เมื่อถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง เข้าไปซักค้านพยานฝ่ายโจทก์จนได้ความว่า ตัวโจทก์ทราบเรื่องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตั้งแต่วันที่รังวัดเสร็จ เพราะจำเลยบอกกับตัวโจทก์ในวันที่ชี้ระวังแนวเขตว่าเป็นคนปลูกยางพาราจำนวนสองแถวที่ล้ำเข้าไปในแนวที่ดินด้วยตัวเอง โจทก์จึงบอกในเวลานั้นว่าให้รีบถอนออกไปเลย ไม่งั้นจะฟ้องข้อหาบุกรุก

กลับมาแล้วครับท่านผู้อ่านและชาว G2K ทุกท่าน

โดยปกติแล้วบันทึกนี้จะมีบทความใหม่ทุกวันอังคาร

(ยกเว้น อ่านเรื่องสั้นแล้ว ถาม-ตอบ อย่างทนาย ซึ่งจะเขียนเมื่อมีอารมณ์ .อิ.อิ.)

แต่คราวนี้มีอันต้องสายกว่าที่กำหนดไปอีกสองวัน ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

เมื่อคราวที่แล้วผมเล่าเรื่องความผิดคดีอาญาฐานบุกรุก แต่เรื่องดังกล่าวสามารถจบได้ในชั้นพนักงานสอบสวนหากยังไม่ได้อ่านสามารถไปอ่านได้ที่นี้คลิกเลยครับ

และในครั้งนี้ผมบอกเอาไว้ว่าจะพาไปศาล ไหนๆเป็นความผิดแล้วก็ไปให้ถึงศาลกันเสียทีก็ดี

ขอถามในภาษาที่เข้าใจง่ายๆก่อนนะว่าท่านทราบหรือไม่ในคดีอาญานั้นมีความผิดที่ยอมความกันได้ กับความผิดที่ยอมความกันไม่ได้ หรือที่นักกฎหมายมักว่าความผิดต่อส่วนตัว กับความผิดต่อแผ่นดิน

ความผิดต่อส่วนตัวนี้หละครับที่เป็นความผิดอันยอมความได้ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรหละครับว่าความผิดแบบใดยอมความได้บ้าง อันนี้ต้องดูที่ตัวกฎหมายครับ ปกติจะมีกำหนดไว้ว่าในมาตราใดบ้างให้ยอมความกันได้เช่นในเรื่องความผิดอาญาหมวดความผิดฐานบุกรุกก็มีระบุไว้ว่า “มาตรา 366  ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา 365 เป็นความผิดอันยอมความได้ ” ดังนี้เป็นต้น

แล้วทีนี้ความผิดอาญาที่ยอมความไม่ได้หรือที่เรียกว่าความผิดต่อแผ่นดินหละมันเป็นเยี่ยงไร หรืออยู่ๆเราขุดแผ่นดิน หรือเอามีดฟันลงแผ่นดินแล้วเป็นความผิดต่อแผ่นดินหรืออย่างไร เออ..ชวนให้คิดไปไกลเลย กฎหมายไม่ได้หมายถึงอย่างที่ว่ามา แต่หมายถึงการทำความผิดอย่างเช่นลักทรัพย์ ฆ่าคนตาย ปลอมเอกสาร แจ้งความเท็จ อะไรทำนองนี้เท่านั้น ยัง..งง..ป่าวครับ เอางี้ครับง่ายๆ....ถ้าความผิดใดไม่ได้ระบุว่าให้ยอมความกันได้ถือเป็นความผิดต่อแผ่นดิน  ถ้าอยากทราบมากกว่านี้ต้องอธิบายกันยาว เดี๋ยวเบื่อ

มาเข้าเรื่องดีกว่าครับ

เมื่อราวปี พ.ศ.2529 ได้มีจำเลยท่านหนึ่งเดินเข้ามาพบผมที่สำนักงานพร้อมกับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องของศาล บอกให้ผมช่วยหน่อยกลัวติดคุก เหตุที่ได้มาพบผมโดยตรง เพราะลูกสาวของจำเลยท่านนี้เคยมาฝึกงานและทำงานที่สำนักงานประมาณปีเศษ  ผมกับน้องๆทนายในสำนักงานเคยไปเที่ยวไปนอนพักที่บ้านของจำเลยท่านนี้ จึงสนิทสนมกันพอควร ผมเรียกท่านว่าคุณอา ส่วนท่านเรียกผมว่าคุณทนาย

