O ใครกันหนอ..อำมาตย์แห่งชาตินี้ตามวาทะวาที..เศรษฐีไพร่หรือเพียงถ้อยคอยพล่าม..ออกตามใจ-ที่ส่ายไหวสับสนอยู่อลเวงO เมื่อนิยมก็นิยาม..ด้วยความรักจึง-ถ้อยวรรคชี้นำ..ย่อม-คร่ำเคร่งวาทะกรรมติดตื้นก็ครื้นเครง-เพื่อรุดเร่งเร้ารัว..ทุกหัวใจO ชุ่มฉ่ำน้ำลายสอ..สิหมอนั่นแล้วสงครามชนชั้นเล่า-ชั้นไหน ?หรือชั้น-หวังอำนาจครองชาติไทย-ด้วยทุนไพร่หมื่นล้าน..โอฬารนั้นO ป้องหูใคร่ครวญฟัง..เสียงดังว่าหรือเพียงวาทะกรรมเข้าห้ำหั่น ?เจ้านายไพร่ตอกย้ำถ้อยรำพันว่าสงครามชนชั้น..นั้นจำเป็นO ใครกันหนอ..สับสนเรื่องชนชั้นแถมดื้อรั้น..ปอกตนให้คนเห็น ?ใครกันหนอ..โหมเร้าอยู่เช้าเย็นพาไพร่เต้นตามอยู่ไม่รู้วันO เป็นไพร่ต้องมีนาย..คอยชายตาเมื่อสั่งซ้ายสั่งขวา..ต้องหน้าหันทั้งหัวหูคอยสดับ..พร้อมสรรพกัน-ร่วมใจมั่นมุ่งสู้ศัตรูนายO พวกอำมาตย์..นั้น-ใคร..อยู่ไหนหนอไพร่เขารอตามตี..อย่าหนีหายกำลังเขาเนื่องหนุนอยู่วุ่นวายเมื่อเสียงร่ายคารม..ดังขรมเมืองO ฟังเถิดพวกศักดินา, ตัวข้านี้-ใช่ว่ามีแต่ทุนคอยหนุนเนื่องแต่ยังมีต้นทุนความขุ่นเคืองไว้ปลดเปลื้องศักดิ์หงส์..เอาลงกองO ฟังเถิดพวกอำมาตย์..อำนาจปืนข้าขอขืนเข้ารบด้วยสบช่อง-รุกเร้าใจไพร่เดือดยอมเลือด..นองแล้วเห็นพ้องล่มลาญเปลี่ยนบ้านเมืองO ไพร่เขาอาจสับสนเรื่อง-ชนชั้นด้วยใจนั้นเคืองขุ่น..คอยหนุนเนื่องจึงทำให้ตัวข้า..ต้องมาเปลือง-ปากแจงเรื่องราวมี..คอยชี้นำO ที่เคยเห็นอุปถัมภ์ช่วยค้ำจุนด้วยเงินทุนข้าวของ..จนพร้องพร่ำ-คุณความดีสอดซุกอยู่ทุกคำเพราะเขาสัมผัสได้..ถึงไมตรีO ไม่เคยคิดเสแสร้งคอยแฝงเลศเที่ยวลอบเร้นสาเหตุ..ของเศรษฐีข้าเป็นนายของไพร่..ที่ใยดี-ทั้งอารี..ทั่วกันทุกชั้นชนO พูดให้เขาท่องไว้ด้วยใจมั่นเพื่อเขานั้นแจ้งเจตน์..ว่าเหตุผล-ในทุกถ้อยวาทกรรม..ชี้นำคนเพื่อปลิดป่นอำนาจ..อำมาตย์ไทยO โอ่-หนอฟังลำบาก..แค่ปากพูด-เพื่อพิสูจน์กับตา..คำว่าไพร่-ว่าคือคนแน่ชัด..หรือสัตว์ใดหรือเพียงถ้อยสาไถย..ที่ควรลืม ?
