พ่อไปสวรรค์เถอะค่ะพ่อ....เพราะพ่อช่วยคนมาเยอะแล้ว...ถึงคราวที่พ่อต้องพักผ่อนแล้ว พ่อไปให้สบายนะคะพ่อ พ่อไปสวรรค์เถอะค่ะพ่อ พวกเรายืนรอส่งพ่อตรงนี้นะคะ....

          ครั้งหลังสุดที่พ่อป่วยด้วยการเจ็บคอเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว  พวกเราพาพ่อไปหาหมอ  แต่กว่าพ่อจะยอมไปได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลการรักษาจากคุณหมอเต็มศักดิ์และคุณหมอท่านอื่นๆ (ต้องขอขอบพระคุณคุณหมอมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ) ในการให้คำแนะนำพวกเรา  พวกราจึงได้ข้อมูลมาอธิบายเรื่องการรักษาให้พ่อเข้าใจอีกทอดหนึ่ง  ด้วยพ่อไม่ยอมไปเพราะเหตุผลที่ว่าพ่อกลัวจะต้องถูกตัดเส้นเสียงที่ทำให้ท่านพูดกับชาวบ้าน...ช่วยชาวบ้านต่อไม่ได้  หมอนัดพ่อให้ไปผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกอีกครั้งในวันที่  7  มีนาคม  53  พวกเราสี่คนพี่น้อง...รอหน้าห้องผ่าตัดกันอย่างกระวนกระวาย  จนเมื่อเจ้าหน้าที่เข็นพ่อออกมาตอนเกือบๆ ทุ่มกว่าๆ นั่นแหละถึงทำให้พวกเราโล่งใจว่าพ่อปลอดภัยดี  คุณหมอเจ้าของไข้บอกว่าพอใจผลการผ่าตัด  75%  เลยทีเดียว  พวกเรายิ้มออกกันเลย  และเราก็ช่วยกันดูแลพ่อเป็นอย่างดี  พ่อก็อาการดีขึ้นตามลำดับเรื่อยๆ มา  จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้มาเยี่ยม  ไม่ว่าจะมาจากหมู่บ้าน  เช่น ญาติๆ หรือชาวบ้าน  หรือแม้กระทั่งเพื่อนๆ ที่ทำงานของลูกๆ  ขณะนั้นพวกเราลูกๆ กำลังง่วนกับการตรวจข้อสอบและทำคะแนน,ส่งคะแนนสอบ, ส่งผลการเรียน  พวกเราเลยยึดห้องพักพิเศษของโรงพยาบาลเป็นห้องเรียนไปด้วยกลายๆ  เพียงเพราะอยากอยู่ใกล้ๆ ให้กำลังใจท่านว่าท่านจะไม่โดดเดี่ยวพวกเราลูกๆ หลานๆ จะอยู่เป็นเพื่อนท่าน  คอยดูแลพ่อนะ......หน้าตาพ่อสดชื่น แจ่มใส ดีขึ้นตามลำดับ  ในวันที่พ่อเสียคือวันที่  14  มีนาคมนั้น  เป็นวันที่หมอนัดให้พ่อลองทานอาหารปกติ และอีก 3 วันหมอก็จะให้กลับบ้านได้แล้ว...คุณลุงเป็นปกติแล้ว ...หมอบอกเช่นนั้น แต่ในเช้าวันนั้นเอง เวลา 6:55 น. พ่อจากพวกเราและชาวบ้านลำไพลไปอย่างกะทันหันด้วยอาการช็อค  และภาวะหัวใจล้มเหลวตามมาอย่างกะทันหันนั่นเอง...

          โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน  พวกเราก็ไม่คิดว่าพ่อจะจากไปอย่างรวดเร็วขนาดนี้  เพราะในการนำพ่อไปในครั้งนั้นเพื่อไปรักษาตัวให้พ่อหายเป็นปกติ  ฉันได้รับโทรศัพท์จากพี่เขยแจ้งข่าวพ่อในเช้าวันนั้นด้วยอาการช็อค....เมื่อบึ่งรถกันมาถึงระหว่างทาง  ข่าวที่ฉันไม่อยากได้ยินคือ...”ไม่ต้องขับเร็วนะ  พ่อจากพวกเราไปเสียแล้ว”....เหมือนโลกหยุดหมุน  ไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้กับตัวเองในเช้าวันนี้ ....แต่บอกตัวเองว่าต้องไปๆๆ  ต้องไปพาพ่อกลับบ้านเรา....

