การฝึกฝนนี้ต้องมีความศรัทธา ต้องมีความอดทน และมีความเพียร จึงจะบังเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติ

เคยตั้งใจไว้เสมอว่า หากระยะใดมีเวลาว่างจากภาระกิจการทำงานแล้ว  ก็จะขอเวลาสำหรับตัวเองในการฝึกปฏิบัติธรรม เพื่อศึกษาชีวิต และเพื่อเป็นการฝึกสติ สัมปชัญญะที่บางครั้งเราอาจจะไม่ได้นำเอามาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม หรือบางครั้งก็นำเอามาใช้น้อยมากทั้งการดำรงชีวิตและการทำงาน

แม่ต้อยจึงได้ชักชวน น้องๆที่ทำงานด้วยกัน ว่ามีน้องคนไหนอยากจะร่วมเป็นกัลยาณมิตรในการไปปฏิบัติธรรมบ้าง โดยแม่ต้อยเลือกที่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จังหวัด สิงห์บุรี โดยที่ยังไม่เคยไปที่วัดแห่งนี้มาก่อนเลย

มีน้องๆ เข้าร่วมโครงการ อีกสามคน  คนแรก เป็นคุณหมอ ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการ ด้านการประเมินคุณภาพ ที่ทำงานคู่กับแม่ต้อยนี่แหละ คือคุณหมอกิตตินันท์ ส่วนอีกสองคนคือ น้องพอลล่า  และน้องโอ๋ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักวิชาการด้านคุณภาพของสถาบันฯ

ที่จริงในตอนแรก มีคนที่อยากจะเข้าร่วมมากกว่านี้ แต่พอเวลาใกล้เข้ามาต่างก็มีความจำเป็นต่างๆ ทำให้เหลือพวกเราเพียงแค่ ๔ คนเท่านั้น

เมื่อเราไปถึง พบว่าที่วัดมีคนมามากมาย แม่ต้อยเพิ่งทราบว่าช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม คนจึงมากกว่าปกติ เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อย แม่ต้อยและน้องอีกสองคนได้นอนที่พักบริเวณหน้าเมรุ ที่ไว้เผาศพ พอดี 

การปฏิบัติธรรมในวันแรกนั้นเริ่มโดยขอรับศีล ๘ ก่อน ก็เพื่อทำให้ตัวเอง มีความบริสุทธิ์ ตัดสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส ออกไป แม่ต้อยจำได้ว่าเมื่อเริ่มแต่งตัวด้วยชุดขาวบริสุทธิ์ จิตใจเกิดความปิติศรัทธา มีความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้เรียนรู้วิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้น ในระยะเวลาอันสั้นๆ ดังนั้นแม้ว่าในช่วงนี้ อากาศจะร้อนอบอ้าวอย่างที่สุด และรวมทั้งมีผู้มาปฏิบัติธรรมมากมาย จนทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายๆประการ แต่แม่ต้อยคิดว่า นั่นคือ อาจารย์ ที่มาทดสอบความอดทน ความตั้งใจ และความศรัทธาของเรามากกว่า

การฝึกจะเริ่มเวลา ตีสี่ตรงของทุกๆวัน ดังนั้น เราต้องตื่นก่อนเพื่อเตรียมตัว และเนื่องจากมีคนมาปฏิบัติธรรมมากจริงๆ  คืนแรกแม่ต้อยจึงปลุกน้องให้ตื่นตั้งแต่ตี ๒

เราต้องฝึกการมีสติเพื่อกำกับจิต ตามอายาตนะต่างๆ ทั้งภายนอกใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  และภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส  สัมผัส อารมณ์ ซึ่งจะจับคู่กันเป็นคู่ๆแล้ว เช่น หู จับคู่กับเสียง  ทำให้จิตหรือการรับรู้ตามธรรมชาติเกิดขึ้นมา

เมื่อจิตเกิดทางอายาตนะ แล้วก็จะทำงานร่วมกับขันธ์ ๕ คือเกิดรูป เกิด เวทนา มีสุข ทุกข์ สัญญา ความจำ ความเชื่อ สังขาร  การปรุงแต่ง วิญญาณ รู้ว่า อันนี้ดี หรือไม่ดี หรือเฉยๆ

เช่น เมื่อเกิดการรับรู้ว่าเป็นเสียง แล้วมีการปรุงแต่ง ว่าดี หรือไม่ดี

กิเลส  ก็จะตามมา หากว่า ดี ก็จะเกิดความอยาก ความโลภ  เป็นโลภะ  หากว่าไม่ดีไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ก็เป็น โมหะ

เป็นต้น

การฝึกเบื้องต้นนี้ คือการที่เราต้องเอาสติ ไปกำกับจิต ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ของอายาตนะดังกล่าว

แม่ต้อยระลึกได้ว่าการฝึกฝนนี้ต้องมีความศรัทธา  ต้องมีความอดทน และมีความเพียร จึงจะบังเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติ

การฝึกการ มีสติ ทั้งการ ยืน เดิน การนั่ง  เดินจงกรม และนั่งสมาธิติดต่อกัน  และฝึกปฏิบัติ ติดต่อกัน ทั้งภาคเช้า ภาคบ่าย และ ก่อนนอน  ทุกๆครั้งที่เสร็จการทำสมาธิ ก็มีการแผ่เมตตาเป็นการแผ่บุญกุศลที่ได้ทำมาแล้ว

 

ในช่วงเวลา ประมาณ สองวันกว่าๆ เป็นระยะเวลาที่สั้นมากๆ แต่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตของแม่ต้อย

เมื่อมีคนถามว่า “ รู้สึกอย่างไร ที่ไปปฏิบัติธรรมมา “

แม่ต้อยตอบอย่างไม่ลังเล สงสัยเลยว่า

“ รู้สึกว่า เรามาช้าไป แต่ไม่สายจนเกินไป”

ข้อความนี้ อาจจะไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน โปรดจงให้อภัย เพราะเป็นการเรียนรู้ จากการฝึกในระยะเวลาที่สั้นๆเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้เป็นวิชาการอะไรได้ทั้งนั้นนะคะ

 

และ แม่ต้อยจึงขออนุโมทนาบุญมาสำหรับกัลยาณมิตรทุกๆท่านด้วยคะ

สวัสดีคะ