สวัสดีครับ
สบายดีนะครับ ไม่ได้คุยกันนาน
จะว่าไปก็น่าเศร้านะครับ
ในหลวงท่านทรงงานไว้มากมาย
ถึงวาระสำคัญ ก็มีคนถวายพระพรต่างๆ นานา
แต่เมื่อถูกโจมตีอย่างรุนแรง
กลับมีน้อยคนที่จะกล้าสู้ หรือกล้าพูดเพื่อท่านเลย
ผมนึกถึงวรรณคดีสันสกฤต ความกล้าหาญนั้น
ไม่ได้หมายถึงการรบอย่างเดียว
หมายถึงการกล้าทำดี ปกป้องคนดีด้วย
ดีใจที่คุณสดายุเขียนครับ
มาชม มาเชียร์ มาอ่านบทกลอนดีๆ นี้เช่นเคยค่ะ
มายืน มายัน ว่า คนดี คือคนที่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ;)
ได้เพียงหวังว่า ประชาชีคงตาสว่างกันในเร็ววันนี้ สาธุ ;)
ผมขอชมบทกลอนที่ท่านได้แต่งไว้นะครับ ส่วนความคิดเห็นผมคือ ผมรักในหลวงของเรามากครับและยังไม่มีใครเลยของคนในกลุ่มที่กล่าวอ้างว่าเป็นไพร่สักคนที่สามารถทำงานเพื่อประชาชน ได้สักหนึ่งในร้อยของงานที่พระองค์ท่านได้ทรงทรงงานไว้ นักการเมืองส่วนมากที่ยึดถือปฏิบัติคือประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องครับ และโกหกเป็นอาจิณ และในทางศาสนาผลกรรมของการทำให้สังคมแตกแยก และหมู่คณะสงฆ์แตกแยกเป็นกรรมหนักที่ใครก็ตามสร้างไว้พวกเขาเหล่านั้นคงต้องรับกรรมนี้อย่างแน่นอนครับ ผมหวังว่าพวกเขาเหล่านั้นคนสำนึกได้นะครับว่าประเทศไทยมิได้เป็นของท่านเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังมีพี่น้องชาวไทยที่รักในหลวงของเราอีกเป็นจำนวนมากที่เฝ้าจับตาดูพวกท่านอยู่ หากพวกท่านมุ่งหวังทำร้ายพระองค์ พวกเราคงไม่ปล่อยพวกท่านลอยนวลอยู่ได้อย่างแน่นอนครับ
"มิจฉาทิฐิ" ย่อมเกิดได้ในทุกข์ยุคทุกสมัย แม้ในสมัยสมัยสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังปรากฏคนประนามหยามเหยียดพระองค์ กระไรเลยในปรัตยุบันจะไม่มี อย่างเดียวที่เรารู้คือ "เข้าใจ" และอย่างเดียวที่เราควรทำคือ "ช่วยกันทำให้คนที่มี 'มิจฉาทิฐิ' เข้าใจ"
ยินดีครับที่แวะมาคุย....
เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ผมเองนั้นสนใจเข้าขั้นรุนแรงมาก่อน
นับนานตั้งแต่ชั้นประถม....คงพอๆกับทางศาสนา...
ทีนี้เมื่อผ่านเวลามานาน...ผ่านการรับรู้อะไรมามาก...ก็พอสรุป
พฤติกรรมผู้คนในสังคมไทยได้....ก็จะไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากครับ
การเมือง...เป็นเรื่องของคนฉลาดที่จะเข้ามาโกงกินชาติ...