          เมื่อไปถึงโรงพยาบาลฉันจำได้แค่ประโยคเดียวที่พ่อสั่งไว้  “อย่าร้องไห้ๆ ให้น้ำตาไหลลงบนตัวพ่อนะ”  และฉันก็ทำตามที่พ่อสั่งไว้อย่างว่าง่ายและเข้มงวด  พร้อมทั้งบอกต่อแก่พี่ๆ และหลานๆให้ทำตามที่พ่อสั่งไว้ด้วยเช่นกัน  (ทั้งๆ ที่ฉันเองก็ทราบว่าน้ำตานั้นมันไหลย้อนไปตกข้างในตัวฉันแทนแล้ว) พวกเราเข้าไปกราบและกอดพ่อเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต....พร้อมกับแบ่งงานกันทำในภาระต่างๆ ก่อนจะพาพ่อออกจากโรงพยาบาล  ซึ่งมีตั้งแต่ไปแจ้งตายที่เทศบาลฯ  หรือติดต่อกับทางโรงพยาบาลเพื่อพาพ่อออกจากโรงพยาบาล  ตัวฉันเองต้องเป็นคนที่จะไปจัดหาเสื้อผ้า/รองเท้าให้พ่อใส่กลับบ้านเนื่องจากฉันจะเป็นคนที่จัดการเรื่องเสื้อผ้าของพ่อมาโดยตลอด  จึงรับหน้าที่นี้อย่างตั้งใจที่สุดด้วยพ่อต้องเปลี่ยนชุดจากคนไข้มาเป็นผู้ป่วยนอก  แล้วคุณหมอจะช่วยทำแผลใหม่ให้พร้อมๆ กับพยาบาลใจดีเค้าจะช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้พ่อด้วย  เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเป็นอย่างดี  เราพาพ่อลงมาทางหน้าห้องเก็บศพ  เพื่อไปยังรถพยาบาลของเทศบาลตำบลที่ขับมารับพ่อพร้อมกับอาน้องสาวแท้ๆ ของพ่อ  ก่อนออกจากโรงพยาบาล  เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตรงหน้าห้องนั้นจุดธูปให้เราขอทางจากเจ้าที่เจ้าทางให้พ่อกลับบ้าน  อาและลูกพ่อในหมู่บ้านที่อายุมากกว่าฉันอีก 3-4  คนเป็นคนรวบรวมเหรียญจากกระเป๋าทั้งหมดของทุกคน ณ ที่นั้น  ฉันถามพี่เค้าว่าจะเอาไปทำอะไร...พี่แอ๊ดลูกพ่ออีกคนที่มารับพ่อบอกฉันว่า...เวลาพาพ่อออกไปเราจะโยนเหรียญเหล่านี้ตามจุดต่างๆ ระหว่างทางที่ขับรถผ่านเพื่อบอกทางให้แก่พ่อว่าถึงจุดไหนๆ แล้ว  พ่อจะได้กลับบ้านถูกทางนั่นเอง....ฉันและพี่ๆ 2 คน รวมทั้งอาและหลานลุงของพ่อนั่งรวมไปกับพ่อในรถตู้....เราทั้งหมดจะพูดกับร่างของพ่อไปตลอดเส้นทาง  ฉันเองนั่งกุมมือพ่อไปอยู่อย่างนั้นและพูดกับพ่อถึงเส้นทางที่เรานั่งรถผ่านว่าสถานที่ตรงนั้น  เราเคยผ่านเมื่อเราไปหาดใหญ่ด้วยกันพ่อจำได้มั๊ย...เราผ่านสถานที่นี้ไปนะ.....เราจะไปบ้านเรากันนะพ่อนะ....เราจะกลับบ้าน....จนถึงบ้าน...หมู่บ้านของเรา

          เมื่อมาถึงบ้านฉันไม่แปลกใจเลยที่คนมาบ้านเราเยอะมาก...เขามารอรับพ่อกลับบ้าน (ทั้งๆ ที่ในตอนแรกพวกเขาคงอยากจะมารอเยี่ยมพ่อเมื่อพ่อออกจากโรงพยาบาล  เหตุเพราะพวกเราลูกๆ เกรงใจไม่อยากให้เขาเดินทางไกลไปเยี่ยมพ่อถึงโรงพยาบาลจึงบอกเขาไปถึงอาการที่ดีขึ้นของพ่อตามลำดับ  และบอกว่าพ่อใกล้จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว  รอเยี่ยมที่บ้านก็ได้ค่ะ....ชาวบ้านเขาก็รอกัน...แต่เป็นคนละรอกันกับวันนี้)

