พึ่งตนเอง

 

 

 

ครูหยุยพาเด็กเดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

               เรานัดพบกับครูหยุยที่”บ้านสร้างสรรค์เด็ก” ซึ่งอยู่แถวๆ คลองสาม  จังหวัดปทุมธานี เพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจศึกษาเกิดขึ้นกับเด็กๆ ที่นั่น.....
             “ผมทำงานที่นี่ก่อนทำงานการเมือง” ครูหยุยกล่าวทักทาย ก่อนจะเสริมว่าได้ทำงานการเมืองควบคู่ไปกับการทำงานเพื่อเด็กในมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก  เมื่อตำแหน่งทางการเมืองของเขาหมดวาระลง ก็มีเวลากลับมาทุ่มเทชีวิตอยู่ที่กับเด็กๆด้อยโอกาสในแง่มุมต่างๆ เหมือนเดิม
             ครูหยุยยังคงเป็นครูหยุยไม่เปลี่ยนแปลง ดวงตาในกรอบแว่นส่อแววมุ่งมั่น คิด ทำและต่อสู้เพื่อเด็กๆอย่างที่เป็นมาตลอดชีวิต แหละนี่....ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง....
   
             ผืนดินสิบไร่ริมบึงใหญ่ มีอาคารสองชั้นสร้างเป็นแนวยาวไว้ เห็นพืชบางชนิดกำลังเติบโตภายใต้การดูแลที่มุ่งมั่น เลี้ยงสัตว์ซึ่งสามารถให้ผลผลิตอันเป็นประโยชน์  และเด็กชายอีกกว่าหกสิบชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกันกับครูผู้ดูแล  
           “พูดง่ายๆ เด็กที่อยู่ที่นี่มาจากสองแบบ” ครูหยุยชี้แจง “บางคนกำพร้าไม่มีบ้านเลย ไม่รู้หรือจำไม่ได้ว่าบ้านอยู่ไหนหรือมีสภาพเป็นอย่างไร  บางคนเติบโตในชุมชนสลัมเล็กๆ ชาวบ้านก็ช่วยกันให้ข้าวให้น้ำ พอโตเขาเลี้ยงไม่ไหวก็พามาฝากที่นี่  อีกแบบคืออยู่บ้านไม่ได้ บ้านอาจจะยากจนไม่มีปัญญาเลี้ยงให้มีคุณภาพ อยู่บ้านไม่ได้เพราะถ้าอยู่ก็คงไม่ได้เรียนหนังสือ ป่วยก็จะไม่มีคนพาไปหาหมอ หรือบางคนหนักกว่านั้น อยู่ที่บ้านก็อาจจะโดนละเมิดในรูปแบบต่างๆทั้งทางกายและทางเพศ อย่างรุนแรง และบางคนก็หนีออกมาจากบ้าน มาเร่ร่อนบนถนน ซึ่งทางมูลนิธิฯมีรูปแบบครูข้างถนนจัดทำกิจกรรมรุกไปพบปะเด็กเหล่านั้น จนเขาไว้วางใจและยอมติดตามเข้ามาอยู่ที่บ้ายหลังนี้  ตอนนี้ก็มีเด็กอยู่กับเราร้อยกว่าชีวิต แยกบ้านหญิงชายหลังละกว่าหกสิบคน บ้านเด็กผู้หญิงชื่อบ้านอุปถัมภ์เด็ก อยู่ที่หลักสี่ ส่วนบ้านเด็กชายที่นี่ เรียกว่าบ้านสร้างสรรค์เด็ก”
 
          “พอเด็กๆมาอยู่ร่วมกัน หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นเรื่องสำคัญมันก็เกิดขึ้นท้าทายเรา ว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตของเด็กดำเนินไปได้กับครู และไปได้ดีด้วย ผมหมายถึงความอยู่รอดของเราของมูลนิธิฯแล้วก็ของเด็กๆ ในอนาคต  ให้เขาได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ แล้วมูลนิธิฯก็สามารถเติบโตเป็นที่พึ่งให้เด็กๆรุ่นต่อไปได้ มันก็เลยออกมาในรูปแบบนี้ คือยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง”  ครูหยุย กล่าวย้ำและอธิบายเพิ่มเติม.....
           ประสบการณ์สามสิบปีของครูหยุยในรูปแบบงานพัฒนาเด็กด้อยโอกาส บอกกับเราว่ามูลนิธิฯช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในสังคมไทย มีการทำงานอยู่สองลักษณะ อย่างแรกคือเน้นเรื่องของการระดมทุนหาเงิน  กล่าวคือการเปิดสำนักงานขึ้นมา บอกสังคมให้รับรู้ถึงปัญหา แล้วรณรงค์ระดมทุนมาให้ได้มากๆส่วนหนึ่งหักเป็นค่าบริหารจัดการ ที่เหลืออีกส่วนนำไปมอบกับเด็กๆในกลุ่มเป้าหมายเป็นครั้งคราว โดยงานลักษณะนี้ไม่ได้มีเด็กอยู่ในการดูแล   ส่วนของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กทำอีกแบบ ก็คือรับเด็กที่ประสบปัญหาเข้ามาดูแล ให้อยู่เติบโตไปกับเราจนกระทั่งเขาดูแลตัวเองได้” ครูหยุย อดีตสว.กทม.กล่าวเสริม
  
