พฤติกรรมบริการที่ควรมีสำหรับนักบริการที่ใจไม่นิยมจะเอาใจคนอื่น โดยรวมสังคมไทยก็เป็นสังคมที่มีการแบ่งชั้นกันพอสมควร เช่น คนรวยคนจน ผู้ดียาจก และอื่นๆ และก็เป็นค่านิยมอีกเหมือนกันที่ต้องการให้ลูกหลานเป็นเจ้าคนนายคน
อาชีพที่นิยมส่วนใหญ่ก็เลือกเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเช่น ทหาร ตำรวจ แพทย์ พยาบาล ครู เป็นต้น มันก็ต่อเนื่องกันเด็กๆ หัวดีมาจากตระกูลดีมีฐานะ ก็สอบเข้าเรียนในสายเหล่านี้ จบออกมารับราชการกันเป็นทิวแถว หากเป็นข้าราชการในสายบริหารก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของพฤติกรรมบริการเท่าไร แต่สายที่ต้องให้บริการตลอด 24 ชม.นี่ซิ
ซึ่งในตอนแรกที่เลือกอาชีพไม่ได้คิดถึงว่าจะต้องมาเอาอกเอาใจคน มองเห็นแต่ความสวยหรู มีหน้ามีตา มีเงินทองเยอะ ก็เข้ามาทำงานในสายบริการเช่น แพทย์ พยาบาล กัน
จุดสำคัญก็คือ หลายคนที่เข้ามายึดอาชีพนี้ไม่ได้มีลักษณะที่เหมาะกับงาน เช่น เป็นคนใจร้อน ปากไว เก็บอาการไม่ค่อยอยู่ ชอบสั่งการเป็นนิจ เป็นต้น ซึ่งลักษณะแบบนี้เหมาะกับงานด้านบริหารจัดการหรือการแสดงเช่น พวกดารามากกว่า เมื่อต้องมาทำงานที่ให้บริการกันแบบหนักๆ พร้อมทั้งเรียกร้องการบริการที่เทียบเท่ากับเอกชน เมื่อปฏิบัติงานทุกวันก็เกิดความไม่ชอบใจของผู้รับบริการเกิดขึ้นรายทาง สะสมไปเรื่อยๆ
องค์กรเองก็พยายามรับมือกับปัญหานี้แต่โดยคนปฏิบัติงานมีภาวะกดดัน ประกอบกับมีปัจจัยรุมเร้าขณะให้บริการหลายด้าน ก็มีการพูดจาหรือกิริยาที่ไม่สมควรออกไปบ้าง และด้วยคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เศรษฐานะที่ดีกว่าผู้รับบริการโดยรวมก็ทำให้ความระมัดระวัง เกรงใจ มีน้อย
พฤติกรรมบริการที่ไม่พึงประสงค์ก็ออกมาวันละนิดวันละหน่อย เมื่อวานทำได้และรู้สึกว่าสบายใจวันนี้ก็ทำอีก ก็ทำให้เกิดวิวัฒนาการของพฤติกรรมที่เป็นตัวตนของผู้ให้บริการคนนั้น จนฉายบุคลิกชัดเจน ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน อ๋อ..คุณคนนี้นะเหรอ อย่าไปยุ่งนะ เค้าดุ ..,อ๋อ คุณคนนั้นใจดี ,นี่ๆ คนโน้นน..อย่าไปยุ่งนะ ด่าเก่ง อะไรทำนองนี้
ในวันที่ไม่มีบุคคลที่สาม หลายเรื่องหลายราวก็ได้แค่ฟังและนำมาเล่าต่อ ภาษาชาวบ้านก็เรียกว่านินทานะ การแก้ไขก็ทำได้ไม่มากนัก
เรื่องต่างๆ เหล่านี้เริ่มมีความหมายขึ้นหากลูกหลานของเขารู้ช่องทางในการเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการที่ควรจะได้รับ เมื่อเขาร้องเรียนหน่วยงานก็ต้องแก้ไข ต้องดำเนินการและรายงานผล และก็ทำโทษกันไปตามระเบียบ
ซึ่งปัญหาอย่างนี้มีทางแก้ไขนะ หากเราหลวมตัวมายึดอาชีพอย่างนี้แล้วก็จำเป็นต้องเป็นคนให้บริการที่ดีตามมาตรฐาน จากสายตาของผู้รับบริการก็ต้องการอะไรมากมายตอบสนองกันไม่หมดอยู่แล้ว อย่างหนึ่งที่น่าจะใช้ได้ดีและไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากก็น่าจะเป็น มองหน้า สบตา ยิ้ม ทักทาย และหากช่วงไหนไม่พร้อมจะทำหรือให้บริการแล้วก็ยังไม่ค่อยจะพอใจก็ควรที่จะเงียบ หากมีเพื่อนก็ให้เพื่อนมาทำแทน แบบนี้แล้วการประกอบอาชีพการบริการก็จะไปได้ดีแล้วละครับ
สวัสดีครับ คุณ เพชร มาทักทายตอนดึกๆ อ่านเรื่องหนัก ๆในองค์กรครับ
สวัสดีครับพี่
..นอนดึกนะครับ
แนะนำดี อยากนำมาปฏิบัติ