เมื่ออ่านเรื่องและสอบถามเบื้องต้นทราบว่า คุณอาได้ปลูกต้นยางพาราล่วงล้ำเข้าไปในที่ดินของฝ่ายโจทก์ และตามฟ้องก็ระบุว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปปลูกยางพาราในที่ดินของฝ่ายโจทก์ เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ฝ่ายโจทก์มาบอกให้ถอนต้นยางพาราออกไปเสีย แต่จำเลยไม่ยินยอม บอกว่าก่อนปลูกยางพาราได้ให้เจ้าหน้าที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางมาตรวจนับแล้วและยืนยันว่าไม่ได้รุกล้ำที่ดินของฝ่ายโจทก์ จึงไม่ยอมถอน แต่เมื่อฝ่ายโจทก์ให้เจ้าหน้าที่มาทำการรังวัดสอบเขตก็ทราบชัดว่า จำเลยปลูกยางพาราล่วงล้ำเข้าไปถึง  5 ไร่ จากวันที่รังวัดสอบเขตเสร็จจนถึงวันที่จำเลยถูกฟ้อง ก็ปาเข้าไปจะปีหนึ่งส่วนต้นยางสูงจะสองเมตรกว่าแล้ว ทันทีที่จำเลยเซ็นรับหมายศาลก็รีบมาพบผมทันที ซึ่งผมทราบอยู่ว่าที่ดินของคุณอามีประมาณ 50 ไร่ มีแนวเขตที่ดินด้านหนึ่งติดกับที่ดินของฝ่ายโจทก์  ก่อนจะปลูกยางพาราแนวเขตที่ดินมีเพียงหลักเขตโฉนดที่ดินปักไว้เป็นแนวเขตเพียงสองหลัก ตอนจ้างรถไถมาปรับหน้าดินเพื่อปลูกยางพาราทำให้หลักเขตหายไปจนชี้ไม่ได้ว่าแนวเดิมอยู่ตรงไหน  ฝ่ายโจทก์มาเห็นว่ามีการปลูกยางพาราไว้ตอนต้นยางสูงประมาณครึ่งเมตร ก็ได้สอบถามหาหลักเขตที่ดินก็หาไม่เจอ เลยให้เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดสอบเขตจึงทราบว่ามีการปลูกยางพารารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วได้แจ้งให้จำเลยถอนต้นยางส่วนที่รุกล้ำออกไปเสีย แต่จำเลยก็ไม่ได้ถอนออกไปปล่อยไว้เฉยๆ เลยเป็นคดีไปสู่ศาล

พักสายตากันหน่อยนะครับ

 

มาต่อกันครับ

ผมสอบถามความต้องการได้ความดังนี้ครับ

ผม.....ถามหน่อย....ที่ดินส่วนที่คุณอา..รุกเข้าไปปลูกยางนี้ทราบป่าวว่าเป็นที่โจทก์

คุณอา....เดิมไม่ทราบ เพราะหลักเขตมันหายตอนไถที่

ผม.......แสดงว่าตอนนี้รู้แล้วว่าแนวเขตที่ดินของคุณอาอยู่ตรงไหน

คุณอา.....รู้...ตอนรังวัดสอบเขต

ผม......ถ้ารู้ทำไมไม่ถอนต้นยางส่วนที่ล้ำเสียหละ

คุณอา.....ปลูกยางเลยเข้าไปสองแถว ก็ไม่ได้คิดจะไปเอาที่เขา ปุ๋ยไม่ได้ใส่ตั้งแต่รู้ว่าล้ำ ตรงนั้นเป็นป่าหญ้าไม่มีใครใช้ทำอะไรเลยปล่อยไว้เฉยๆไม่เห็นแปลกอะไร

ผม....ตอนนี้มันแปลกแล้วเขาถึงได้ฟ้อง ถ้าเขาบอกให้ไปถอนอีกครั้งจะถอนป่าว

คุณอา.....ถ้าให้ถอนก็ถอนได้ ช่วยหน่อยคุณทนาย

ผม.....ช่วยอยู่แล้ว แต่ตังค์ค่าทนายหละ....ฮา....