            “เหตุที่ต้องเปิดบ้านขึ้นรองรับเด็กๆ ก็เพราะเด็กไม่มีที่อยู่ แล้วบางรายอยู่ที่บ้านของเขาไม่ได้จริงๆ ถ้ามีเวลาผมจะพาคุณลงชุมชน ไปดูบ้านเด็กๆ เราเชื่อว่าอย่างไรก็ตามบ้านที่เรามี ก็ดีกว่าบ้านที่เด็กๆอยู่  เราก็ต้องเปิดบ้านขึ้นรองรับเขา แยกหญิงชาย ”
               แหละนั่นก็หมายถึงภาระและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นอย่างมิอาจเลี่ยงได้ “ครูต้องทำงานหนักทั้งกลางวันและกลางคืนทุกวัน เหมือนบ้านที่มีลูก บ้านอื่นๆอาจจะมีลูกสองสามคนซึ่งมีที่มาที่เดียว แต่ของมูลนิธิฯคือบ้านที่มีลูกร้อยคน ที่มาก็ร้อยแบบ ยังไม่ต้องพูดว่าก่อนจะมาถึงเรา เขาเผชิญอะไรมาบ้าง
 ครูหยุยกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ซึ่งเราก็ต้องคิดต่อไปอีกว่าจะหาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดูเขา” 
              แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริจึงถูกยกมาเป็นธงนำให้เด็กและครูในบ้านสร้างสรรค์เด็กเดินตาม “เราน่าจะเป็นองค์กรด้านเด็กองค์กรเดียวในประเทศไทยที่ทำงานโดยไม่ได้อาศัยเงินจากต่างประเทศเลย ทั้งหมดได้มาจากการบริจาคโดยคนไทย” อดีต สว.กทม.กล่าวด้วยความภาคภูมิ “ซึ่งถ้าถามว่าทำได้อย่างไรก็ต้องบอกว่า งานช่วยเด็กอยู่ได้ความศรัทธาในการทำงานที่ทุ่มเท ทำให้เห็น ให้จริง คุณมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้  พบคุยกับเด็ก ถามเขาได้ว่าอยู่ที่นี่ดีไหม มีความสุขไหม คำตอบอยู่ที่เด็ก  ไม่ต้องนัดล่วงหน้า อยากมาเยี่ยมเด็ก มาเลี้ยงอาหารกลางวัน มาบริจาคเงินบริจาคสิ่งของ มาได้เลย เด็กๆอยู่ที่นี่ โตที่นี่”
              “พอเศรษฐกิจโลกและไทยมีแนวโน้มทรุดลงแบบนี้ เงินบริจาคก็ลดลง แต่เด็กๆที่เราต้องรับมาดูแลไม่ได้ลดลงด้วย เราปิดบ้านไม่ได้แน่ๆ ถ้าไม่มีมูลนิธิฯเด็กกว่าร้อยคนไม่มีที่อยู่แน่นอน เราก็ต้องหาทาง ดูแลแบบพึ่งตนเองและประหยัดให้มากที่สุด ต้องลดรายจ่ายลง ลดอย่างไรไม่ให้กระทบมาก ผมคิดว่าคงต้องพึ่งตนเองมากขึ้น เรามีที่ดินสิบไร่ ทำอะไรได้มากมายบนแผ่นดินของเรา ก็เริ่มเลี้ยงไก่....”
              เรือนเลี้ยงไก่ไข่ตั้งอยู่บนหนองน้ำซึ่งเลี้ยงปลาประเภทปลานิล ปลาทับทิม ปลาช่อน  ยังมีเรือนเพาะเห็ดอยู่เคียงกันถัดมาเป็นคอกเป็ด คอกไก่บ้าน ไกลไปอีกด้านผักสวนครัวเริ่มผลิดอกออกผลอยู่ใต้หลังคาพลาสติกโปร่ง ต้นกล้วย ชะอมเพิ่งลงดินพร้อมกับการมาถึงของแพะสองตัว บึงเล็กๆถัดมาทำกระชังเลี้ยงปลาดุก ซึ่งอีกไม่นานจะมีฝูงกบตามมา ……… 
 
