หากท่านติดตามอ่านเสียงสะท้อนจาก HiPPs ส่วนภูมิภาค ι หนึ่งปีที่ต้องหมุนงานมาส่วนกลาง (ตอนที่ 1)(ก่อนจะมาเป็น HiPPs คนนี้) มาแล้ว

 

คงพอจะทราบที่ไปที่มา ที่หนูเป็น HiPPs โดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้คาดหวัง เขียน EAF แบบนั่งเทียน เป็นรุ่นแรกของกรมและเป็นคนแรกของกรมที่เข้าสู่การหมุนงาน ไม่ใช่แค่การย้ายตึก ไม่ใช่แค่การย้ายห้องทำงาน แต่เป็นการย้ายฐานที่มั่นจากส่วนภูมิภาคเข้ามาสู่ส่วนกลาง

พอหนูตัดสินใจจะเข้ามาเรียนรู้งานในส่วนกลางก็ต้องมองว่า เอะ....ก่อนไปจะต้องเตรียม ตัว เตรียมใจอย่างไรบ้าง เพราะเวลาก็กระชั้นเข้ามาแล้ว แต่ไม่มีกระแสตอบรับการหมุนงานใด ๆ กรมก็เงียบ ที่ ๆ เราจะไปเรียนรู้งานก็เงียบ เราเองจะเงียบอีกคนหนึ่งรึ?  หนูก็ค้นพบสาเหตุว่า อาจจะเป็นเพราะหนูไม่กระทุ้ง ด้วยความใหม่ของระบบอาจจะทำให้อะไรขรุขระได้  จึงเรียนปรึกษาหัวหน้า พอดีท่านเข้ามาประชุมที่ส่วนกลางจึงนัดหมายและเรียนปรึกษาผู้อำนวยการสถาบันที่หนูจะไปเรียนรู้งาน พอวันที่ 23 มีนาคม 2552 หนูเข้ามาประชุมที่สำนักงาน กพ. ตอนบ่าย ในช่วงเช้าจึงติดต่อนัดหมายมาที่หน่วยงานใหม่ ร่วมหารือกันพร้อมกับพี่ ๆ จากกองการเจ้าหน้าที่ เพื่อปรึกษา เกี่ยวกับแผน EAF ของหนูและความเป็นไปได้ ด้วยความไม่พร้อมของหนู (ที่ไม่รู้จักหน่วยงานที่จะไปเรียนรู้งานจริง ๆ ในเชิงลึก) ระบบ HiPPs ยังเป็นเรื่องใหม่ของกองการเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่หนูจะหมุนงานไปเขาไม่ทราบว่าหนูจะไปทำอะไรหรือไปเรียนรู้อะไรในหน่วยงานกันแน่ แต่ด้วยความเมตตาและความตั้งใจของทุก ๆ ฝ่าย ที่จะนำพาให้ระบบนี้ได้ถูกลองปรับใช้ จึงมีการร่วมกันหาทางออก ซึ่งได้มาคร่าว ๆ ดังนี้

  1. มีแผนงานคร่าว ๆ ในแต่ละเดือนว่าต้องเข้าไปเรียนรู้งานในห้องไหน โดยใน EAF เขียนระยะเวลามาเรียนรู้ระดับพื้นฐานที่หน่วยงานนี้เป็นเวลาปีครึ่ง  แม้หนูเองยังงง ๆ มึน ๆ แต่ก็ดูจะเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น ด้วยข้อจำกัดของพี่ ๆ ที่เข้าร่วมประชุมและระยะเวลาที่มีอย่างจำกัดของหนู จึงทำให้ ช่วงเดือนกันยายน ไม่ถูกระบุว่าหนูต้องไปเรียนรู้งาน ในห้องใด ตัวชี้วัดถูกกำหนดขึ้นหลายหัวข้อ แต่ก็ยังมีอีกหลายหัวข้อที่ยังไม่ชัดเจน
  2. การเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการเบื้องต้นเบิกจากหน่วยงานใหม่ไปก่อน ถ้าไม่มีให้ทำเรื่องไปของจากส่วนกลาง ส่วนเรื่องที่พักไม่มีให้ ต้องหาห้องเช่าแล้วจะเบิกได้ตามอัตราข้าราชการระดับ 5 (ตอนนี้คือระดับปฏิบัติการ) อัตราเดือนละ 19,50 บาท ซึ่งพอรับทราบหนูเองแทบทรุด แม้จะรู้มาบ้างว่าเท่านี้แต่ก็แอบหวังว่าจะมีการขยายวงเงิน หรือมีเงินช่วยเหลืออย่างอื่นบ้าง เพื่อให้สอดรับกับความเป็นจริงของชีวิต ณ ปัจจุบัน

