บางครั้งเพียงเราชะลอจังหวะชีวิตลงบ้าง...ก็จะพบว่าความสุขมีอยู่รอบๆ ตัว
วันนี้อากาศแสนจะร้อนอบอ้าว...ข้าพเจ้าเดินฝ่าเปลวแดดไปยังที่ทำงาน ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นหมูแดดเดียว (แต่เดินผ่านแดดทุกวัน น่าจะเป็นหมูหลายแดดได้แล้วนะ 555) ที่ทำงานของข้าพเจ้าไม่ค่อยจะมีต้นไม้มากนัก ส่วนมากก็เป็นตึกอาคาร ทำให้ยามร้อนนั้นร้อนแสนร้อน หาร่มไม้ที่พักพิง หลบแดดได้ยาก...

ยามบ่ายที่อากาศร้อนจัด ข้าพเจ้าพอมีเวลาว่างเนื่องจากวันนี้คนไข้ไม่เยอะ จึงได้หยิบหนังสือนิตยสารซีเคร็ตมาอ่านคลายร้อน อ่านบทสัมภาษณ์คุณโจน จันใด ผู้ชายรวยความคิดกับชึวิตที่แสนสุข...อ่านแล้วข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจมาก
จึงขอคัดลอกข้อความบางส่วนจากหนังสือมาไว้ในบันทึก...
"ผมอยู่กรุงเทพฯ มา 7 ปี ทำงานทุกอย่าง ทุกรูปแบบ เป็นยาม เป็นพนักงานในร้านอาหาร ในโรงแรม ทำงานโรงงาน ขายส้มตำก็เคย เหนื่อยมาก ไม่เคยกินข้าวอิ่ม ต้องหาเงินเพื่อจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเดินทางและเสื้อผ้า ทำงานวันละ 8-12 ชั่วโมง บางครั้งเคยทำถึง 24 ชั่วโมง ทำอยู่ 7 ปี แต่ไม่ได้อะไรเลย จึงเริ่มถามตัวเองว่า เราจะทนอยู่ไปทำไม
ผมสงสัยว่า ทำไมการใช้ชีวิตในปัจจุบันทำให้ชีวิตเรายากขนาดนี้ ดูเหมือนว่าเราสละเวลาทั้งหมดในชีวิตเพื่องาน เพื่อเงิน มีเพื่อนผูง ญาติ พ่อแม่ ก็ไม่มีเวลาพบปะพูดคุยกัย เราพัฒนาสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อให้เรามีเวลาทำงานมากขึ้น เช่นมีรถ เพื่อที่เราจะได้ไปทำนเร็วขึ้น มีเครื่องทำกาแฟ เครื่องปิ้งขนมปัง เพื่อที่เราจะได้กินเสร็จเร็วๆ แล้วก็ไปทำงานให้ได้เร็วมากขึ้น แต่ผมว่ามันผิดปกติ ลองคิดดูว่าเราทำงานมากขึ้น แต่ชีวิตเราดีขึ้นไหม ไม่เห็นใครมีชีวิตดีขึ้น รวยขนาดไหนก็ยังทุกข์ เหงา มีแต่ความหลอกลวงในชีวิต หาความสุขไม่ได้ เราทำลายสุขภาพตัวเองให้ทรุดโทรมลงทั้งกายและใจ เครียด เป็นโรคจิต มีลูกก็รีบผลักลูกไปไว้ที่สถานเลี้ยงเด็ก ไม่ก็รีบผลักเข้าโรงเรียน ทำให้ลูกหลานที่เกิดมาไม่รู้จักความรักความผูกพันที่มีต่อกันและกัน เด็กเหล่านั้นไม่ได้สัมผัสกับความอบอุ่น ความห่วงใยจริงๆ พอโตขึ้นก็สับสน ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม กลายเป็นคนที่แสวงหาแต่ความพอใจทางวัตถุ แต่ไม่รู้เรื่องทางจิตใจเลย มีเซ็กซ์ มียาเสพติดเป็นที่พึ่ง นี่คือคนรุ่นใหม่..."