               นอกจากได้เรียนหนังสือในโรงเรียน ได้กินอาหารถูกสุขลักษณะ ได้คิด ฝัน และมีความสุขภายใต้กิจกรรมอย่างสร้างสรรค์โดยมีครูเป็นผู้ส่งเสริม เด็กๆบ้านสร้างสรรค์เด็กยังมีหน้าที่เฉพาะตน ต้องดูแลงานเกษตรตามที่สนใจ  หลังกลับจากโรงเรียนเราจะเห็นบางคนให้อาหารไก่และเก็บไข่ เก็บเห็ด เก็บผักบุ้ง เพาะถั่วงอก ดูแลแพะ ไก่บ้าน บางคนรดน้ำผักพรวนดิน หลายคนช่วยกันให้อาหารปลาและควบคุมสภาพน้ำ “ผมคิดว่าเป็นอีกวิธีที่ทำให้เด็กๆไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง และของเราทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินไทย มูลนิธิฯมุ่งหวังจะสร้างพวกเขาเป็นยุวชนเกษตรให้ได้  ครูหยุยกล่าวย้ำ   “ผมอยากจะให้เขารู้ว่า ที่สุดแล้วการเกษตรเป็นวิถีชีวิตที่ยั่งยืนแล้วก็งดงาม ทำอยู่ทำกิน พึ่งพาธรรมชาติอย่างไม่เบียดเบียน ลงแรง อดทน เฝ้ารอ เรียนรู้ไปกับแผ่นดินที่เราอยู่ ผลผลิตที่ได้มาก็นำมาใช้ดำรงชีวิตแบบไม่ฟุ่มเฟือย เราจะอยู่ได้ แล้วก็มีความสุขด้วย”
 
              สำหรับผลผลิตที่ได้มา หากคำนวณเป็นตัวเอง ไข่ไก่เดือนละกว่า 3,000ฟอง  เห็ดนางฟ้าเดือนละกว่า 50 กิโล  ถั่วงอก ผักบุ้ง กระเฉด กินได้ทุกมื้อที่ต้องการ  อีกไม่นานนักเราไม่ต้องซื้อเนื้อเพราะมีปลาหลากหลายชนิดที่โตขึ้นมาเป็นอาหาร  เขาย้ำอีกครั้ง พลางกล่าวต่อ “อื่นๆก็ได้ผลผลิตดี  มีปัญหาอยู่บ้างคือเรื่องพืชสวนครัว อาจจะยังไม่ค่อยงอกงาม เพราะดินที่นี่ดินมันเค็ม เราก็พยายามปรับอยู่....”
              ครั้นถามถึงความฝันของครูหยุยและมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กว่าด้วยเรื่องในอนาคตกับผืนดินแห่งนี้ซึ่งยังมีส่วนที่ว่างเปล่า “ผมคิดว่า...ผมอยากเปิดบ้านอีกสักหลัง รับเด็กด้อยโอกาสเข้ามาเพิ่มมาก สร้างเป็นยุวชนเกษตร มีกิจกรรมในบ้านอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ แล้วก็ช่วยกันทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ ขยายฐานงานเกษตรเพิ่มขึ้น อันนี้คิดเร็วๆนะ ผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้ เรายังมีที่ดินว่างอยู่ คิดถึงว่าเด็กๆปลูกข้าวเป็น นำข้าวนั่นมาแบ่งปันกัน ใช้ชีวิตอยู่กินไปกับผลผลิตที่เราดูแลเอง มูลนิธิฯคงเป็นองค์กรที่อยู่ได้ด้วยตัวของเราเอง เด็กๆเติบโตภายใต้สิ่งแวดล้อมซึ่งผมคิดว่างดงามและอ่อนโยน เราคงคืนชีวิตดีๆให้กับสังคมของเราได้....และเมื่อเขาเติบโตขึ้นก็จะกลับไปพึ่งตนเองได้ ในผืนดินเล็กของเขาเองต่อไป”ครูหยุยกล่าวในที่สุด
             มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยเล็กๆที่มีเด็กต้องดูแล ดูแลให้สังคมก่อนที่พวกเขาจะเติบใหญ่ มีครูผู้เสียสละ ทุ่มเทและมุ่งมั่น ทำงานหนักอย่างต่อเนื่องมาเนิ่นนาน เด็กๆรุ่นแล้วรุ่นเล่าอาศัยแล้วเติบโตก่อนจะจากไปใช้ชีวิตในสังคม  เด็กรุ่นใหม่ๆก้าวเข้ามาแทนที่
             พวกเขาพึ่งพาตนเองโดยมิได้เรียกร้องใดๆให้โลกได้รับรู้ ทำงานหนักเงียบๆจนถึงเวลาหันกลับมาทบทวนวิถีแห่งตน มีผืนแผ่นดิน มีชีวิต และมีความฝันอยู่ในหัวใจกล้า จึงได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่แห่งการทำงาน อยู่ได้ เลี้ยงตนเองได้ มีประโยชน์ และมีความสุข 
………..เปรม  ยุวชน..............