๒๙ มีนาคม ๒๕๕๓
สวัสดี ค่ะครู
วันนี้เป็นอีกวันที่เบิกบานและการใช้ชีวิตเป็นความมหัศจรรย์ เมื่อคืนหนูเข้านอนตีสาม ตื่นมาประมาณหกโมงกว่า ๆ ล้างหน้าแล้วก็กระโจนขึ้นมานั่งเขียนงาน แล้วก็ทำดีท๊อก อาบน้ำไปทำงาน ระหว่างหนูเดินไปทำงานเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ครูโทรมาชวนไปทานข้าว หนูไม่รีรอ ในใจบอกตนเองว่า เวลาของครูมีค่า หากมีโอกาสไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการได้เจอและได้เรียนรู้จากครู แม้รู้อยู่ในใจว่างานของวันนี้เร่งรีบและเป็นวันสุดท้าย แต่หนูเชื่อมั่นว่า “เราเลือกได้ และหนูเลือกที่จะเปิดโอกาสให้ตนเองเจอครูได้”
นัดหมายกับครูประมาณสี่โมงเช้านั่นแสดงว่าหนูมีเวลาหนึ่งชั่วโมงจัดการเรื่องเอกสาร ดูเหมือนหลายอย่างไม่เป็นใจ เวลาหนึ่งชั่วโมงงานคืบหน้ามาบ้างแต่ไม่พอ เมื่อถึงเวลานัดหนูก็ออกมาเจอครู ทุกอย่างหยุดนิ่งเป็นความแปลกที่เกิดขึ้นคือ ใจหนูเบาไม่หงุดหงิด กับการที่ทำงานไม่บรรลุที่ตั้งใจไว้ การให้โอกาสตนเองได้เจอครูสองชั่วโมง วันนี้มีค่ามากค่ะ อย่างที่ครูส่ง SMS มาบอกว่า “การเจอกันดีเสมอ” ซึ่งหนูก็รู้สึกอย่างนั้น เหมือนที่ครูพูดขำ ๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น กรุงเทพ หรือที่ไหน วัตถุสองชิ้นนี้ก็เคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งก็เป็นเช่นนี้จริง ๆ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากครูคือ
“ความเป็นธรรมชาติ การภาวนาแบบเป็นธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในวัด เพราะบางครั้งการเข้าไปอยู่ในวัดตัวตนเราใหญ่ อาจจะติดดี มันจะหลง ยิ่งแก้ยาก ยิ่งอายุเยอะยิ่งแก้ยาก”
ขณะที่อยู่กับครูหนูรู้สึกว่า “ใจหนูกลัวน้อยลง อืมเมื่อก่อนเวลาที่อยู่กับครู หนูมักจะกลัวว่าจะไม่ดี กลัวดูไม่ดี อยากให้มันออกมาดี แต่ครานี้ ความกลัวนี้เบาลง การรับฟังเรื่องเล่าแห่งความเบิกบานจากครูแล้วเราได้ร่วมหัวเราะไปด้วยกันนิทานที่ครูเคยเล่า
“เราอาจจะกำลังเป็นผีเสื้อที่ฝันว่าเป็นมนุษย์ อาจจะตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่ตาย”
และก็ช็อตที่ว่าลูกศิษย์ตัดสินใจรีบบรรลุธรรมเพราะไม่อยากเจอโจทย์หรือคำถามจากอาจารย์ ฮ่า ๆ ๆ เรื่องนี้ยังสั่นสะเทือนใจให้เบิกบานค่ะครู ครูเปรียบเปรยเรื่องความโกรธ และความเมตตาว่ามันมาด้วยกัน อยู่ที่จิตเราจะหันทางไหนออก เหมือนเรามีตะเกียบจะเอาไปหยิบลูกชิ้น หรือว่าหยิบขี้ ก็อยู่ที่เรา ตะเกียบก็คือจิต หนูเพียงจำได้แต่ยังเข้าใจไม่ชัดนักค่ะ พอใกล้จะแยกจากครูใจหนูแว๊บคิดถึงเรื่องงาน ใจเริ่มเฉาลง แต่ก็ธรรมดาของความคิด พอกลับไปถึงที่ทำงาน ก็ทำเต็มที ทำไปเรื่อย ๆ แม้จะมีเครียดบ้าง ก็หยุดดูลมหายใจ เหมือนหนังสือที่หนูอ่านเมื่อเช้าของท่านติชท์นัทฮันที่บอกว่า “โอบกอดความโกรธด้วยความรัก” ใจหนูเบาลง เรื่อง ราวภายนอกก็แล้วแต่มันเป็นไปปัญหามันก็มีแต่มันก็ผ่านไป หนูก็ส่งงานเรียบร้อย พอเลิกงานตั้งใจกับตนเองว่าต้องออกกำลังกาย จึงกลับมาเปลี่ยนชุดแล้วก็ไปวิ่ง อากาศค่อนข้างร้อนเหงื่อจึงออกแยะเหมือนได้ผ่อนคลาย กลับมาที่ห้อง หนูค่อย ๆ ลงมือเก็บกวาดทำความสะอาดถูกพื้น ซักผ้า ล้างจาน แล้วครูก็โทรมาพอดี ทุกครั้ง ทุกเรื่องราวที่ได้มีโอกาสรับฟังและร่วมเรียนรู้กับครูเป็นโอกาสที่ดีของหนูเสมอ พอวางสาย หนูซักผ้าต่อ อาบน้ำ ทำวัตรเย็น แล้วก็มานั่งพิมพ์การบ้าน
ศีล
ข้อ ๑ หนูพยายามเบียดเบียนผู้อื่นให้น้อย แม้บางครั้งรู้สึกได้ว่าเขาได้รับผลกระทบ แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ
ข้อ ๒ ไม่ได้ขโมยของใคร ไม่ได้แย่งของรักใครค่ะ
ข้อ ๓ วันนี้ไม่ค่อยมีเวลาหมกหมุ่นเรื่องนี้เพราะงานมาก
ข้อ ๔ งานเสร็จเท่าที่เสร็จค่ะ แต่การมาพบครูมีค่าเสมอสำหรับลูกศิษย์คนนี้ แม้จะมีงานค้างแต่ใจก็สบายอยู่ค่ะ
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ก็ยังเผลออยู่ แบบว่าอยากดูละคร

สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านบันทึกดีๆ นี้นะคะ
ขอบคุณค่ะ^__^
ดีใจที่แวะมาค่ะ
ขอให้เบิกบานนะคะคุณ ต้นเฟิร์น