เมื่อถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง เข้าไปซักค้านพยานฝ่ายโจทก์จนได้ความว่า ตัวโจทก์ทราบเรื่องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตั้งแต่วันที่รังวัดเสร็จ เพราะจำเลยบอกกับตัวโจทก์ในวันที่ชี้ระวังแนวเขตว่าเป็นคนปลูกยางพาราจำนวนสองแถวที่ล้ำเข้าไปในแนวที่ดินด้วยตัวเอง โจทก์จึงบอกในเวลานั้นว่าให้รีบถอนออกไปเลย ไม่งั้นจะฟ้องข้อหาบุกรุก
กลับมาแล้วครับท่านผู้อ่านและชาว G2K ทุกท่าน
โดยปกติแล้วบันทึกนี้จะมีบทความใหม่ทุกวันอังคาร
(ยกเว้น อ่านเรื่องสั้นแล้ว ถาม-ตอบ อย่างทนาย ซึ่งจะเขียนเมื่อมีอารมณ์ .อิ.อิ.)
แต่คราวนี้มีอันต้องสายกว่าที่กำหนดไปอีกสองวัน ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
เมื่อคราวที่แล้วผมเล่าเรื่องความผิดคดีอาญาฐานบุกรุก แต่เรื่องดังกล่าวสามารถจบได้ในชั้นพนักงานสอบสวนหากยังไม่ได้อ่านสามารถไปอ่านได้ที่นี้คลิกเลยครับ
และในครั้งนี้ผมบอกเอาไว้ว่าจะพาไปศาล ไหนๆเป็นความผิดแล้วก็ไปให้ถึงศาลกันเสียทีก็ดี
ขอถามในภาษาที่เข้าใจง่ายๆก่อนนะว่าท่านทราบหรือไม่ในคดีอาญานั้นมีความผิดที่ยอมความกันได้ กับความผิดที่ยอมความกันไม่ได้ หรือที่นักกฎหมายมักว่าความผิดต่อส่วนตัว กับความผิดต่อแผ่นดิน
ความผิดต่อส่วนตัวนี้หละครับที่เป็นความผิดอันยอมความได้ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรหละครับว่าความผิดแบบใดยอมความได้บ้าง อันนี้ต้องดูที่ตัวกฎหมายครับ ปกติจะมีกำหนดไว้ว่าในมาตราใดบ้างให้ยอมความกันได้เช่นในเรื่องความผิดอาญาหมวดความผิดฐานบุกรุกก็มีระบุไว้ว่า “มาตรา 366 ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา 365 เป็นความผิดอันยอมความได้ ” ดังนี้เป็นต้น
แล้วทีนี้ความผิดอาญาที่ยอมความไม่ได้หรือที่เรียกว่าความผิดต่อแผ่นดินหละมันเป็นเยี่ยงไร หรืออยู่ๆเราขุดแผ่นดิน หรือเอามีดฟันลงแผ่นดินแล้วเป็นความผิดต่อแผ่นดินหรืออย่างไร เออ..ชวนให้คิดไปไกลเลย กฎหมายไม่ได้หมายถึงอย่างที่ว่ามา แต่หมายถึงการทำความผิดอย่างเช่นลักทรัพย์ ฆ่าคนตาย ปลอมเอกสาร แจ้งความเท็จ อะไรทำนองนี้เท่านั้น ยัง..งง..ป่าวครับ เอางี้ครับง่ายๆ....ถ้าความผิดใดไม่ได้ระบุว่าให้ยอมความกันได้ถือเป็นความผิดต่อแผ่นดิน ถ้าอยากทราบมากกว่านี้ต้องอธิบายกันยาว เดี๋ยวเบื่อ
มาเข้าเรื่องดีกว่าครับ
เมื่อราวปี พ.ศ.2529 ได้มีจำเลยท่านหนึ่งเดินเข้ามาพบผมที่สำนักงานพร้อมกับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องของศาล บอกให้ผมช่วยหน่อยกลัวติดคุก เหตุที่ได้มาพบผมโดยตรง เพราะลูกสาวของจำเลยท่านนี้เคยมาฝึกงานและทำงานที่สำนักงานประมาณปีเศษ ผมกับน้องๆทนายในสำนักงานเคยไปเที่ยวไปนอนพักที่บ้านของจำเลยท่านนี้ จึงสนิทสนมกันพอควร ผมเรียกท่านว่าคุณอา ส่วนท่านเรียกผมว่าคุณทนาย