          ชาวบ้านเค้าช่วยกันจัดบ้านฉันเป็นที่ตั้งศพพ่อและเตรียมสถานที่รดน้ำศพกันอย่างเสร็จสรรพ  เมื่อพ่อกลับมาบ้านลูกๆ ของพ่อในหมู่บ้านที่เป็นผู้ชายมาช่วยกันพาร่างของพ่อไปนอนที่เตียงที่เตรียมไว้  พวกเราลูกสาวพ่อทั้งสี่คนและหลานๆ นั่งใกล้ๆ พ่อเพื่อขอบคุณแขกและชาวบ้านที่มารดน้ำศพพ่อ  ชาวบ้านบอกว่าคนมารดน้ำศพพ่อเยอะมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในหมู่บ้านถึงขนาดต้องเข้าแถวกันยาวมากๆ  แม้แต่คนมุสลิมที่รู้จักพ่อและทราบข่าวก็ยังมาร่วมงานในช่วงเย็นวันนั้น  พวกเราก็เห็นเป็นเช่นนั้นเพราะพวกเราต้องนั่งอยู่ตรงนั้น..ตรงที่รดน้ำศพพ่อเกือบจะสามชั่วโมงเต็มๆ....จนกระทั่งหมดแขกพวกเราจึงจะไปรดน้ำขอขมาศพพ่อเป็นกลุ่มสุดท้ายนั่นแหละ

          ในระหว่างที่แขกทะยอยกันมารดน้ำศพพ่อนั่นเองมีพี่ผู้ชายลูกพ่อคนนึงสังเกตเห็นเหมือนมีน้ำตาเอ่ออยู่ที่หัวตาทั้งสองของพ่อ  พร้อมกับมีเหงื่อออกบริเวณหน้าผากของพ่อจึงโวยวายขึ้นบอกญาติๆ และก็ไปเอาผ้ามาเช็ดให้พ่อ  พวกเราและญาติหลายๆ คนเห็นเหตุการณ์นั้นด้วยเช่นกัน  ใครๆ บอกดูเหมือนพ่อนอนหลับปกติเพราะหน้าตาดูอิ่มสุข (ฉันคิดเอาเองว่า...พ่อคงปลื้มใจที่เห็นลูกหลานญาติมิตรและชาวบ้านต่างมารวมตัวกันมารดน้ำศพพ่อกันมากมายขนาดนี้มังคะ)

 