มันมีมาทุกสมัย...ตั้งแต่ก่อน14ตุลา...จนปัจจุบัน
คนเราพอเริ่มเรียนมากขึ้นก็จะรู้ความมากขึ้น
จริตส่วนตนลงกันได้กับสิ่งไหน...ก็จะคลุกเคล้านัวเนียอยู่กับสิ่งนั้น
สาเหตุของปัญหาบ้านเมืองทุกวันนี้เพราะระบบศีลธรรมคุณธรรม
ล้มเหลว....คือไม่อาจสร้างให้ตั้งมั่นลงในจิตใจคนได้...เพราะมันสอน
กันมาผิดตั้งแต่พระร่วงเขียนไตรภูมิกถาแล้วครับ
เมื่อจิตวิญญาณในตนมันเกิดขึ้นแบบพิกลพิการด้วยมิจฉาทิฐิ
ที่ครอบคลุมสังคมไทยมายายนานกว่า…800ปี...วิถีชีวิตที่มีคุณธรรม
มันก็ล้มเหลว
เมื่อมีโอกาสทุกคนจึงพยายามหาประโยชน์ใส่ตัวเอง...แล้วหาเหตุผล
ที่ดีงามมาสนับสนุนพฤติกรรมของตน...
เราจึงเห็นการแก้ตัวให้พ้นผิด....การไม่ยอมรับผิดชอบของผู้คน
ในสังคมไทยเกิดขึ้นเป็นปกติตั้งแต่ในบ้าน...ในโรงเรียน...ในมหาวิทยาลัย
ในวัดในชุมชนหมู่บ้าน..จนถึงในระดับชาติ
การแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดหรือการกระทำของตนเองจะมีได้หรือ
ในจิตใจเช่นนั้นที่เติบโตขึ้นมาจากการแก้ตัว...หรือการกล่าวเท็จใส่ร้ายกัน
เราจึงเห็นแต่สังคมแบบญี่ปุ่น...เกาหลี...ที่สามารถพัฒนาได้เจริญกว่าเพื่อน
ร่วมทวีปเท่านั้นที่จะมีจิตใจหรือคุณธรรมแบบนั้น...เพราะเขาไม่ได้ล้มเหลว
มาจากในบ้าน....เหมือนไทยเรา....
กรณีทักษิณ...เป็นเพียงกระผีก..เพียงเศษเสี้ยวของปัญหาความเสื่อมทราม
ในจิตคนในสังคมนี้ครับ....
เพราะเขาไม่มีศรัทธาในความดี....ไม่มีความละอายต่อความเลวทราม
เขาจึงสามารถยิ้มระรื่นสู้หน้าคนแถมยังชี้นำคนให้เห็นว่าที่เขาทำมานั้น
เป็นความดีงาม..!...ได้ด้วย
แล้วก็มีคนจำนวนมากมายที่มีจริตสอดคล้องยอมรับว่าพฤติกรรมนั้น
เป็นความถูกต้องดีงาม....
ถามว่าเราจะสามารถพูดเปลี่ยนแปลงจิตใจเหล่านั้นได้หรือไม่...
ไม่ว่าเสื้อสีไหน.....?
ตอบว่าไม่ได้....
เพราะมันเป็น...ทิฏฐิ...ในจิตที่หากไม่ให้เขาถอนออกเสียก่อน...จะไม่อาจ
ใส่สิ่งดีงามลงไปแทนที่ได้....
โดยหลักการพื้นฐานแล้ว....
คนทั้งหมดยอมรับผลประโยชน์ที่ได้มาโดยชอบ
ทีนี้ด้วยคุณธรรมในจิตที่อ่อนด้อย...ก็จะมีคนอีกกลุ่มที่ยอมรับผลประโยชน์
ที่ได้มาโดยไม่ชอบ....และจิตใจแบบนี้แหละที่สามารถยอมรับคนที่มี
พฤติกรรมโกงชาติได้....
เขาไม่เข้าใจได้เลยว่าการโกงชาตินั้น...เป็นความผิดขึ้นมาได้อย่างไร
ในเมื่อ....ใครๆ...ก็โกงกันทั้งนั้น..!
