สิ่งที่ชาวไร่ชาวนาควรได้เรียนรู้
จากม็อบเสื้อเหลืองและเสื้อแดง 3 : 

                         
ภาพงามของการเจรจา

            

                                       

         

 

          

 

 

 

                            

 

 

 

         ไม่ว่าการเจรจาจะมีข้อยุติที่น่าพึงพอใจหรือไม่  แต่การเปิดการเจรจากันขึ้น พร้อมกับเผยแพร่ภาพออกสู่สาธารณะ  แสดงให้เห็นถึงการยกระดับคุณภาพของประชาธิปไตยของไทยได้ปรากฏขึ้นแล้ว

 

         ปรากฏการณ์ที่น่าสรรเสริญอีกประการหนึ่งก็คือ การแสดงออกของผู้ชุมนุม และการทำหน้าที่ของตำรวจ ทหาร ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ใช้ความรุนแรง

 

         ตลอดทั้งประชาชนฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะประชาชนใน กทม. ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ก็ได้แสดงออกถึงความประสงค์ของตนด้วยความสงบ สันติ

 

      เป็นที่น่าภูมิใจ ที่เราสามารถปรับตัวในการแสดงออกได้อย่างคนที่มีความศิวิไลซ์เขาทำกัน

                       

         ผู้เขียนอยากอยากจะสื่อถึง  พี่น้อง ชาวไร่ชาวนา และผู้ขายแรงงานว่า เหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลให้ความสำคัญมานั่งเจรจาด้วย ก็คือ พลังอำนาจของการรวมกลุ่ม  และการดำเนินการการเคลื่อนไหวต่าง ๆ อันเป็นลักษณะของสร้างความกดดัน เกิดอำนาจต่อรอง จนฝ่าย นปช.สามารถดึงรัฐบาลลงมานั่งร่วมโต๊ะเจรจาได้

         ผู้เขียนเคยเห็น  เกษตรกร  มาชุมนุมประท้วง ที่หน้าทำเนียบ  อยู่กันนานเป็นปี  แต่ก็ไม่สามารถที่จะดึงให้รัฐบาลลงมานั่งเจรจาได้  หรือ บางที่รัฐบาลก็ส่งตัวแทนมารับปากรับคำบางอย่าง พอเป็นพิธี พูดจาหว่านล้อมอีกเล็กน้อย  เกษตรกรก็กลับไป  แต่ในที่สุด  สิ่งเรียกร้องต่าง ๆก็ไม่ได้รับความสนใจใยดีที่จะแก้ไข หรือไม่ได้ให้ความสนใจ ดูแลจัดการให้ตามความเหมาะสม

         ทั้งนี้เพราะ  การรวมกลุ่มของเกษตรกร และกระบวนการเคลื่อนไหวยังขาดพลังอำนาจ  ขนาดของพลังต้องสามารถทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน  ตัวอย่าง การเรียกร้องเรื่องราคาข้าว เมื่อไม่กี่วันมานี้ ที่อยุธยา ที่นครสวรรค์ การปิดถนน  คนเดือดร้อนจริงไม่ใช่รัฐบาล  แต่เป็นชาวบ้านด้วยกันเองที่ใช้รถใช้ถนนสัญจรในเส้นทางที่ถูกปิดนั้น จริง ๆแล้วการจะเคลื่อนไหวเกี่ยวกับราคาพืชผล  ควรจะต้องถึงระดับที่จะต้องให้มีการวางมาตรการระยะยาวในเรื่องราคา  ไม่ใช่ปีหนึ่งก็มาเรียกร้องกันที่หนึ่ง ปลุกม็อบประท้วงกันทีหนึ่ง  ได้รับการดูแลบ้าง ไม่ได้รับการดูแลบ้าง  ไม่แน่นอน ไม่ทั่วถึง  และหลาย ๆครั้งมาตรการที่ออกมากลายเป็นเครื่องมือการคอรัปชั่นของนักการเมือง และนายทุนโรงสี ประโยชน์ไม่ได้ตกที่ชาวไร่ชาวนาที่แท้จริง