คุณอา......เสียตังค์ด้วยหรือ.....ฮา.....

ผม....ที่ต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ ลูกสาวคนสวยก็ไม่มาด้วย ต้องเสียตังค์...ฮา....

คุณอา...อี..??...(ชื่อเล่นลูกสาว) มันเอาผัวแล้วคุณทนายจะเอาอีกหรือ...ฮา...

ผม......ลูกสาวไม่มา ก็ต้องคิดตังค์.....ฮา....

คุณอา.....แต่...ผัวมันไปทำงานเมืองนอก...จะถามมันก่อน.....ฮา...

ผม....ไม่เอาแล้ว.....ให้คนอื่นใช้..จนเก่าแล้วไม่เอา...ฮา..

คุณอา....แล้วถามทำไม ถามแล้วไม่เอา...ฮา....

ผม......เอางี้....ผมจะช่วยเสร็จคดีแล้วรีบไปถอนต้นยางให้เขาเสียนะ ส่วนลูกสาวคุณอาน่าจะเก่ามากแล้ว......ฮา....เก็บไว้หุงข้าวเถอะ...ฮา....

เมื่อถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ผมซักค้านพยานฝ่ายโจทก์จนได้ความว่า ตัวโจทก์ทราบเรื่องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตั้งแต่วันที่รังวัดเสร็จ เพราะจำเลยบอกกับตัวโจทก์ในวันที่ชี้ระวังแนวเขตว่าเป็นคนปลูกยางพาราจำนวนสองแถวที่ล้ำเข้าไปในแนวที่ดินด้วยตัวเอง โจทก์จึงบอกในเวลานั้นว่าให้รีบถอนออกไปเลย ไม่งั้นจะฟ้องข้อหาบุกรุก นับจากเวลาดังกล่าวนี้จนถึงวันฟ้องคดีเป็นเวลา 11 เดือน 8 วัน  และการฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ว่าจ้างทนายให้ฟ้องคดีด้วยตนเอง ไม่เคยแจ้งความร้องทุกข์ไว้  เมื่อได้ความดังนี้ศาลจึงพิพากษายกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ  คือผมชนะคดีนี้ตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องเลยครับ เพราะคดีนี้ฟ้องเมื่อเกินกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งในที่นี้ โจทก์รู้เรื่องว่าที่ดินถูกบุกรุกแน่นอนตั้งแต่วันรังวัดสอบเขต และรู้ว่าจำเลยเป็นคนบุกรุก อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โดยโจทก์มีทางเลือกสองทาง คือ

1.แจ้งความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน

2.หรือไม่ก็ต้องฟ้องคดีด้วยตนเองภายใน  3 เดือน

แล้วถามว่าท่านทนายโจทก์ไม่ทราบหรือว่าคดีขาดอายุความแล้ว ขอตอบว่าทราบครับ....ท่านผู้อ่านอาจคิดว่างั้นท่านทนายโจทก์ประสงค์อย่างเดียวคือเงินค่าทนาย....ขอตอบแทนเลยว่าไม่ใช่ครับ ท่านทนายโจทก์คิดอย่างนี้ครับ คือท่านคิดว่าคดียังมีอายุความอยู่เพราะการบุกรุกยังมีต่อเนื่องมาตลอดนับจากวันแรกที่บุกรุกเข้าไปปลูกต้นยางพารา แต่ศาลมองว่าการบุกรุกและเข้าไปทำลายหลักแนวเขตที่ดินเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกและถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้วแม้ต่อมายังมีการบุกรุกกันอยู่ก็ต้องถือว่าเป็นการบุกรุกที่ดินกันเพียงครั้งเดียวไม่ได้ถือว่าเมื่อเดินออกมาแล้วกลับเข้าไปใหม่ถือเป็นความผิดที่ได้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งแต่อย่างใด เมื่อโจทก์รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดต้องดำเนินคดีภายในกำหนดอายุความ 3 เดือน เพราะคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ที่ผมว่ามานี้มีกฎหมายระบุไว้ตามนี้ครับ

