นี่คือหัวข้อการประชุม HA National Forum ครั้งที่ 11   เมื่อวันที่ ๙ – ๑๒ มี.ค. ๕๓   การได้เข้าร่วมการประชุมนี้ทำให้ผมรำลึกความหลังครั้ง สวรส. จะตั้งโครงการ HA นี้    และต้องการระดมทุนจากแหล่งทุนภายนอก   ผมในฐานะ ผอ. สกว. ขานรับทันที โดยจัดทุนให้ครึ่งหนึ่งของที่ต้องการ เข้าใจว่า ๑๒ ล้าน    โดยมีเหตุผลว่า นี่คือการริเริ่มสิ่งใหม่ที่จะมีคุณูปการต่อสังคมอย่างมากมายมหาศาล    และหัวหน้าทีมผู้รับผิดชอบคือ นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ก็ทำงานเก่งและเป็นคนดี น่าเชื่อถือว่าจะทำงานได้สำเร็จและประหยัดเงินภาษีอากรของบ้านเมือง   

          เข้าใจว่าตอนนั้น “พ่อยก” ของโครงการ คือ อ. หมอประเวศ คงจะตกใจนิดหน่อย ที่ สกว. ตัดสินใจง่ายผิดปกติ กับเงินที่มากขนาดนั้น   โดยที่ตอนนั้นการทำหน้าที่ ผอ. สกว. ของผมได้รับการยอมรับจากวงการต่างๆ มั่นคงแล้ว   ผมจึงอยู่ในฐานะที่จะตัดสินใจแบบนี้ได้ 

          อ. หมอประเวศ ยุให้หมออนุวัฒน์ไปเชิญ อ. หมอจรัส มาเป็นประธานช่วยให้คำแนะนำ และเชิญนักหนังสือพิมพ์มาเป็นกรรมการร่วมกับคนในวงการ รพ. และสาธารณสุข   ผอ. สกว. เป็นกรรมการด้วย   ซึ่งผมก็ไม่ค่อยว่างไปร่วมประชุม แต่เมื่อพ้นตำแหน่งแล้ว อ. ปิยะวัติ ผอ. สกว. ท่านใหม่ ก็ส่งชื่อผมเป็นตัวแทน สกว.   ผมก็ไปร่วมประชุมแบบไปบ้างไม่ไปบ้าง และร่วมประชุมแบบหลับๆ ตื่นๆ เรื่อยมา 

          พรพ. อยู่ในฐานะโครงการภายใต้ สวรส. เรื่อยมา    โดยต้องวางแผนสร้างความยั่งยืนให้ตนเอง    จนในที่สุดปลายปี ๒๕๕๒ ก็กลายเป็นองค์การมหาชน มี พรฎ. ของตนเอง    คือเปลี่ยนจากองค์กรที่ไม่ค่อยมีสถานะทางการ   มาเป็นองค์กรของภาครัฐอย่างชัดเจน มีกฎหมายรองรับ มีความมั่นคง   กลายเป็น สรพ.   แต่สูญเสียความยืดหยุ่นไปบ้าง

          ดังกรณี ประธานคณะกรรมการบริหารองค์กร    ซึ่ง อ. หมอจรัสเหมาะสมที่สุด เพราะท่านเป็นแพทย์ที่ทำงานทางการแพทย์คลินิกเรื่อยมา พร้อมๆ กับทำงานอื่นๆ เป็นหลักของบ้านเมือง    แต่คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการและประธานบริหาร สรพ. ไม่สามารถสรรหาท่านเป็นประธานต่อไปได้ เพราะอายุเกิน ๗๐   ทั้งๆ ที่ท่านยังแข็งแรงทั้งร่างกายและสมอง   นี่คือความไม่ยืดหยุ่นที่ติดมากับความเป็นทางการ

          คณะกรรมการสรรหา ที่มี อ. หมอสงคราม ทรัพย์เจริญ เป็นประธานจึงมาคว้าผมให้เป็นประธาน   เมื่อมีมติ หมออนุวัฒน์รีบ อี-เมล์ มาแจ้งผม   ผมตอบกลับอย่างมั่นใจว่า “ไม่รับ” ด้วยความเจียมตัวว่าตนเองไม่เหมาะสม   เพราะผมไม่ใช่หมอทางด้านคลินิก   และสภาพความเป็นหมอของผมไม่เหลือแล้ว    รวมทั้งตอนนี้งานล้นแบบที่ล้นแล้วล้นอีก

          ทั้งๆ ที่ผมเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ อ. หมอสงครามก็ยังคลำทางมาจนเจอผมจนได้   เมื่อผมรับโทรศัพท์ของท่าน ท่านก็ต้อนผมจน   ไม่สามารถปฏิเสธได้    ตอนนี้จึงอยู่ในขั้นตอนของการแต่งตั้ง    จะเห็นว่า ในช่วงที่อายุผมเลย ๖๐   ผมโดนแต่งตั้งให้ทำหน้าที่หลายอย่างโดยไม่เต็มใจ เพราะคิดว่าตนเองไม่เหมาะสม มีคนอื่นเหมาะสมกว่า 

          ที่จริงเรื่องการพัฒนาคุณภาพเป็นเรื่องที่อยู่ในจิตวิญญาณของผม    ผมใช้เรื่องพัฒนาคุณภาพในการทำงานมาตั้งแต่เริ่มทำงานด้านการบริหาร    และเมื่อเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มอ. ผมก็ตั้งใจสร้างวัฒนธรรมคุณภาพไว้เป็นวัฒนธรรมองค์กร    และโชคดีที่ได้ผล   เพราะมีความต่อเนื่อง คณบดีท่านต่อๆ มาทุกท่านดำเนินการสร้างวัฒนธรรมคุณภาพมาจนบัดนี้   แต่ก็ดำเนินการแบบที่ยืดหยุ่นตามสไตล์ที่แตกต่างกันในแต่ละยุคแต่ละสมัย 

          เมื่อวาน (๙ มี.ค. ๕๓) ผมพบ ดร. ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สมศ. และเรียนท่านว่า ผมคิดว่า สมศ. ต้องมีเป้าหมายหลักในการสร้างวัฒนธรรมคุณภาพขึ้นในวงการศึกษา    เช่นเดียวกับที่ สรพ. มีหน้าที่สร้างวัฒนธรรมคุณภาพขึ้นในวงการแพทย์และสาธารณสุข   ซึ่งหมายถึงการใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพเป็นเครื่องมือพัฒนาวงการศึกษา และวงการบริการสุขภาพ    ใช้คุณค่าของคุณภาพเป็นธงนำการพัฒนา    มองกระบวนการคุณภาพเป็นตัวช่วย ไม่ใช่มองเป็นภาระ

          ชีวิตของผมดูจะหนีขบวนการคุณภาพไม่พ้น   โดยผมเตือนตนเองว่า ต้องไม่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของตนเองและคนใกล้เคียงด้วย

 

วิจารณ์ พานิช
๑๐ มี.ค. ๕๓