายุสั้นพวกพวงทอง ราชินี กันมาก(เลยต้องอดได้เงินประกันรายได้ผู้ปลูกข้าว รอบ 2) เพราะข้าวพวกนี้ให้ผลผลิตปริมาณมากก็จริง อายุก็สั้นทำให้เกษตรกรทำนาได้หลายรอบมากขึ้นแต่ ถึงอย่างไรก็มีผลเสียมากกว่าดีเพราะข้าวพวกนี้คุณภาพต่ำ อีกทั้งไม่ต้านทานโรคและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จึงกลายเป็นแหล่งสะสมโรค แมลง ซึ่งข้าวนาปีที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงพ.ค.- ต.ค.53 นี้อาจต้องหาทางฝ่าวิกฤตเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไปให้ได้ ผู้มีประสบการณ์บอกว่าต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน ให้ไถตากดิน ก่อนคราดนา การป้องกันกำจัดโดยชีววิถี แนะนำให้ฉีดพ่นเชื้อราขาวปฏิปักษ์ที่เรียกว่าบิวเวอร์เรีย ซึ่งชาวบ้านสามารถเรียนรู้และผลิตเองได้ เกษตรกรคนใดสนใจสามารถหาคำตอบได้จากสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่านหรือติดตามบันทึกถัดไปจะนำข้อมูลการผลิตเชื้อราขาวบิวเวอร์เรียง่ายๆฉบับบึงสามพันมาฝาก นอกจากนี้ยังใช้แมลงศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืช เช่น มวนเขียวดูดไข่ แมงมุม หรือแตนเบียนต่างๆ มาปล่อยในอัตรา 1:5 (ศัตรูธรรมชาติ 1 ตัวควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ 5 ตัว)  หรือใช่สารสกัดจากพืชในการควบคุม เพราะสามารถควบคุมเพลี้ยฯ ได้แต่ไม่เป็นพิษต่อแมลงศัตรูธรรมชาติอีกด้วย(มีงานวิจัยการันตี) กรณีถ้าระบาดรุนแรงจำเป็นต้องใช้สารเคมี กรมการข้าวแนะนำว่าระยะข้าวแตกกอ(อายุ 40-60วัน) เพลี้ยฯจะอยู่ในระยะตัวอ่อนควรใช้ บูโพรเฟซิน อีโทเฟนฟรอกซ์ และ อิทิโพรล ข้าวระยะตั้งท้องถึงออกดอก (อายุ 60-80 วัน)ใช้ไทอะมิโทแซม  ไดโนทีฟูเรน และโคลไทอะนิติน ทั้งนี้ให้เลือกใช้สลับกัน และห้ามเด็ดขาดคืออะบาเม็กตินในข้าวทุกระยะ