ออกจากห้องประชุมวันนั้นก็เกือบ ๆ บ่ายโมงครึ่ง เพื่อน ๆ HiPPs โทรตามกันหลายคน พอเดินเข้าห้องประชุมเพื่อนยกมือปรึบเรียกให้ไปนั่งเป็นความประทับใจเหมือนเจอคนคุ้นเคย เป็นเหมือนน้ำเย็น ๆ ที่มารดรินใจที่แห้งผาด มิตรภาพของความเป็นเพื่อนชาว HiPPs เป็นกำลังใจที่ดีในการจับมือและเดินร่วมทางกันไป ทั้ง ๆ ที่เรามาจากคนละที่ เราแตกต่าง แต่เรามีน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่จะนำความรู้ความสามารถที่มีออกมาทำประโยชน์ให้ได้อย่างสูงสุด บนข้อจำกัด

ส่วนที่จะข้ามไม่ได้คือหน่วยงานต้นสังกัด ก่อนหมุนงานหนูก็มีงานเดิมที่ได้รับมอบหมาย ที่ต้องเร่งปิดโครงการก่อนที่จะย้ายตนเองไปหน่วยงานใหม่ ทำให้หนูได้เรียนรู้ว่า “งานไม่มีคำว่าหมด ถ้าเราไม่หยุดทำเอง” แต่ ณ ขณะนั้นหนูก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ส่วนที่เหลืออยู่บางส่วนก็ฝากพี่ ๆดำเนินงานต่ออีกเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายที่เบิกได้ ก็จะมีค่าขนย้าย (ประมาณ 5,000 บาท) ค่าเดินทางโดยรถโดยสาร (ประมาณ 1,000 บาท) เพราะมีการเบิกค่าขนของ บ้านพักที่หนูพักและทำงานนานว่า 3-4 ปี จะต้องคืนให้ระบบ (อันนี้เป็นข้อเตือนไว้สำหรับผู้ที่จะย้ายงานต่อไปว่า ถ้าคุณเบิกค่าขนย้ายจะต้องคืนบ้านพัก ซึ่งอาจจะแล้วแต่ละหน่วยงานค่ะ) พอหนูย้ายไปแล้วค่อยกลับมาย้ายของออกจากบ้านภายหลัง ตอนนั้นก็รู้สึกใจหายบอกไม่ถูกค่ะเป็นความรู้สึกหวั่นไหวว่า

“แล้วต่อไปจะเป็นยังไง บ้านที่เคยอยู่ก็ไม่มีแล้ว ของในบ้านพักทั้งหมดก็ต้องเอาไปฝากกองไว้ที่บ้านพ่อแม่ ซึ่งอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง กลับมาก็ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน แล้วต่อไปก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป”  

ความกังวลและหวั่นไหวเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความรู้สึกคล้ายกับว่า เราไม่มีข้างหน้า ไม่มีข้างหลัง สิ่งที่บอกตนเอง ณ ขณะนั้นก็คือ “อยู่กับปัจจุบัน จะเป็นอะไรก็ให้มันเป็นไป เรามีชีวิตอยู่เพื่อการเรียนรู้เท่านั้นเอง”

แต่ก็มีข้อดีคือ บ้านหลังนั้นถูกซ่อมแซมและใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด ทำให้หนูได้เรียนรู้ว่า

 “ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง เพราะมันไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรก เราเพียงเป็นผู้มาอาศัย วันหนึ่งเราก็ต้องจากเขาไป”

ก่อนเข้ามาส่วนกลางได้สอบถามหาหอพักที่ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก โดยส่วนตัวไม่ชอบเดินทางนาน ๆ จึงพยายามหาหอพักใกล้ ๆ เพื่อน ๆ HiPPs ในกระทรวงเดียวกันและกระทรวงอื่น ๆ ให้คำแนะนำและช่วยติดต่อที่พักให้คร่าว ๆ ก่อนที่จะมาเลือกเอง ในวันที่หนูเดินทางเข้ามา ณ ส่วนกลาง มีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้า 1 ใบกับ Note book เพียงหนึ่งตัว ได้พี่สาวที่เป็น HiPPs ในกรมเดียวกันพาเดินสำรวจหอพักใกล้ ๆ สุดท้ายหนูก็เลือกหอพักที่ไม่ไกลกระทรวงสาธารณสุขนัก ไปทำงานได้แบบเดินถึง เป็นหอพักห้าชั้นไม่มีลิฟท์ ชั้นที่สูงที่สุดจะถูกที่สุด ราคาอยู่ที่ 2,800 บาท มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ฟรี มีแอร์ ไม่รวมน้ำไฟ เป็นความลงตัวของชีวิต แม้จะต้องเหนื่อยเดินขึ้นลง แต่หอพักนี้สงบเงียบและปลอดภัยลงตัวในวิถีชีวิต พอมาอยู่จริง ต้องจ่ายค่ามัดจำและค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือนและค่าอื่น ๆประมาณ 8,000 บาท ช่วงหมุนงานเข้ามาใหม่ ๆ มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเยอะเหมือนกันค่ะ ทั้ง ๆ ที่ โดยส่วนตัวได้ประมาณการค่าใช้จ่ายมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ไม่รวมอุบัติเหตุชีวิตหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามา ณ ขณะนั้น