"...ตรงนี้แหล่ะที่ทำให้ผมคิดว่า เราทำชีวิตให้ยากเพื่ออะไรกัน แทนที่เราจะมีชีวิตที่เรียบง่าย สบายๆ มีเวลาได้พักผ่อนใต้ร่มไม้ ฟังเสียงนก ฟังเสียงลมพัดใบไม้ ได้ชื่นชมกับความงามของธรรมชาติรอบข้าง แต่ปัจจุบันมีกี่คนที่ได้เห็นแสงจันทร์ มีกี่คนที่ได้เห็นความงดงามของดอกหญ้าที่ไหวอยู่ข้างทาง เรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปหมด เราทุ่มเทชีวิตเพื่อเงินและงาน ผมเห็นว่าชีวิตอย่างนี้มันวิปริต เราดูถูกสัตว์โง่กว่าคน จริงๆ แล้วคนอาจจะโง่กว่าสัตว์ก็ได้ เพราะว่าคนยิ่งพัฒนาก็ยิ่งทำให้ชีวิตยากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น ตรงนี้แหล่ะที่ทำให้ผมกลับมาคิดว่าทำยังไงผมจึงจะกลับมามีชีวิตง่ายและปกติได้ ผมอยากอยู่เหมือนสัตว์ที่มีอิสระเสรีภาพในการมีชีวิต ไม่รู้สึกเหมือนถูกบีบบังคับให้ทำงานหนักเพื่อที่จะมีรถ มีบ้าน เพื่อที่จะมีหน้ามีตาให้คนนู้นคนนี้ยอมรับ..."

"...เวลาแดดร้อน ผมก็ชอบไปอยู่กลางแดด อยู่ไปสักพักความร้อนก็จะหายไปโดยที่เราไม่ต้องเข้าร่ม มันเป็นอีกมิติหนึ่งของชีวิตที่คนส่วนมากไม่ค่อยได้เห็น ผมก็ไม่เคยเห็นเพราะผมหนีตลอด แต่พอลองทำดูก็จะเห็นว่า การเผชิญหรืออยู่กับมันจะทำให้เกิดความนิ่งภายใน การอยู่กับความจริงทำให้เราได้เห็นความจริงและเข้าใจชีวิตมากขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่าสำคัญมาก แต่ถ้าเราไม่สนใจ ดูมันเฉยๆ อำนาจของมันจะลดลง สิ่งที่เราอยากได้มากๆ อีกไม่นานก็จะเป็นธรรมดา และนี่คืออิสรภาพที่ยิ่งใหญ่มาก มันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เบาขึ้น เป็นวิธีหนึ่งในการเข้าใจตัวเอง และการได้เข้าใจอย่างนี้ทำให้ผมเพลิดเพลินและสนุกกับมันมาก"
" โลกนี้ไม่เคยมีปัญหา ใจเรานั่นเองที่เป็นปัญหา เพราะใจเราไม่ยอมรับความจริง ยกตัวอย่างเช่น มีก้อนหินวางอยู่กลางทางก้อนหนึ่ง มีคนเดินไปเตะก็โวยวายว่าใครเอาหินวาวางเกะกะ แต่อีกคนเดินมาเห็นกลับมองว่าหินก้อนนี้สวยจังเลย ทั้งที่ก้อนหินก้อนนั้นคือก้อนเดียวกัน แสดงว่าก้อนหินนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ใจคนต่างหากที่เป็นปัญหา ดังนั้นชีวิตเราจะมองสิ่งต่างๆ ให้เป็นปัญหาหรือไม่ก็ได้ ทุกวันนี้เวลาที่ผมมีปัญหา สิ่งแรกที่ทำคือมองกลับมาที่ตัวเองว่าต้องมีอะไรผิดในตัวเรา ไม่ใช่ผิดจากภายนอก
ทุกวันนี้เราคิดแต่จะอยากเปลี่ยนโลกเพื่อให้รับใช้เรา แต่เราไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับโลก"
ที่มา: นิตยสาร Secret ฉบับที่ 42 หน้า 28-33
จะมีสักกี่คนกันนะที่มีความคิดแบบนี้?
บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งไขว่คว้าหาความสุข หากแต่กลับไม่พบสิ่งที่ตนตามหา
บางครั้ง เพียงเราชะลอจังหวะชีวิตลงบ้าง...ก็จะพบว่าความสุขมีอยู่รอบๆ ตัว
ขึ้นกับว่าเราจะมองเห็นหรือมองผ่านเท่านั้นเอง

................................