เมื่ออ่านเรื่องและสอบถามเบื้องต้นทราบว่า คุณอาได้ปลูกต้นยางพาราล่วงล้ำเข้าไปในที่ดินของฝ่ายโจทก์ และตามฟ้องก็ระบุว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปปลูกยางพาราในที่ดินของฝ่ายโจทก์ เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ฝ่ายโจทก์มาบอกให้ถอนต้นยางพาราออกไปเสีย แต่จำเลยไม่ยินยอม บอกว่าก่อนปลูกยางพาราได้ให้เจ้าหน้าที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางมาตรวจนับแล้วและยืนยันว่าไม่ได้รุกล้ำที่ดินของฝ่ายโจทก์ จึงไม่ยอมถอน แต่เมื่อฝ่ายโจทก์ให้เจ้าหน้าที่มาทำการรังวัดสอบเขตก็ทราบชัดว่า จำเลยปลูกยางพาราล่วงล้ำเข้าไปถึง 5 ไร่ จากวันที่รังวัดสอบเขตเสร็จจนถึงวันที่จำเลยถูกฟ้อง ก็ปาเข้าไปจะปีหนึ่งส่วนต้นยางสูงจะสองเมตรกว่าแล้ว ทันทีที่จำเลยเซ็นรับหมายศาลก็รีบมาพบผมทันที ซึ่งผมทราบอยู่ว่าที่ดินของคุณอามีประมาณ 50 ไร่ มีแนวเขตที่ดินด้านหนึ่งติดกับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ก่อนจะปลูกยางพาราแนวเขตที่ดินมีเพียงหลักเขตโฉนดที่ดินปักไว้เป็นแนวเขตเพียงสองหลัก ตอนจ้างรถไถมาปรับหน้าดินเพื่อปลูกยางพาราทำให้หลักเขตหายไปจนชี้ไม่ได้ว่าแนวเดิมอยู่ตรงไหน ฝ่ายโจทก์มาเห็นว่ามีการปลูกยางพาราไว้ตอนต้นยางสูงประมาณครึ่งเมตร ก็ได้สอบถามหาหลักเขตที่ดินก็หาไม่เจอ เลยให้เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดสอบเขตจึงทราบว่ามีการปลูกยางพารารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วได้แจ้งให้จำเลยถอนต้นยางส่วนที่รุกล้ำออกไปเสีย แต่จำเลยก็ไม่ได้ถอนออกไปปล่อยไว้เฉยๆ เลยเป็นคดีไปสู่ศาล
พักสายตากันหน่อยนะครับ
มาต่อกันครับ
ผมสอบถามความต้องการได้ความดังนี้ครับ
ผม.....ถามหน่อย....ที่ดินส่วนที่คุณอา..รุกเข้าไปปลูกยางนี้ทราบป่าวว่าเป็นที่โจทก์
คุณอา....เดิมไม่ทราบ เพราะหลักเขตมันหายตอนไถที่
ผม.......แสดงว่าตอนนี้รู้แล้วว่าแนวเขตที่ดินของคุณอาอยู่ตรงไหน
คุณอา.....รู้...ตอนรังวัดสอบเขต
ผม......ถ้ารู้ทำไมไม่ถอนต้นยางส่วนที่ล้ำเสียหละ
คุณอา.....ปลูกยางเลยเข้าไปสองแถว ก็ไม่ได้คิดจะไปเอาที่เขา ปุ๋ยไม่ได้ใส่ตั้งแต่รู้ว่าล้ำ ตรงนั้นเป็นป่าหญ้าไม่มีใครใช้ทำอะไรเลยปล่อยไว้เฉยๆไม่เห็นแปลกอะไร
ผม....ตอนนี้มันแปลกแล้วเขาถึงได้ฟ้อง ถ้าเขาบอกให้ไปถอนอีกครั้งจะถอนป่าว
คุณอา.....ถ้าให้ถอนก็ถอนได้ ช่วยหน่อยคุณทนาย
ผม.....ช่วยอยู่แล้ว แต่ตังค์ค่าทนายหละ....ฮา....
คุณอา......เสียตังค์ด้วยหรือ.....ฮา.....
ผม....ที่ต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ ลูกสาวคนสวยก็ไม่มาด้วย ต้องเสียตังค์...ฮา....
คุณอา...อี..??...(ชื่อเล่นลูกสาว) มันเอาผัวแล้วคุณทนายจะเอาอีกหรือ...ฮา...
ผม......ลูกสาวไม่มา ก็ต้องคิดตังค์.....ฮา....
คุณอา.....แต่...ผัวมันไปทำงานเมืองนอก...จะถามมันก่อน.....ฮา...
ผม....ไม่เอาแล้ว.....ให้คนอื่นใช้..จนเก่าแล้วไม่เอา...ฮา..
คุณอา....แล้วถามทำไม ถามแล้วไม่เอา...ฮา....
ผม......เอางี้....ผมจะช่วยเสร็จคดีแล้วรีบไปถอนต้นยางให้เขาเสียนะ ส่วนลูกสาวคุณอาน่าจะเก่ามากแล้ว......ฮา....เก็บไว้หุงข้าวเถอะ...ฮา....