         ปกติพ่อจะเป็นผู้ที่ “ทำหมอ” ให้กับงานศพอื่นๆ ในหมู่บ้านมาถึงงานศพของพ่อเอง เจ้าอาวาสในวัดประจำหมู่บ้านจึงเป็นผู้ที่ “ทำหมอ” นั้นเสียเอง  เมื่อพี่ๆ ผู้ชายนำร่างพ่อเข้าไปในโลงศพ  และพระท่านก็ทำพิธีเสร็จก็เป็นเวลาเย็นพอดี  พระท่านก็เลยสวดพระอภิธรรมศพในวันรอบแรกเสร็จ (ซึ่งคนทางใต้ในแถบละแวกหมู่บ้านฉันจะเรียกว่า “เตียงแรก” )  กระทั่งพระท่านจะเดินทางออกจากบ้านฉันแล้ว  มีคณะของแม่ชีซึ่งมาบวชชีพราหมณ์อยู่ที่ อ.เทพา มาขอร่วมสวดพระอภิธรรมด้วย(เพราะหลายๆ คนในคณะแม่ชีก็เป็นญาติๆ พ่อและเป็นชาวบ้านในหมู่บ้าน  แต่เดินทางมาไม่ทันรดน้ำศพนั่นเอง) จึงต้องนิมนต์พระท่านให้สวดอีกคำรบหนึ่งเป็นรอบที่สอง  ในท้ายสุดของวันนั้นประมาณ 6 โมงเย็น  ขณะที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน...เมื่อส่งพระท่านขึ้นรถยนต์เพื่อกลับไปวัดเสร็จแล้วนั้น  ทางพวกเราก็ยืนรอส่งคณะแม่ชีขึ้นรถทหารเพื่อกลับไปทำกิจกรรมของคณะแม่ชีต่อ  ระหว่างนั้นมีแม่ชีคนหนึ่งเดินมากอดฉันตรงที่ฉันยืนส่งคณะแม่ชีขึ้นรถ  และบอกฉันว่า “ครูจำหนูได้ไหมคะ”  ฉันเจอลูกศิษย์ที่มาบวชชีด้วยคนหนึ่ง  ระหว่างพูดคุยกับลูกศิษย์อยู่นั้น  แม่ชีส่วนหนึ่งที่ขึ้นไปนั่งอยู่บนรถทหารเรียบร้อยแล้วส่งเสียงเอะอะโวยวายให้หันไปมองภาพท้องฟ้าเหนือหลังคาบ้านฉัน  ภาพที่ทุกคนเห็นคือภาพท้องฟ้าสีแดงเหมือนท้องฟ้าในทุกๆ วันที่ดวงอาทิตย์กำลังตกดิน  แต่ผิดปกติตรงที่ปรากฏการณ์นั้นเหมือนมีลำแสงเป็นปล่องคล้ายกำลังส่องขึ้นไปบนท้องฟ้า  ตรงที่เป็นปล่องขึ้นไปนั้นเป็นเหมือนลำแสงนั้นแหวกขึ้นไปจากท้องฟ้าที่ดวงอาทิตย์กำลังตกดิน  แต่ช่วงของลำแสงนั้นเป็นสีฟ้าปกติของท้องฟ้าที่มีสีฟ้า-ขาว  ของละอองกลุ่มเมฆ  นับเป็นปรากฏการณ์แปลกมากที่เกิดขึ้นในวันรดน้ำศพของพ่อฉันพอดี  เหล่าแม่ชีบนรถทหารนั่นหันไปทางภาพที่เห็นพร้อมกับยกมือไหว้ปลกๆ ลูกศิษย์ฉันที่เป็นแม่ชีที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นและเห็นปรากฏการณ์นั้นพร้อมกัน  หันมากอดเอวฉัน...พร้อมกับบอกฉันว่า  “ครูขาๆ พ่อครูไปสวรรค์แล้วๆ”....  ฉันเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน...  ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดปรากฏการณ์นั้นขึ้นได้อย่างไร  เหตุมาจากไหน  แต่ไม่มีข่าวว่าใครทำอะไรกับลำแสงขนาดยักษ์นั่น  มาให้ความสำคัญกับการพยาการณ์อากาศใดๆ ที่พอจะบอกนัยให้เห็นถึงภาพที่ใครๆ ในหมู่บ้านเห็นตรงกันก็ไม่มีอีก  ที่สำคัญมันดันมาเกิดขึ้นตรงวันรดน้ำศพพ่อฉัน  และสวดศพเสร็จพอดี  เมื่อฉันและใครๆ ทั้งหมู่บ้านต่างแอบคิดและพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าลำแสงนั้นคือเส้นทางที่เค้าคงมารับพ่อ  ให้พ่อเดินทางขึ้นไปนั่นเอง....

ถ่ายจากหน้าบ้านฉันเอง...ที่ติดกับถนนใหญ่
ภาพตรงหน้า...คือหลังคาบ้านฉันและภาพท้องฟ้ากับปรากฏการณ์ที่คนทั้งหมู่บ้านไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต 
กระทั่งคนแก่อายุเจ็ดสิบกว่าๆ ยังยีตาตัวเองเพื่อขอดูให้ชัดๆ กับภาพที่เห็นตรงหน้า

 

          “ครูขาๆ พ่อครูไปสวรรค์แล้วๆ”.....พ่อไปสวรรค์เถอะค่ะพ่อ....เพราะพ่อช่วยคนมาเยอะแล้ว...ถึงคราวที่พ่อต้องพักผ่อนแล้ว  พ่อไปให้สบายนะคะพ่อ  พ่อไปสวรรค์เถอะค่ะพ่อ  พวกเรายืนรอส่งพ่อตรงนี้นะคะ....

         พวกเราที่เห็นเหตุการณ์ต่างยืนดูลำแสงนั้นจนหายไปนานเกือบ 10  นาทีจึงกลายเป็นภาพสีท้องฟ้าปกติที่ดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว.....

 

         พ่อไปสวรรค์เถอะค่ะพ่อ....