ชอบมากครับ อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจมาก
ตามมาดูหมูหลายแดด ฮ่าๆๆ ฮามาก ชีวิตคนเรา เรากำหนดเองนะครับ เลือกอะไรก็ได้ที่เหมาะกับตัวเอง เล็กน้อยแต่งดงามครับ สบายดีไหมเนี่ย ที่แก่งกระจานอากาศดีมากๆๆๆๆๆ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะที่นำสิ่งดีๆมาฝากในวันหยุด..
ใช่เลยค่ะ ชีวิตจะเป็นอย่างไร...ขึ้นอยู่กับแนวคิด..มุมมองและจิตใจ
ดาวสบายดีค่ะ...แต่ว่าช่วงนี้ต้องอยู่เวรตลอด ไม่ได้ไปเที่ยวไหน
อิจฉาคนที่ได้อยู่ในที่อากาศดีๆ จัง...เอาภาพสวยๆ ของแก่งกระจานมาเผื่อแผ่คนที่ไม่ได้เที่ยวบ้างนะคะ อิอิ
ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนได้เยอะทีเดียวค่ะ...
มีความสุขในวันหยุดพักผ่อนนะคะ
ดาวเคยได้ยินชื่อคุณโจน จันใด ตอนที่ทำบ้านดินค่ะ แต่น่าเสียดาย ดาวยังไม่มีโอกาสไปดูบ้านดินของเค้าซักกะที ทั้งๆ ที่อยู่ยโสธร (จะเรียกว่าใกล้เกลือกินด่างมั้ยเนี่ย?)
พี่คิมสบายดีนะคะ...คิดถึงพี่คิมเช่นเดียวกันค่ะ ^v^
ขอบคุณ บันทึกชีวิตที่ต้องสู้ค่ะ ครูบันเทิงเลยนึกถึงตอนที่ไปใช้ชีวิตในกรุงเทพ ทำทุกอย่างคล้ายๆกับคุณ โจน เลย ตั้งแต่เป็นเด็กเสริฟ พนักงานต้อนรับ เด็กพับผ้าในโรงแรม ลูกน้องวงดนตรี(ยกเครื่อง) แคชเชียร์ บัญชี เล่นดนตรีร้านอาหาร กัปตัน ฯ
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวความหลังดีๆค่ะ..ประสบการณ์ตรงจริงๆ..ขอบอก..
ขอบพระคุณที่แวะมาทักทายนะคะ
ดีใจที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ในกัลยาณมิตรค่ะ ^v^
ประสบการณ์เหล่านั้นหล่อหลอมให้เราเป็นเราอย่างในทุกวันนี้จริงไหมคะ?
ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ มีความสุขในวันหยุดพักผ่อนนะคะ
ปล. ถ้าได้ไปร้านไอติม อย่าลืมซื้อไอติมมาฝากดาวบ้างนะคะ อิอิ
สวัสดีครับ หมอดาว
แบบอย่างแห่งความพอเพียง ที่แบ่งปัน โจน จันได
...ยายธีก็เป็นคนหนึ่งที่..เริ่มคิดและพยายามสัมผัส...ปลดปล่อยความเป็นมนุษย์..เพื่อเข้าใจในอิสระของความเป็นสัตว์..โลกตนหนึ่ง..อะอะ....(เพิ่งรู้ว่ายังไม่สายเกินไป..หากว่าเราจะเปลี่ยนตัวเราเอง..อิอิ)
ที่ยโสธร ร้อนมากๆ ดาวอยากให้ฝนตกบ้างจัง ต้นไม้เหี่ยวเฉาหมดแล้ว
ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ
ระลึกถึงเสมอค่ะ ^v^
ดาวเองก็พยายามศึกษาทำความเข้าใจตนเองค่ะ
อยากจะสัมผัสอิสรภาพที่แท้จริง อิอิ
ขอบพระคุณที่แวะมาทักทายนะคะ
สวัสดีค่ะแวะมาทักทายในวันหยุด และอ่านสาระดีๆชีวิตแบบพอเพียง
สวัสดีค่ะ
เพียงเราชะลอจังหวะชีวิตลงบ้าง...ก็จะพบว่าความสุขมีอยู่รอบๆ ตัว
ขอบคุณนะคะที่แวะมาทักทาย
ขอให้วันพักผ่อน เป็นการพักผ่อนทั้งกายและใจ...มีความสุขมากๆ นะคะ
ดีใจค่ะที่มีคนชอบและได้รับความรู้สึกดีๆ เมื่ออ่านบันทึก ^o^