จะเห็นได้ว่า...ความคิดเชิงมิจฉาทิฏฐิจากสัทธรรมปฏิรูปที่นำมาจาก
คัมภีร์วิสุทธิมรรค...สู่..ไตรภูมิพระร่วง...สู่สังคมไทยจากสุโขทัย..จน
ปัจจุบัน...สู่...พ่อแม่ครูอาจารย์ที่บกพร่องทางคุณธรรม...สู่...เด็กวัยเรียนรู้
สู่...การสั่งสมมิจฉาทิฏฐิในตัวตน...สู่ปฏิสัมพันธ์กับสังคมด้วยมิจฉาทิฏฐินั้น
เป็นความมืดบอดในจิตวิญญาณ...ที่จะกัดกร่อนสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่
ให้เสื่อมทรามเลวร้าย..อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน
นั่นมองสาเหตุและทางแก้ระยะยาว
เรื่องของเสื้อแดงเสื้อเหลือง...มันเป็นปลายเหตุ
และไม่ต้องกังวลครับ....เราอยู่ในช่วงการแย่งชิงอำนาจการจัดการประเทศชาติ
ของคนสองกลุ่ม....ที่ไม่ใช่คนทั้งหมด
ศูนย์กลางอำนาจเมืองไทยอยู่ที่กรุงเทพ....
และความเป็นจริงคือ....คนทุกคนจากทุกที่ไม่สามารถมารวมจำนวนกัน
ในที่เดียวได้...ในเวลาเดียวกัน....
จึงจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น....ครับ....
ในเรื่องของทหารนั้น....ลองคิดตามที่ผมพูดดู
สมัยเรืองอำนาจอยู่...6..ปี...ทักษิณพยายามสร้างฐานอำนาจทางทหาร
ผ่าน..เพื่อนเตรียมทหารรุ่น..10..ก็รุ่นเดียวกับคุณอนุพงศ์
มีทั้งอำนาจเงิน....ทั้งอำนาจการเมือง...ทั้งอำนาจทหาร....
แล้วเป็นอย่างไรครับ......จอด..ไม่ครบยก
ทหารที่สูญเสียสถานภาพย่อมมีบ้างที่ไม่พอใจสภาพการณ์ที่เป็นอยู่
ในขณะที่พวกที่พอใจในสถานภาพก็มีมากมายและเป็นพวกที่อยู่ใน
สายอำนาจที่จะขึ้นคุมกำลังหลักในกองทัพ....
ระหว่างคนที่อยู่ในสายคุมอำนาจ...กับคนที่สูญเสียสถานภาพไปหมดแล้ว
รอเกษียณอายุราชการไปอย่างเงื่องหงอย....พวกลูกเณรมันจะเอาใคร..?
คนระดับนายพล..อย่างคุณพัลลพ....หรือเสธแดง....แก่เกินจะมาลงมือ
ทำอะไรด้วยตนเอง....ก็อาศัยรุ่นระดับปฏิบัติการทำให้แทนใช่ไหมครับ
ในระดับปฏิบัติการนี้...ของทั้งสองฝ่ายจะไม่รู้กันหรือครับ....
และในระดับปฏิบัติการนี้หากถูกทำให้...”หายตัวไป”...สังคมหรือสื่อ
ก็ไม่สนใจไม่รับรู้อยู่แล้วใช่ไหม....
ให้เวลาฝ่ายที่อยู่ในสายคุมกำลังสักพัก....แล้วเขาจะจัดการเอาอยู่เอง....
การจัดการเรื่องราวต่อหน้ากล้องทีวี....มันทำอะไรไม่ถนัดหรอกครับ....
คนที่ชี้แจงก็คงต้องชี้แจงไป
คนที่ทำงานเขาก็ทำกันไป...อย่างต่อเนื่อง...อย่างไม่หยุดพัก...
แล้วมันจะค่อยๆสงบลงในที่สุดครับ
อย่าได้กังวลไปเลยครับ
สวัสดีค่ะ
ตามอ่านบทกวีทุกๆบท ด้วยชื่นชมในวาทะบทกลอน
ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ เพราะไม่อยากให้ร่องรอยเหล่านั้นอาจจะบดบังความสวยงามของงานเขียน
บทนี้ เห็นว่ามีคนทักทาย จึงขอฝากไว้บ้างว่า...ขอให้เข้ามาเขียนที่บล็อกนี้เสมอๆนะคะ...