เมื่อถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ผมซักค้านพยานฝ่ายโจทก์จนได้ความว่า ตัวโจทก์ทราบเรื่องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตั้งแต่วันที่รังวัดเสร็จ เพราะจำเลยบอกกับตัวโจทก์ในวันที่ชี้ระวังแนวเขตว่าเป็นคนปลูกยางพาราจำนวนสองแถวที่ล้ำเข้าไปในแนวที่ดินด้วยตัวเอง โจทก์จึงบอกในเวลานั้นว่าให้รีบถอนออกไปเลย ไม่งั้นจะฟ้องข้อหาบุกรุก นับจากเวลาดังกล่าวนี้จนถึงวันฟ้องคดีเป็นเวลา 11 เดือน 8 วัน และการฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ว่าจ้างทนายให้ฟ้องคดีด้วยตนเอง ไม่เคยแจ้งความร้องทุกข์ไว้ เมื่อได้ความดังนี้ศาลจึงพิพากษายกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ คือผมชนะคดีนี้ตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องเลยครับ เพราะคดีนี้ฟ้องเมื่อเกินกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งในที่นี้ โจทก์รู้เรื่องว่าที่ดินถูกบุกรุกแน่นอนตั้งแต่วันรังวัดสอบเขต และรู้ว่าจำเลยเป็นคนบุกรุก อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โดยโจทก์มีทางเลือกสองทาง คือ
1.แจ้งความร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน
2.หรือไม่ก็ต้องฟ้องคดีด้วยตนเองภายใน 3 เดือน
แล้วถามว่าท่านทนายโจทก์ไม่ทราบหรือว่าคดีขาดอายุความแล้ว ขอตอบว่าทราบครับ....ท่านผู้อ่านอาจคิดว่างั้นท่านทนายโจทก์ประสงค์อย่างเดียวคือเงินค่าทนาย....ขอตอบแทนเลยว่าไม่ใช่ครับ ท่านทนายโจทก์คิดอย่างนี้ครับ คือท่านคิดว่าคดียังมีอายุความอยู่เพราะการบุกรุกยังมีต่อเนื่องมาตลอดนับจากวันแรกที่บุกรุกเข้าไปปลูกต้นยางพารา แต่ศาลมองว่าการบุกรุกและเข้าไปทำลายหลักแนวเขตที่ดินเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกและถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้วแม้ต่อมายังมีการบุกรุกกันอยู่ก็ต้องถือว่าเป็นการบุกรุกที่ดินกันเพียงครั้งเดียวไม่ได้ถือว่าเมื่อเดินออกมาแล้วกลับเข้าไปใหม่ถือเป็นความผิดที่ได้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งแต่อย่างใด เมื่อโจทก์รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดต้องดำเนินคดีภายในกำหนดอายุความ 3 เดือน เพราะคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ที่ผมว่ามานี้มีกฎหมายระบุไว้ตามนี้ครับ
มาตรา 363 ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตน หรือของบุคคลที่สามยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนเรื่องอายุความก็มีกฎหมายว่าไว้ตามนี้ครับ
มาตรา 96 ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
พักอีกครั้งนะครับจะได้ไม่เบื่อ
มาต่อให้จบครับ
ดังนั้นจำไว้นะครับ ในคดีบุกรุกจะแจ้งความหรือจะฟ้องคดีเองก็ต้องทำภายใน 3 เดือน นับแต่มีเหตุการณ์ทำให้เราเกิด“รู้” สอง “รู้” นะครับ
รู้ที่หนึ่ง รู้เรื่องการบุกรุก
รู้ที่สอง รู้ตัวคนกระทำความผิด
แต่ถ้าขาดรู้ใดรู้หนึ่ง อายุความยังไม่เริ่มนับครับ
ขอชี้แจงหน่อยครับ คือจำเลยท่านนี้สนิทสนมกับทนายในสำนักงานทุกคน พูดจาหยอกล้อกันเป็นประจำตอนที่ลูกสาวของท่านมาทำงานอยู่กับสำนักงาน เพราะทุกเย็นวันศุกร์ท่านจะต้องมารับลูกสาวกลับไปต่างจังหวัด ทนายทุกคนในสำนักงานมีโอกาสติดรถท่านไปเที่ยว ไปนอน ไปกินที่บ้านท่านเป็นประจำ ท่านมีความเดือนร้อยไม่สบายใจ ทนายทุกคนในสำนักงานยินดีช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆอยู่แล้ว ลูกสาวของท่านทนายในสำนักงานทุกคนก็รักเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง จึงกล้าหยอกล้อท่าน ตอนที่ท่านเดินเข้ามาในสำนักงานสีหน้าอมทุกข์เพราะกลัวติดคุก แต่เมื่อได้รับรู้แนวทางการต่อสู้คดีแล้ว กอปรกับผมชวนพูดเล่นเลยหายเป็นกังวล
คราวหน้าจะเล่าเรื่อง คดีอาญาใน ความผิดฐานหมิ่นประมาท
มีฎีกาใกล้เคียงกับเรื่องที่เล่าให้อ่านเล่นๆ จะอ่านก็ได้ไม่อ่านก็ได้ครับ
2253/2531
จำเลยเข้าไปปักเสา และปลูกต้นมะขามในที่ดินของโจทก์ก็เพื่อ
ถือการครอบครองที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ความผิดฐานบุกรุกได้เกิดขึ้น
และสำเร็จแล้วเมื่อจำเลยเข้าไปกระทำการดังกล่าว ส่วนการครอบครอง
ที่ดินต่อมาเป็นเพียงผลของการบุกรุก การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็น
ความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยยังถือการครอบครองที่ดินของโจทก์
โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดระหว่างวันที่ 1 ถึง 10 สิงหาคม
2528 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 362 และ 363 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดเวลากลางคืน
แม้จะมีข้อความตอนหนึ่งว่าขณะนี้จำเลยยังคงบุกรุกอยู่ ซึ่งพอเข้าใจได้
ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตามฟ้องทั้งเวลากลางวันและกลางคืน แต่โจทก์ก็มิได้
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(3) จึงถือไม่ได้
ว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
365 (3) อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เมื่อความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 363 เป็นความผิดอันยอมความกันได้
โจทก์มิได้ร้องทุกข์และได้ฟ้องคดีเองเมื่อพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วัน
รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
สวัสดีค่ะ ไม่ได้ทักทายสะนานสบายดีไหมคะ
เรื่องบุกรุกที่ดิน แล้วเจ้าของไม่ทราบจนขาดอายุความเนี่ยมีบ่อยๆเลยนะคะ ยิ่งคนที่มีที่ดินเยอะๆจนจำไม่ได้ไม่เคยไปดูที่ดินตัวเองด้วยแล้วเนี่ยเจอแบบนี้บ่อยเลยค่ะ
โชคดีนะที่เรามีที่เท่าหนวดกุ้ง ฮ่าๆ คุณทนายคะเคยได้ยินว่าสมัยนี้ที่ดินว่างเปล่าที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรต้องเสียภาษีด้วยยังไงหรือคะ ^^
... อ่านเรื่องสั้นแล้ว ถาม-ตอบ อย่างทนาย ซึ่งจะเขียนเมื่อมีอารมณ์...
