มองโลกในแง่ดี (The Optimist Creed)
บทกวีบทหนึ่ง..... “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคมเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย” กล่าวคือ มีนักโทษสองคนติดคุกอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งมองลอดลูกกรงเหล็กหน้าต่างคุกออกไป แต่เขามองสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าก็พบดวงดาวมากมาย รู้สึกสวยงามทำให้ใจเป็นสุข การมองโลกในแง่ดีจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต และมีอิทธิพลต่อทุกคนอย่างมาก
หลักการมองโลกในแง่ดี
1. พยายามฝึกจิตให้เข้มแข็ง เพื่อรับแรงของความทุกข์ได้ทุกรูปแบบ
2. พยายามหาเรื่องของความสุขสนุกสนานมาพูดคุยสังสรรค์กับคนรอบข้า
3. พยายามทำให้เพื่อฝูงหรือผู้ที่เราติดต่อคบหาด้วยรู้สึกว่า เขาเป็นคนมีค่ามีความสำคัญในตัวเองที่คนอื่นควรยอมรับนับถือ
4. พยายามทำงานให้ดีที่สุด สร้างความหวังไปในทางที่ดี
5. จงยินดีและกระตือรือร้นต่อความสำเร็จของผู้อื่น (ไม่อิจฉาริษยาให้เกิดทุกข์ในใจตน) และเอาเยี่ยงอย่างเพื่อตนจะได้ประสบความสำเร็จบ้าง
6. อย่ากังวลทุกข์ร้อนกับความผิดพลาดในอดีตจนบั่นทอนกำลังใจตนเองเพียงแค่เอาความผิดพลาดนั้นมาเป็นข้อควรระวังมิให้เกิดขึ้นอีก พร้อมกับมุ่งไปสู่ความสำเร็จในอนาคตต่อไปเรื่อย ๆ
7. บำรุงสุขภาพกาย สุขภาพจิตให้ดี แสดงความร่าเริงแจ่มใสและยิ้มแย้มผูกมิตรกับทุก ๆ คนที่เราพบเห็น และคบหาสมาคมด้วย
8. จงใช้เวลาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไปกับการปรับปรุงตนเอง อย่าเอาเวลาอันมีค่า ไปนั่งวิจารณ์ หรือ ติฉินนินทาผู้อื่น
9. ตัดความวิตกกังวลใด ๆ ออกไปจากใจ ทำใจให้เข้มแข็ง แต่ขอให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่โกรธง่าย
10. ฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้มีน้ำใจ จงทำดีต่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนคิดถึงการให้มากกว่าการได้รับ
11. จงละความเห็นแก่ตัวแล้วมาสร้างความสามัคคีในหมู่คณะเพื่อความเจริญก้าวหน้าของส่วนรวม การพัฒนาตนเองนั้นอย่าพัฒนาไปด้วยความเห็นแก่ตัว หรือประชันขันแข่งกันอย่าเหยียบย่ำทำลายผู้อื่นให้ตัวเองสูงขึ้น ต้องรู้จักความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างความสามัคคี การไม่เห็นแก่ตัวจะทำให้ทุกคนรู้จัก การประนีประนอมกับผู้อื่น มีความอดทนอดกลั้นมากขึ้น จะได้ไม่เกิดความแตกแยก ดังนั้นความสามัคคีในหมู่คณะก็จะตามมา
หากปฏิบัติได้เช่นนี้จิตใจจะสุขสงบและมีความรู้สึกนึกคิดที่เปิดกว้างสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้สังคมและประเทศชาติอย่างมากมายมหาศาลต่อไป