ปีนี้เป็นปีที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อนตั้งมาครบ ๕๐ ปี   คือก่อตั้งโดย ศ. นพ. จำลอง หะรินสุต และ ศ. คุณหญิง แพทย์หญิงตระหนักจิตร หะรินสุต เมื่อปี ๒๕๐๓    กึ่งศตวรรษมาแล้ว    ให้นึกขึ้นได้ว่า ผมมาเกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาไทยครบกึ่งศตวรรษเหมือนกัน คือปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นปีที่ผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย คือคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย    โปรดสังเกตว่าสมัยนั้นชื่อของจุฬาฯ ณ ไม่มีการันต์

          เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ผมได้ฟังจาก ศ. นพ. แทน จงศุภชัยสิทธิ์ อดีตคณบดีท่านหนึ่งของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ว่าคณะนี้ต้องปรับตัวไปตามปัญหาสุขภาพและโรค    โดยในขณะนั้นมองกันว่าโรคติดเชื้อจะลดลง    และโรคไม่ติดเชื้อจะแพร่หลายมากขึ้น    โรคติดเชื้อเกี่ยวข้องกับสภาพสังคมและวิถีชีวิต ที่เรียกว่า psycho-social factors    คณะเวชศาสตร์เขตร้อน จึงปรับตัวรับคนและส่งคนไปเรียนด้าน social science in medicine สำหรับกลับมาทำงานวิจัยด้านนี้    ผมได้ฟังแล้วก็ตื่นตาตื่นใจกับการปรับตัวของคณะนี้    โดยมีผู้นำที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์กว้างไกลต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน คือ รศ. นพ. ประตาป สิงหศิวานนท์ 

          การเยี่ยมชื่นชมรอบที่แล้ว ผมบันทึกความประทับใจไว้ที่นี่   และข้อสรุปที่คณะฯ เตรียมไว้ให้อ่านก่อนไปเยี่ยมชื่นชมอ่านได้ที่นี่

          คราวนี้ไปเยี่ยมชื่นชมเมื่อวันที่ ๒๕ มี.ค. ๕๓ หลังคราวที่แล้ว ๓ ปี หย่อน ๒ วัน   ข้อสรุปภาพใหญ่ของผมคือ นี่คือตัวอย่างของคณะที่เป็น “คณะวิจัยระดับโลก” ชัดเจนที่สุดใน  มหาวิทยาลัยมหิดล    จะมีคู่เปรียบเทียบก็คือคณะวิทยาศาสตร์    กล่าวอย่างนี้หมายความว่า ผมสัมผัสวัฒนธรรมวิจัย การขับเคลื่อนหน่วยงานด้วยการวิจัย การเข้าถึงแหล่งทุนวิจัยของโลกด้วยความร่วมมือวิจัย การให้ความสำคัญแก่การตีพิมพ์ผลงานสร้างความรู้ระดับพรมแดนความรู้ใหม่ อย่างชัดเจนที่นี่

          คณะเวชศาสตร์เขตร้อนทำงานวิจัยแนว “big science” คือทำเรื่องใหญ่ๆ จับภาพใหญ่ๆ ภาพอนาคตมาทำ    โดยที่มีขีดความสามารถในการทำดังกล่าว โดยภาวะผู้นำที่สืบเนื่องตกทอดกันมาไม่ขาดสาย มาเป็นเวลา ๕๐ ปี   น่าชื่นชมจริงๆ  

          โดยกลไกหนึ่งที่ช่วยเสริมให้ทำหน้าที่แนวนี้ได้คือ ความร่วมมือต่างประเทศ ซึ่งมีมากมาย   ที่เด่นที่สุดคือ Mahidol – Oxford Tropical Medicine Research Unit ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาครบ ๓๐ ปี ในปีนี้ สร้างผลงานที่เป็นความรู้ใหม่ระดับขอบฟ้าใหม่ของความรู้ด้านโรคเขตร้อนมากมาย   นอกจากนั้น คณะฯ ภูมิใจที่ผลงานของคณะฯ ติดอันดับ The Top 10 Everything of 2009 ของนิตยสาร ไทม์  คือวัคซีนเอดส์ ที่คณะฯ มีส่วนร่วมมือในโครงการนี้

          โชคดีที่ผมขอ ppt ที่ทางคณะเตรียมไว้นำเสนอ (แต่ไม่ได้นำเสนอทุก สไลด์) กลับมาด้วย   จึงได้ตัวเลขที่แสดงให้เห็นวิธีคิด ว่าคณะเวชศาสตร์เขตร้อนทำงานโดย benchmark กับโลก    ตัวเลขที่ผมประทับใจคือตัวเลข randomized controlled trial ในโรคเขตร้อนสำคัญ ๕ โรค ว่าผลงานของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน เป็นร้อยละเท่าไรของทั้งโลก   มีตัวเลขร้อยละดังนี้  (๑) มาลาเรียที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ ๒๒ (n = 82,616)   (๒) มาลาเรียรุนแรง ร้อยละ ๒๓ (n = 6,636)  (๓) เมลิออยโดสิส ร้อยละ ๗๗ (n = 1,357)  (๔) เล็ปโตสไปโรสิส ร้อยละ ๓๐ (n = 874)  (๕) สครับ ไทฟัส ร้อยละ ๒๖ (n = 335)  (๖) มิวรีน ไทฟัส ร้อยละ ๑๐๐ (n = 150) 

          การทำงานแบบเคลื่อนหรือมีพลวัตไปตามการเปลี่ยนแปลงของประเด็นสุขภาพของโลก   นำไปสู่การเป็นผู้นำของ Travel Medicine ของไทยและร่วมอยู่ในวงการนานาชาติด้าน Travel medicine    ทำงานทั้งด้านการวิจัยและให้บริการ โดยมีเว็บไซต์ www.ThaiTravelClinic.com   ให้บริการแก่นักเดินทางหรือท่องเที่ยว    กลายเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจทั้งด้านการให้บริการ  การวิจัย  และการฝึกอบรมหรือการศึกษา

          Center of Excellence อีกหน่วยหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ ศูนย์ BIOPHICS (Center of Excellence for Biomedical and Public Health Informatics)    ซึ่งทำงานพัฒนาชีวสาธารณสุขสารสนเทศเทคโนโลยีในการเฝ้าระวังควบคุมโรค ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข   โดยทีมงานคนไทยของคณะฯ เป็นผู้เขียนโปรแกรมเองทั้งหมด   ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ทำให้ได้ข้อมูลที่ update ตลอดเวลาเป็น realtime   ซึ่งจะมีประโยชน์มากเวลามีการระบาดของโรคร้ายแรงอุบัติใหม่ 

          ผมไม่มีเจตนาบันทึกเรื่องราวทั้งหมดที่ไปพบเห็น เพราะมีทีมเลขานุการทำหน้าที่นั้น   ผมเพียงบันทึกความประทับใจ   และยิ่งประทับใจเมื่อท่านคณบดีบอกว่าต้องการหาคนเก่งๆ รุ่นใหม่ที่มีไฟในการทำงานวิชาการส่งไปเรียนต่อ   เพื่อกลับมาเป็นผู้นำของคณะรุ่นต่อไป

 

วิจารณ์ พานิช
๓๑ มี.ค. ๕๓

 ศิลปะจากงานวิจัย

 

ผลงานวิจัยตีพิมพ์เฉพาะของ MahidolOxford Research Unit