อิ อิ เพิ่งทราบนะคะว่างานอาชีพทนายนี่ ต้องมีอารมณ์ ด้วย ;)
คืนนี้ขออนุญาติมีอารมณ์แค่ชมภาพเฉยๆ นะคะเก็บเนื้อไว้ก่อนค่ะ ;)
... ภาพแมลงปอปีกบาง เจ้ากางปีกสวย โบยบินพริ้วไหว งามจับใจค่ะ
ดาวกระจายก็พริ้วซะ ยังกะจงใจจับกลีบไหว .. ภาพแจ่มมากๆ ฝันดีนะคะ
ยังไม่ได้อ่าน ผ่านตาไปชมภาพสวยๆ ก่อน แล้วค่อยย้อนมาอ่านหนึ่งรอบ
แบบนี้มันต้อง "ถอน" แม่นบ่ท่าน....
สวัสดีครับคุณ
Orn คนน่ารัก
คือในเรื่องความผิดฐานบุกรุกนี้โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วไม่ประสงค์ให้นำมาใช้เกี่ยวกับเรื่องการแย่งชิงที่ทำกินกัน แต่เจตนาจะให้มีการปกป้องการพักอาศัยในบ้านเรือนให้เป็นปกติสุข แต่เมื่อเขียนออกมาแล้วนักกฎหมายนำมาใช้เพื่อบีบบังคับเอาที่ดินคืนจากผูแย่งชิง จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลากับการฟ้องร้องกันในทางแพ่ง ซึ่งคำตัดสินส่วนใหญ่ผู้บุกรุกจะถูกศาลลงโทษปรับ ส่วนโทษจำคุกให้รอการลงอาญาไว้ หนึ่งปีบ้าง สองปีบ้าง จะมีที่ต้องโทษจำคุกจริงๆน้อยมาก เพราะศาลมองว่าผู้บุกรุกมีความจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อการยังชีพเสียมากกว่าครับ กฎหมายถึงกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้และกำหนดอายุความให้น้อย เพราะหากเจ้าของที่ดินหรือบ้านจะให้ผู้บุกรุกออกไปหรือไม่ให้มาเกี่ยวข้องอีกก็ต้องไปฟ้องขับไล่ หรือฟ้องบังคับให้ส่งมอบคืนในทางคดีแพ่งครับ
ส่วนที่คุณอรถามว่า " คุณทนายคะเคยได้ยินว่าสมัยนี้ที่ดินว่างเปล่าที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรต้องเสียภาษีด้วยยังไงหรือคะ "
คำตอบ (ขอตอบยาวหน่อย ทนอ่านนะครับมีประโยชน์)
คืองี้ครับ ตอนนี้รัฐกำลังจะจัดให้มีกฏหมายใหม่คาดว่าจะบังคับใช้ในอีก1ปีข้างหน้าเรียกกฎหมายนี้ว่า "พระราชบัญญัติการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" เพื่อใช้บังคับและจัดเก็บภาษีเกี่ยวกับที่ดิน แทน พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม โดยมีหลักการจัดเก็บภาษีเป็น 3 อัตราคือ
และตามกฎหมายฉบับนี้ในกรณีที่ดินว่างเปล่าคือเจ้าของที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือได้ทำประโยชน์ในที่ดิน จะจัดเก็บในอัตรา 0.5% ของมูลค่าตามที่ประเมิน และจะต้องจัดเก็บเพิ่มขึ้น 1 เท่าของทุก 3 ปี ทั้งนี้รัฐมีเจตนารมณ์ในการบังคับให้เจ้าของที่ดินมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างจริงจัง เช่นบางคนมีที่ดินเป็น 1000 ไร่ แต่ไม่ได้เอามาทำอะไรเลย ขณะที่ยังมีชาวไทยอีกจำนวนมากไม่มีแม้แต่ที่จะนอนพักในยามค่ำคืน แต่มีที่ดินซึ่งปล่อยให้ว่างเปล่า เจ้าของที่ดินจะได้คิดจัดการหาวิธีการให้ที่ดินของตัวมีการใช้ประโยชน์ขึ้น โดยอาจให้เช่าปลูกพืชผัก หรืออาจว่าจ้างบุคคลที่ไม่มีที่ดินทำกินให้เข้าไปทำกินในที่ดินเพื่อจะได้เสียภาษีน้อยลง เป็นแนวคิดที่รัฐไม่ต้องลงทุนอะไรมากแต่บังคับให้มีการจ้างงานหรือจัดให้มีงานทำมากขึ้นไม่ใช่มีเงินแล้วซื้อแต่ที่ดินมาเก็บไว้เท่านั้น แนวคิดนี้เกิดมานานมากแล้วแต่ไม่มีการทำให้ก่อเกิดขึ้นจริง
ที่บอกมานี้ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่า กฎหมายตัวนี้ยังไม่ได้ประกาศใช้นะครับก็รออยู่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีความจริงใจป่าว หรือเอาแต่พูด
กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้แล้วดีแน่ครับ ใครมีเงินมากซื้อที่ดินเก็บไว้มากก็เสียภาษีมาก คนในสภามีมากกว่า 80 % ครับที่มีที่ดินมากไม่ได้ทำประโยชน์
จริงๆแล้วตามกฎหมายเดิมหากปล่อยไว้ให้เป็นที่ดินว่างเปล่าก็ต้องเสียภาษีอยู่แล้วครับแต่ไม่ได้จัดเก็บในอัตราก้าวหน้าเพื่อบังคับให้ทำประโยชน์ และตามกฎหมายใหม่นี้ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน จะถูกจัดเก็บภาษีน้อยมากครับรวมแล้วไม่น่าเกิน 100 บาทต่อปี กฎหมายตัวนี้จะได้เห็นความจริงใจของคนในสภากันก็คราวนี้หละครับ
ขอบคุณนะครับที่ถาม ท่านอื่นๆที่ผ่านมาอ่านความเห็นนี้จะได้ทราบด้วย
สวัสดีครับคุณ
nui
อิ.อิ.คุณนุ้ยเรียกผมยังกับเป็นผู้อำนวยการเลยนะครับ คราวหน้าเรียกทนายหรือคุณทนายก็พอแล้วครับ หากจะบอกว่าให้เรียก"ทนายเฉยๆ" เดี๋ยวเรียก "ทนายเฉยๆ" เลยไปกันใหญ่....ฮา...
ผมก็พยายามเขียนให้อ่านในรูปแบบง่ายๆนะครับ หลีกหนีภาษากฎหมายเพื่อความเข้าใจอย่างง่ายๆ มีแทรกอารมณ์ขันบ้าง เพื่อไม่ให้น่าเบื่อ แต่ก็มีบางครั้งยังอดไม่ได้ที่จะใช้ภาษากฎหมาย เพราะเกรงจะเข้าใจความหมายที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย นี้ก็เกรงอยู่ว่าอาจมีนักกฎหมายออกมาท้วงติงว่าทำให้ภาษากฎหมายผิดเพี้ยนไป ก็ต้องขออภัยต่อนักกฎหมายทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย
เดี๋ยวนี้ศาลและชาวพนักงานศาลปรับปรุงและปรับตัวกันมากแล้วครับ บริการผู้ที่ไปติดต่อด้วยน้ำใจไมตรี ยิ้มแย้มมากขึ้น พูดจาน่ารักขึ้นมากแล้วครับ ผมยังเคยได้ยินเจ้าหน้าที่งานธุรการศาลที่ ศาลแขวงพระนครใต้ พูดกับลูกของจำเลยที่กำลังยื่นขอประกันตัวแม่ว่า "น้องนั่งรอคะ ขอเวลาพี่เดี๋ยว รับรองว่าจะเสนอเรื่องประกันให้ทันศาลสั่งก่อนสี่โมง พี่เต็มใจช่วย ถ้าคุณแม่ของน้องได้ประกันตัว พี่ก็ได้บุญด้วย ใจเย็นๆนะ " ผมจำคำพูดนี้ได้แม้นเลยครับ ก่อนกลับออกจากศาลผมยังเดินไปขอบคุณเจ้าหน้าที่ท่านนั้นเลยครับเพื่อให้กำลังใจท่านว่าท่านทำดีมีคนเห็นทั้งที่ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในคดีนั้นเลย
ขอให้คุณนุ้ยปลอดภัยและมีความสุขไม่ต้องไปศาลหรือใช้บริการทนายตลอดชาตินี้นะครับ
ขอบคุณนะครับที่แวะมาให้กำลังใจ
สวัสดีครับคุณ
pooดำอันดามัน
เข้ามาจองที่นั่งชมความสวยของดาวกระจายแล้วรีบกลัมมาอีกนะครับทนายกลัวเหงา ยิ่งคนสวยอันดามันตัวดำๆอ้วนๆมาเยี่ยมแต่ละครั้งเหมือนได้กินข้าวกับ"แกงพุงปลา" อิ.อิ.
ขอบคุณครับที่แวะมาเยี่ยมบ่อยๆ
สวัสดีครับคุณ
อิงคนสวยหน้าตาดี
อย่างนี้ต้องล่อด้วยของสวยๆอีกทีกลัวไม่กลับมาถอน
แฮ...รีบๆมาถอนนะครับ ขืนช้าเดี๋ยวค้าง....อิ.อิ.
ขอบคุณครับรีบแวะมานะครับจะรอ
สวัสดีค่ะ
ตามมาขึ้นศาลด้วยค่ะ อิอิ
เพิ่งทราบเลยค่ะว่าต้องดำเนินคดีให้เสร็จในสามเดือน ทำไมกฏหมายให้เวลาน้อยจังเลยคะ
ถ้างั้นคดีนี้คุณทนายชนะคดี แล้วฝ่ายที่บุกรุกที่ดินเค้าก็ไม่ต้องรื้อถอนออกไปเหรอคะ
แหะๆๆ ถ้าเราเป็นฝ่ายโจทก์ สมมติว่าต้นไม้ที่มาปลูกในที่ดินเราเป็นผลไม้ที่ออกผลได้ เราสามารถเก็บผลนั้นไปขายได้หรือไม่คะ
ถ้าจำเลยไม่ยอมรือถอนออกไป คือว่า ไม่เข้าใจจริงๆค่ะ แหะๆๆ
โอ้ย..ยายลาย...