ตลอดการอยู่อาศัยที่ผ่านมาหนูจ่ายค่าเช่ารายเดือนประมาณ 3,300 บาท เบิกได้จริง 1,950 บาท คิดคร่าว ๆ จะติดลบค่าที่พักเดือนละ 1,350 บาท อันนี้แค่ค่าเช่าที่พักไม่รวมค่าเดินทาง ค่ากินอยู่นะคะ คิดเล่น ๆ ว่าถ้าหนูอยู่นาน 1 ปี หนูจะต้องจ่ายเพิ่มค่าที่พักของความเป็น HiPPs 1,350 X 12 = 16,200 บาทต่อปี (แต่ชีวิตก็ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นค่ะ เพราะก่อนหมุนงานมาหนูยื่นเลื่อนขั้นเลื่อนระดับไว้ รอเพียงคำสั่งแต่งตั้ง ด้วยความเปลี่ยนแปลงแทนที่คำสั่งชำนาญการหนูจะมาตั้งแต่ พ.ค. 52 กว่าคำสั่งจะออกก็เดือนกันยายน 52 ซึ่งย้อนหลังให้ถึงเดือน พ.ค. 52 แต่การเบิกค่าเช่าบ้านให้ย้อนหลังไม่ได้ กลายเป็นว่าที่ผ่านแล้วก็แล้ว ดังนั้นตั้งแต่เดือนตุลาคม หนูเบิกค่าเช่าบ้านได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,400 บาท ก็พอจะผ่อนแรงได้มากขึ้นทีเดียวอย่างน้อยก็จ่ายเพิ่มไม่เกินหนึ่งพันบาทในหกเดือนหลัง) หลายคนอาจจะคิดว่าน้อย แต่ข้าราชการตัวเล็กอย่างหนู เงินก้อนนี้สั่นสะเทือนวิถีชีวิตมากทีเดียว เพราะการใช้ชีวิตในส่วนกลาง ต้องมีค่าเดินทางและค่ากินอยู่ ซึ่งต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ใช่หนูไม่ทราบเรื่องนี้ก่อนหมุนงานนะคะ หนูทราบค่ะแต่ก็ยังแอบหวังว่าตัวเลขที่สะท้อนอย่างชัดเจนจะช่วยให้ผู้ใหญ่หาช่องทางความเป็นไปได้ ให้ระบบพัฒนาคนขับเคลื่อนได้ต่อไป หนูเข้ามาโดยบอกตนเองว่า

“เราต้องลงทุน ต้องยอมเสียอะไรบ้าง เหมือนเราจ่ายค่าลงทะเบียนเพื่อเรียนหนังสือ หนูจ่ายค่าลงทะเบียนเรียนรู้ความเป็น HiPPs ด้วยวิถีชีวิตตลอด 1 ปีที่ผ่านมาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น การเข้ามาเป็นคนแรกของหน่วยงานก็ต้องเจอปัญหาอุปสรรคเป็นธรรมดา ดีเสียอีกนำร่องให้คนอื่น ๆ กำไรตั้งแต่ได้มีโอกาสเรียนรู้ เป็นโอกาสดี ๆ ที่จะได้พัฒนาตนเอง เห็นศักยภาพของตนเองอย่างชัดเจน ว่าจะปรับตัวได้ไหม จะเข้ากับผู้คนใหม่ ๆ ได้ดีเพียงใด หรือจะบริหารจัดการความเครียดที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง มันก็คือ การเรียนรู้ คำว่าเรียนรู้ ไม่มีถูกผิด มีแต่สิ่งที่เกิดแต่เหตุเท่านั้น”

เอาหล่ะยังไง ๆ ก็เลือกแล้ว เลือกที่จะเรียนรู้ระบบ HiPPs ก็ต้องน้อมรับการตัดสินใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ มีสติ อดทน ตั้งใจ และศรัทธา 4 อย่างนี้ พี่ที่มีพระคุณท่านหนึ่งให้กับหนูไว้ว่าต้องสั่งสมให้ถึงพร้อม ถ้าอ่านมาจนถึงตอนนี้ ก็คงพอจะเห็นภาพอะไร ๆ บ้างแล้ว จากจุดเริ่มต้นที่มัว ๆ มั่ว ๆ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แม้จะล้มลุกคลุกคลาน แต่หันไปมอง ณ ตอนนี้ก็รู้สึกประทับใจ กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น