         เกษตรกร และผู้ขายแรงงานเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศ  ถ้าหากเกษตรกรมีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง แน่นเหนียว  เกษตรกรจะเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างหนึ่ง  ก็ไม่จำเป็นจะต้องเคลื่อนย้ายมากรุงเทพฯซึ่งจะทำให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
   ก็สามารถสร้างพลังอำนาจการต่อรองได้อย่างมหาศาล  ตัวอย่าง เกษตรกรนัดกันไม่ส่งพืชพันธุ์ธัญญาหารไปขายในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ต่าง ๆ สักครึ่งเดือน กรุงเทพฯและเมืองต่าง ๆก็ผอมโซแล้ว  แล้วรัฐบาลจะอยู่อย่างไร  ก็อาจจะมีคนแย้งว่า เขาก็เอาของเมืองจีนมากินมาใช้ก็ได้  ถ้าเป็นเช่นนั้น เกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ก็ต้องมีมาตรการอุดช่องโหว่ต่าง ๆ ด้วย 
          หากทำแบบนี้ได้  ก็จะเป็นการประท้วงที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง คือ ผู้ประท้วงนั่ง ๆ นอน ๆสบายอยู่ที่บ้าน  ในขณะที่รัฐบาลจะต้องดิ้นพล่านยิ่งกว่าปลาช่อนถูกทุบหัวเสียอีก

          
                            


            พูดอย่างนี้  มิได้มีความประสงค์จะยุแยงตะแคงรั่ว  แต่มันเป็นวิธีการที่ได้ผลจริง ๆ  ผู้เขียนคิดว่าคงเป็นไปได้ยากสำหรับชาวไร่ชาวนา และกรรมกรบ้านเรา  เพราะพวกเรารวมกันเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งไม่ได้  ที่สำคัญคือ หัวใจของพวกเรายังไม่ใหญ่พอ ที่จะทำเรื่องใหญ่ ๆอย่างนี้ 


            ระยะนี้ ผู้เขียนมีโอกาสไปสังเกตการณ์การหาเสียงเลือกตั้ง  ของเทศบาลตำบลแห่งหนึ่ง  ที่ตำบลนั้น  มีกลุ่มที่สมัครเพื่อแข่งขันกันเข้าไปบริหารเทศบาลอยู่  2  กลุ่ม  ผู้เขียนก็ได้เห็นว่า 2 กลุ่มที่เข้าแข่งขันกันนั้น ก็เริ่มตั้งตัวเป็นศัตรูกันทันที  ไม่มองหน้ากัน  ไม่ทักทายกัน  ไม่คุยกัน  ชาวบ้านที่สนับสนุนก็ไม่กล้าแสดงออกที่ชัดแจ้ง  ผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ไม่กล้าไปทักทาย ไม่กล้าไปพูดคุยกับชาวบ้านที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม  ทั้ง ๆ ที่เคยเป็นคนคุ้นเคยกันมาก่อน  อะไร ๆก็ไม่น่าเศร้าเท่า  เท่ากับเรื่องที่ได้ทราบว่า ชั่วระยะเวลหาเสียงประมาณ  1 เดือน  ภายในกลุ่มเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกตั้งเอง ก็เริ่มมีความระหองระแหงกันแล้ว

            นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า  พวกเรามีหัวใจที่เล็กกระจิ๋วหลิวจริง ๆ

 

            ถ้าไม่สามารถทำหัวใจให้โตขึ้น  ถึงขนาดที่เพียงพอต่อการรวมกันเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง...  แล้วโตขึ้นไปอีก... ถึงขนาดสามารถรวมกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งในระดับท้องถิ่น  จนถึงระดับภูมิภาค  และ ระดับประเทศในที่สุด 

            ถ้าไม่สามารถดังว่านี้
            ผู้เขียนคิดว่า  เกษตรกร อันได้แก่ ชาวไร่ชาวนา และผู้ขายแรงงานไทย ก็คงไม่มีโอกาสนั่งโต๊ะเจรจาอย่าง นปช. หรือคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน

            อย่างดีก็จะได้เพียง นั่งขอเศษเงินอยู่ริมถนนเท่านั้น!?!?!?

 

 

 

                             

 

        

paaoobtong
30/03/53
22:26