ถึงเวลาการนำเสนอของหมอฝนที่บอกเล่าเรื่องราวของความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่...หมอฝนเล่าว่าทีมครบุรีเริ่มดูเบาหวานจากหลักการของความทุกข์ ปี ๒๕๔๗ ปีแห่งความทุกข์ ต้องดูผู้ป่วยเบาหวานถึงวันละ ๑๐๐ กว่าคน ปี ๒๕๔๘ ไปเรียนรู้ ยิ่งทุกข์ ทำไมมีอะไรที่ต้องทำเยอะจัง
แชมป์เบาหวาน ๒๕๕๒ บนเวที HA National Forum
ปี ๒๕๕๐ ปรับระบบใหม่ เอาผู้ป่วยลง PCU ปรับระบบนัดเป็นเวลา มีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ทำงานแบบ “เดินช้าๆ อย่างยั่งยืน” ช่วยกันคิดว่าเป้าหมายของเราคืออะไรแน่ ตั้งแต่ ผู้ป่วยคุมน้ำตาลได้ ระบบที่ไม่วุ่นวาย ผู้ป่วยดูแลตนเองได้ สอนกันเองได้ รอยยิ้ม...ครบุรีเอาหมด อยากเห็นเขายิ้มได้ มีความสุข
ในการทำงานก็ดูว่าใครมีส่วนเกี่ยว ใครมีเอี่ยวเอามาให้หมด มาช่วยกันคิดว่าอยากได้อะไร การที่ก้าวหน้ามาถึงวันนี้ได้ ทำอะไรมาบ้าง ได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตัวเองเรียนรู้ได้ด้วยวิธีใด เช่น วันที่ผู้ป่วยมาหาหมอ วันนั้นผู้ป่วยไม่ได้รับจ้าง ไม่เหมือนกับวันปกติของเขา...ได้เข้าใจเรื่องยา...หัวข้อความรู้ ไม่ใช่ตามตำรา...เข้าใจผลของความเครียด บริบทแห่งครอบครัว...
ปี ๒๕๔๙-ปัจจุบัน ได้เรียนรู้จาก รพ.เทพธารินทร์ มีการพัฒนาศักยภาพแกนนำ นัดมาตรวจเป็นหมู่บ้าน (ไม่มีการทะเลาะกันเรื่องคิว) จัดค่ายสำหรับแกนนำ ค่ายสำหรับคนที่มีน้ำตาลสูง ค่ายสำหรับคนฉีดอินซูลิน จัด PCU แบ่งเป็น ๕ โซนๆ ละ ๒-๔ PCU จัดทีมสหวิชาชีพลง นักกายภาพและโภชนากรมีไม่เยอะ ก็ให้ดูภาพรวม ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งตรวจที่ PCU
คลินิกเบาหวานรายใหม่ มีการยืนยันการวินิจฉัย ขึ้นทะเบียน ประเมินภาวะเครียด/ซึมเศร้า คัดกรองภาวะแทรกซ้อน มีฐานการเรียนรู้ ๓ ฐานคือ เรื่องโรค อาหาร ประเมินเท้าและให้คำแนะนำ
มีรางวัลสำหรับผู้ป่วย ให้เป็นเครื่องมือที่ใช้ประโยชน์ได้ เช่น ตาชั่งดิจิตอล เครื่องวัดความดันโลหิต ฯลฯ มีตารางการเจาะเลือดเองที่บ้าน พร้อมแนวปฏิบัติ คู่มือแกนนำ หัวข้อพูดคุยใน self-help group มีการดูแลด้านจิตใจ ดูแลช่องปาก (ผู้ป่วยไม่อยากไปหาหมอฟัน เพราะไม่อยากโดนถอนฟัน) ดูแลภาวะแทรกซ้อน ล่าสุดเครือข่ายได้พัฒนาการดูแลเท้าจนเกิดผลดี นอกจากนี้ยังมีการดูแลผู้ป่วย CVA มีคลินิกไตวาย
หมอฝนบอกว่า “ใครก็ทำงานเบาหวานได้ ถ้าตั้งใจและร่วมมือกัน”
วิทยากรร่วมของหมอฝนคือลุงหยาด ลูกกระโทก ได้เล่าบอกประสบการณ์ของตนเองเมื่อก่อน-หลังการเข้าค่ายว่าต่างกันเหมือนหนังคนละม้วน หลังเข้าค่ายได้ทำตามที่เรียนรู้มา ผลการคุมน้ำตาลดีขึ้นเรื่อยๆ ระดับน้ำตาลประมาณ ๑๓๐ จนเลิกยาได้ (ลุงหยาดตอนนี้ผอมลง ดูเป็นหนุ่มขึ้นเยอะ) กลุ่มของลุงหยาดมี ๑๗ คน บางคนลดยาได้ บางคนเลิกยาได้ การดูแลไม่ใช่หมอดูแล เป็นผู้นำดูแล ต้องใกล้ชิด ติดตามจนน้ำตาลดีขึ้น ออกกำลังก็ได้ ควบคุมอาหารไม่ให้อดอาหาร ต้องช่วยตัวเอง...คนในกลุ่มพอใจ อบต.เชิญไปบรรยายที่ชุมชนเป็นประจำ
จากซ้าย ผู้ใหญ่ชุณห์ หมอฝน ลุงหยาด
หลังลงจากเวที ลุงหยาดบอกว่ามีเวลาให้น้อยไป ถ้าพูดเรื่องเบาหวาน ต้องมีเวลาเป็นชั่วโมง
วัลลา ตันตโยทัย
คิดถึงลุงหยาด แห่งครบุรีครับ
เพราะลุงหยาด คือครูที่ทำให้คนทำงานเบาหวาน ได้แรงบันดาลใจ
มาหลายครั้ง หลายเวที ละครับ
จริงอย่างที่เอนกว่านะ ลุงหยาดเป็นคนที่ทำให้พวกเราเกิดแรงบันดาลใจและเปลี่ยนมุมมองในการทำงานเบาหวาน ทำให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพของชาวบ้านธรรมดาๆ
วัลลา