โชว์บวบเลยดีกว่า ^^
สวัสดีครับคุณ
หนึ่งห้าหน้า
จริงๆแล้วในคดีอาญาเรื่องบุกรุกนี้ เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการจะคุ้มครองผู้พักอาศัยในบ้านเรื่อนมากกว่าครับ แต่เป็นเพราะนักกฎหมายนำมาใช้ในเจตนาอื่นเพื่อประหยัดเวลาการดำเนินคดีแพ่งนะครับ ไม่ได้มีเจตนาจะให้มีการติดคุกกันเพราะเหตุนี้ และศาลท่านก็อ่านและเข้าใจเจตนาของทั้งโจทก์และจำเลยดีว่าต้องการอะไร
หากเราเป็นเจ้าของที่ดินเมื่อเขาบุกรุกเข้ามาแย่งชิงการครอบครองของเราก็ต้องฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายกันในทางแพ่งครับ อันที่จริงแล้วที่ดินไม่ควรจะปล่อยให้ว่างเปล่าโดยไม่ทำประโยชน์ มีกฎหมายหลายฉบับบังคับไว้ด้วยซ้ำว่าหากปล่อยให้รกร่างว่างเปล่าให้รัฐยึดกลับเป็นของรัฐ แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้กระทำกัน เพราะหากเราดูแลทำประโยชน์อยุ่ในที่ดินการบุกรุกแย่งชิงการครอบครองก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องฟ้องเอาคืนในทางแพ่ง แต่นักกฎหมายจะใช้วิธีลัดครับคือใช้ทางอาญา เพื่อบีบบังคับให้คืนที่ดินกัน
ส่วนคดีนี้ จำเลยไม่มีเจตนาจะเอาที่ดินของโจทก์อยู่แล้วครับ หลังจบคดีก็ได้ทำบันทึกส่งมอบคืนกันโดยดี เหตุที่โจทก์ฟ้องเพราะไม่กล้าไปโค้นหรือถอนต้นยางพาราของจำเลยเกรงว่าจำเลยจะดำเนินคดีฐานทำให้เสียทรัพย์
อย่างกรณีที่คุณหนึ่งถามว่า
" สมมติว่าต้นไม้ที่มาปลูกในที่ดินเราเป็นผลไม้ที่ออกผลได้ เราสามารถเก็บผลนั้นไปขายได้หรือไม่คะถ้าจำเลยไม่ยอมรือถอนออกไป "
คำตอบครับ
คุณหนึ่งไม่สามารถจะไปเก็บผลไม้ของจำเลยไปขายได้ครับ เพราะผลไม้เป็นของจำเลยทั้งนี้เพราะจำเลยเป็นคนปลูก
คุณหนึ่งเป็นเพียงเจ้าของที่ดินไม่ได้เป็นเจ้าของต้นไม้ที่ออกผลมาหากเก็บไปขายอาจมีความผิดฐานลักทรัพย์
ส่วนที่จำเลยบุกรุกเข้ามาปลูกต้นไม้จนเป็นผลแล้ว คุณหนึ่งทำได้อย่างเดียวคือฟ้องขับไล่จำเลยให้รือถอนต้นไม้ออกไปและเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากจำเลยหรือจะฟ้องเป็นคดีอาญาฐานบุกรุกหรือจะฟ้องทั้งแพ่งและอาญาก็ได้ครับ
อันนี้ต้องแยกกันนะครับระหว่างการเป็นเจ้าของที่ดินกับเจ้าของต้นไม้ ก็อย่างที่ผมว่าไว้แล้วถ้าเราได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยตลอดจะไม่มีใครมาบุกรุกได้หรอกครับ ต่อไปจะมีกฎหมายใหม่ออกมาบังคับโดยใช้ภาษีเป็นตัวบังคับให้เจ้าของที่ดินต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินให้มากขึ้น หากไม่ใช้ประโยชน์ก็จะเก็บภาษีมากขึ้นเป็นทวีคูณครับ
หวังว่าคงไม่ งง กับคำตอบนะครับ หากคุณหนึ่งมีที่ดินมากๆดูแลไม่ทันยกให้ผมบ้างก็ได้นะครับ..ฮา....ใครมาบุกรุกผมจะฟ้องคดีเองไม่จ้างทนายด้วย...อิ.อิ.
ขอบคุณครับที่ถามเพราะท่านอื่นที่เข้ามาอ่านความเห็นนี้จะเข้าใจได้ด้วย
สวัสดีครับท่าน
เกษตร(อยู่)จังหวัด
ฮา....ท่านโชว์บวบยาวๆของใครครับท่าน
แล้วของท่านหละครับทำไมไม่โชว์....อิ.อิ.