มาตรา 363 ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตน  หรือของบุคคลที่สามยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนเรื่องอายุความก็มีกฎหมายว่าไว้ตามนี้ครับ  

มาตรา 96  ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ

พักอีกครั้งนะครับจะได้ไม่เบื่อ

 

 

มาต่อให้จบครับ

ดังนั้นจำไว้นะครับ ในคดีบุกรุกจะแจ้งความหรือจะฟ้องคดีเองก็ต้องทำภายใน 3 เดือน นับแต่มีเหตุการณ์ทำให้เราเกิด“รู้” สอง “รู้”  นะครับ

รู้ที่หนึ่ง รู้เรื่องการบุกรุก

รู้ที่สอง รู้ตัวคนกระทำความผิด

แต่ถ้าขาดรู้ใดรู้หนึ่ง อายุความยังไม่เริ่มนับครับ

 

ขอชี้แจงหน่อยครับ คือจำเลยท่านนี้สนิทสนมกับทนายในสำนักงานทุกคน พูดจาหยอกล้อกันเป็นประจำตอนที่ลูกสาวของท่านมาทำงานอยู่กับสำนักงาน เพราะทุกเย็นวันศุกร์ท่านจะต้องมารับลูกสาวกลับไปต่างจังหวัด ทนายทุกคนในสำนักงานมีโอกาสติดรถท่านไปเที่ยว ไปนอน ไปกินที่บ้านท่านเป็นประจำ ท่านมีความเดือนร้อยไม่สบายใจ ทนายทุกคนในสำนักงานยินดีช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆอยู่แล้ว ลูกสาวของท่านทนายในสำนักงานทุกคนก็รักเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง จึงกล้าหยอกล้อท่าน ตอนที่ท่านเดินเข้ามาในสำนักงานสีหน้าอมทุกข์เพราะกลัวติดคุก แต่เมื่อได้รับรู้แนวทางการต่อสู้คดีแล้ว กอปรกับผมชวนพูดเล่นเลยหายเป็นกังวล

คราวหน้าจะเล่าเรื่อง คดีอาญาใน ความผิดฐานหมิ่นประมาท

 

 

มีฎีกาใกล้เคียงกับเรื่องที่เล่าให้อ่านเล่นๆ จะอ่านก็ได้ไม่อ่านก็ได้ครับ 

2253/2531

     จำเลยเข้าไปปักเสา  และปลูกต้นมะขามในที่ดินของโจทก์ก็เพื่อ

ถือการครอบครองที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ความผิดฐานบุกรุกได้เกิดขึ้น

และสำเร็จแล้วเมื่อจำเลยเข้าไปกระทำการดังกล่าว ส่วนการครอบครอง

ที่ดินต่อมาเป็นเพียงผลของการบุกรุก  การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็น

ความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยยังถือการครอบครองที่ดินของโจทก์

     โจทก์บรรยายฟ้องว่า  เหตุเกิดระหว่างวันที่ 1 ถึง 10 สิงหาคม

2528 เวลาใดไม่ปรากฏชัด  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 362 และ 363  โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดเวลากลางคืน

แม้จะมีข้อความตอนหนึ่งว่าขณะนี้จำเลยยังคงบุกรุกอยู่ ซึ่งพอเข้าใจได้

ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตามฟ้องทั้งเวลากลางวันและกลางคืน  แต่โจทก์ก็มิได้

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(3) จึงถือไม่ได้

ว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา

365 (3)  อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เมื่อความผิดตามประมวล

กฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 363 เป็นความผิดอันยอมความกันได้

โจทก์มิได้ร้องทุกข์และได้ฟ้องคดีเองเมื่อพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วัน

รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96