ผมหมายถึงบวบที่ท่านปลูกเองนะ..ฮา...(คิดมากไปป่าว)
ขอบคุณครับที่แวะเอาบวบมาฝากน่ากินจัง
สวัสดีครับท่านทนาย
ผมตอบแทนครับ
บวบที่ท่านเกษตรอยู่จังหวัดเอามาโชว์
เป็นบวบท่านเกษตร ยะลาครับ (บวบยาว) ฮาๆๆ
สวัสดีครับท่าน
วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei
ฮา...รู้เดี๋ยวนี้เองว่าท่านวอญ่าชอบดูแล้วจำว่าบวบของใคร
แล้วท่านเคยเห็นบวบของท่านเกษตร(อยู่)จังหวัดป่าว
ไม่รู้ยาวเหมือนของท่านเกษตร ยะลา ป่าวนะ...ฮา....
ขอบคุณครับที่มาให้กำลังใจบ่อยๆ
สวัสดีค่ะ..วันนี้คุณทนายมีเรื่องมาเล่าให้ความรู้อีกแล้ว
..พวกบุกรุกเนี๊ยะ ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆน่ะค่ะ..
ขอบคุณค่ะ คุณทนายที่ช่วยให้ความรู้
เห็นด้วยค่ะ มีที่ดินเยอะแยะที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย เสียภาษีก็ไม่ได้เสียปล่อยทิ้งว่างไว้เก็งราคาเฉยๆ
กลับกันยังมีชาวบ้านอีกมากมายที่ไม่มีที่ทำกิน
ความแตกต่างของชนชั้นมันมากจริงๆค่ะ คนรวยๆล้นฟ้า คนจนก็จนจมดินไปเลย
ที่ๆบ้านอรก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรก็ให้ ชาวไร่ ชาวนา เขาเช่าไปทำนา ปลูกข้าวค่ะ ปีละไม่กี่พันบาท แต่ชาวบ้านเขาก็น่ารักค่ะพอถึงหน้าเก็บเกี่ยวก็จะเอาข้าวมาฝากหลายกระสอบ ที่บ้านไม่เคยต้องไปซื้ัอข้าวทานเลยค่ะ มีแต่คนเอามาให้ บางทีเยอะเกินจนหนูมันมากัดกินต้องเอาแจกจ่ายหรือเอาไปขายโรงสีด้วย ^^
อยากถามเรื่องเช่าด้วยค่ะ บางทีเราให้ชาวบ้านเขามาเช่าแบบปากเปล่า เขามาขอยืมที่ทำไร่ทำนา เราก็อนุญาติไปไม่ได้คิดอะไรไม่ได้ทำเป็นหนังสือสัญญาด้วย แบบนี้ถ้าเขาทำไร่ทำนาปลูกกระท่อมบนที่ของเราหลายๆปีเข้าเขายึดไปเลย กฎหมายจะช่วยอะไรได้ไหม๊คะ ? ถามไว้เผื่อไปเจอพวก"หัวหมอ"ค่ะ
คุณทนายค่ะ
ถ้าเราไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง เมื่อเราทำรั้วรอบที่ดินเสร็จปรากฏว่าที่ดินข้างเคียงเขาปลูกต้นมะปรางใหญ่เป็นแนวเขตตลอดที่ดินของเขา โดยที่กิ่งก้านของมันเข้ามาในที่ดินของเราประมาณ 5 เมตร ต้นไม้ในฝั่งของเราไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เขาไม่แก้ปัญหาใดๆ เราจะทำอย่างไรได้บ้างค่ะ
สวัสดีครับคุณ
New.ครูบันเทิง
เรื่องบุกรุกนี้ส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาจนต้องไปจบกันที่ศาล เป็นการบุกรุกที่ดินมากกว่าบุกรุกที่อยู่อาศัยครับ เพราะการบุกรุกที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะเป็นความผิดด้านอื่นด้วยเช่น การลักทรัพย์ การข่มขืน การทำร้ายร่างกาย อะไรทำนองนี้ ดังนั้นหากคุณครูมีที่ดินก็ต้องไปตรวจสอบดูแลบ่อยๆ และแต่ละครั้งที่แวะไปดูที่ดินก็ควรจะถ่ายภาพไว้บ้าง โดยถ่ายให้ติดหนังสือพิมพ์ไว้ด้วย คืออาจให้มีคนยืนถือหนังสือพิมพ์ ที่มีหัวข้อข่าวในวันที่ถ่ายภาพ เพื่อไว้ยืนยันว่าในวันดังกล่าวได้เข้าไปดูแลที่ดินจริงๆ หากมีกรณีบุกรุกขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ครับ
ขอบคุณครับที่ติดตามให้กำลังใจบ่อยๆ
สวัสดีครับคุณ
Orn คนน่ารัก
ผมกำลังรอให้กฎหมายใหม่ใช้บังคับได้จริง...จะสามารถลดปัญหาเรื่องที่ทำกินไปได้มากครับ ชาวบ้านจะได้มีที่ทำกินกันได้บ้างแม้ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง ผู้มีที่ดินจำนวนมากๆก็จะต้องให้ชาวบ้านช่วยเข้าไปทำกิน ไม่งั้นก็ต้องจ่ายภาษีที่ดินแพงเป็นทวีคูณ
ที่ดินของบ้านคุณอรได้ให้ชาวนาเช่าหรือใช้อยู่อาศัย นับว่าเป็นกุศลยิ่งเลยครับ เพราะอย่างน้อยก็ได้ให้โอกาสคนหนึ่งคนมีที่ทำมาหากิน แต่คนหนึ่งคนนั้นเขาสามารถทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตที่ดีขึ้น กุศลที่บ้านคุณอรสร้างนี้ไงครับถึงไม่ต้องซื้อข้าวทาน ยิ่งให้มากเราก็ได้มากครับคุณอร
ที่คุณอรถามว่า
อยากถามเรื่องเช่าด้วยค่ะ บางทีเราให้ชาวบ้านเขามาเช่าแบบปากเปล่า เขามาขอยืมที่ทำไร่ทำนา เราก็อนุญาติไปไม่ได้คิดอะไรไม่ได้ทำเป็นหนังสือสัญญาด้วย แบบนี้ถ้าเขาทำไร่ทำนาปลูกกระท่อมบนที่ของเราหลายๆปีเข้าเขายึดไปเลย กฎหมายจะช่วยอะไรได้ไหม๊คะ ? ถามไว้เผื่อไปเจอพวก"หัวหมอ"ค่ะ
คำตอบครับ
ขอแนะนำเลยครับว่าควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำเป็นหนังสือ เพื่อตัดปัญหาที่อาจคาดไม่ถึงครับ เช่นเราอนุญาตให้ นาย ก.เช่าหรืออาศัยทำกิน แต่อย่าลืมว่า นาย ก. อาจมีลูก มีพี่ มีน้อง มีเมีย ฯลฯ เมื่อ นาย ก. ตายบรรดาท่านเหล่านี้อาจไม่ทราบว่าที่ดินที่ให้เช่าหรืออาศัยทำกินนั้นเป็นเจตนาดีของทางเรา แต่เขาอาจอ้างสิทธิครอบครองเมื่อสิ้น นาย ก. แล้วก็ได้ หรือไม่ต่อไปลูกหลานเราเองอาจไปมีปัญหากับท่านเหล่านี้ก็เป็นได้ ดังนั้นคุณอร ควรเรียกมาทำสัญญาเป็นหนังสือเสียทุกราย อันนี้เราต้องมองให้ไกลไปในอนาคตครับ
ส่วนสัญญาที่จะต้องทำ เช่นกรณีให้เช่าทำนา ก็ทำสัญญาให้เช่าทำนา หรือให้สิทธิทำกิน ก็ทำสัญญาให้สิทธิทำกิน หรือให้ใช้ปลูกบ้านพักอาศัย ก็ทำสัญญาให้อาศัย ซึ่งบรรดาสัญญาเหล่านี้มีขายเป็นแบบสำเร็จทั่วไปลองไปหามาทำเสียเถอะครับ แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ส่งอีเมล ถึงผมแล้วจะส่งไปให้ครับ
ขอบคุณครับที่ติดตามอ่านบันทึกตลอดมา
สวัสดีครับคุณครู
ปริมปราง
ตอนนี้โรงเรียนปิด คุณครูคงคิดถึงบรรดาศิษย์รักซิครับ บางคนจบไปเรียนต่อที่อื่นยิ่งไม่ได้เห็นหน้าอีกหลายปี อาจเห็นหน้าอีกทีตอนเขามาเป็นผู้ปกครองของลูกเขาอีกที นึกถึงตอนนั้น....อิ.อิ. ไม่รู้คุณครูยังสวยอยู่ป่าวนะ
คุณครูถามผมว่า
ถ้าเราไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง เมื่อเราทำรั้วรอบที่ดินเสร็จปรากฏว่าที่ดินข้างเคียงเขาปลูกต้นมะปรางใหญ่เป็นแนวเขตตลอดที่ดินของเขา โดยที่กิ่งก้านของมันเข้ามาในที่ดินของเราประมาณ 5 เมตร ต้นไม้ในฝั่งของเราไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เขาไม่แก้ปัญหาใดๆ เราจะทำอย่างไรได้บ้างค่ะ
คำตอบครับ
ปัญหานี้คุณครูคงต้องชม ท่านที่คิดและมองเห็นถึงปัญหานี้และได้หาทางแก้ไขไว้ก่อนเป็นการล่วงหน้า คือมีกฎหมายแพ่งกำหนดวิธีการแก้ไขไว้ให้แล้วครับแต่คุณครูต้องทำตามวิธีที่ผมจะบอกให้ดังนี้
ที่ผมแนะนำเช่นนี้เป็นการทำตามกฎหมายแพ่งมาตรานี้ครับ
มาตรา 1347 เจ้าของที่ดินอาจตัดรากไม้ซึ่งรุกเข้ามาจากที่ดินติดต่อและเอาไว้เสีย ถ้ากิ่งไม้ยื่นล้ำเข้ามา เมื่อเจ้าของที่ดินได้บอกผู้ครอบครองที่ดินติดต่อให้ตัดภายในเวลาอันสมควรแล้ว แต่ผู้นั้นไม่ตัด ท่านว่าเจ้าของที่ดินตัดเอาเสียได้
คุณครูอย่าไปตัดกิ้งมะปรางโดยไม่มีการดำเนินการตามที่ผมแนะนำนะครับ เพราะยังไงเสียกิ่งมะปรางก็ยังเป็นทรัพย์ของเขาหากเราตัดไปโดยไม่บอกกล่าวและให้เวลาเขาตามสมควรแล้วเราอาจถูกเขาฟ้องฐานทำให้เสียทรัพย์ได้ครับ
ขอบคุณครับที่ถามคำถามนี้เพราะอาจยังปประโยชน์ต่อท่านอื่นได้ด้วย