นักเรียนทีี่ "คำตอบ" มีวิธีคิดที่ถูกต้อง ต้องได้คะแนนกว่า นักเรียนที่ตอบถูกเพียงอย่างเดียว
จากบันทึกที่ไม่มีข้อคิดเห็นนี้ ผมได้ทดลองนำมาคิด เป็น "ตัวอย่างวิธีสอน" เพื่อสอน "วิธีคิด" ให้กับนักเรียน (ผมได้มีโอกาสสอนนักเรียนชั้นประถมและมัธยม บ้างเป็นครั้งคราว) และนิสิตของผมดังต่อไปนี้ (ทดลองจริงครั้งแรก กับนักเรียนค่าย ๒ ชีววิทยา สอวน)
เมื่อเข้าห้องสอนนักเรียน 20 คน
- ผมเขียนคำตอบ A. 8 บาท, B. 13 บาท, C. 16 บาท ลงบนฉาก
- ผมให้นิสิต/นักเรียน เดาคำตอบของผม ซึ่งได้คำตอบเป็น 3 กลุ่ม สมมุตว่าตอบข้อ a 4 คน ข้อ b 10 คน และ ข้อ c 6 คน
- ต่อมาผมลองให้ นิสิต/นักเรียน ของผมคิดคำถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่ตัวเองเลือก เป็นคำตอบที่ถูก ซึ่งแต่ละคนก็มักตั้งคำถามได้
- ผมตั้งคำถามแบบ บันทึกที่แล้ว ซึ่งคำตอบที่ถูกต้อง คือ ข้อ C.
- ซึ่ง นิสิต/นักเรียน ที่เลือก คำตอบข้อ C. ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง จะมีรูปแบบการตอบ 3 แบบด้วยกัน คือ
- ตอบถูกต้อง โดยการ "เดา"
- ตอบถูกต้อง โดยมีวิธีคิดที่ถูก เพราะรู้ว่า เหรียญที่มีด้านหลังเป็นวัดอรุณคือเหรียญ 10 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับเหรียญที่มีด้านหลังเป็นวัดสระเกศ (๒ บาท) 3 เหรียญแล้ว จะมีมูลค่ารวม 16 บาท ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ถูกต้อง
- ตอบถูกต้อง โดยมีวิธีิคิดที่ผิด เช่น เข้าใจว่า เหรียญที่ด้านหลังเป็นวัดอรุญ คือ เหรียญ 1 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับเหรียญที่ด้านหลังเป็นวัดสระเกศ 3 เหรียญ (เข้าใจว่าเป็นเหรียญ 5 บาท) แล้ว จะมีมูลค่ารวม 16 บาท ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง
- จะเห็นว่า การเรียนการสอนที่เน้น "คำตอบเป็นสำคัญ" คน ที่ตอบถูกทั้ง 3 แบบ จะได้คะแนนเท่ากัน
- ดังนั้น การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นเรื่อง "วิธีคิด" มากกว่า ต้องให้คะแนน นิสิต/นักเรียน แตกต่างกัน เช่น ใครมีวิธีคิดแบบข้อ 2 จะให้ 3 คะแนน, ส่วนคนที่มีวิธีคิดแบบข้อ 1 และ 3 (ในข้อ 5) จะให้เพียง 1 คะแนนเท่านั้น
นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ครับ หากใครจะนำไปใช้ ขอให้ดัดแปลงโจทย์ตามความเหมาะสมกับบริบทของท่านครับ
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านเรื่องราว
พร้อมกับเรียนรู้วิธีการดีๆ ค่ะ
ขอบคุณนะคะ
หลับฝันดีค่ะ^__^
ถูกต้องที่การเรียนการสอนของไทยไม่สอนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทุกอย่างจะต้องออกมาเป็นสูตรสำเร็จ
ตามที่คนมีอำนาจต้องการ เหมือนการสอบของเด็กที่ผ่านมา คนร้อยคนก็คิดร้อยแบบแต่คำตอบจะต้องให้ตรง
กับคนออกข้อสอบจะเป็นไปได้อย่างไร
การปลูกจิตสำนึกของผู้คนในสังคมก็เช่นกัน วิชาหน้าที่-ศีลธรรม หายไป ตั้งแต่วัยเด็กก็ต้องปลูกฝังความรักชาติ
ความเสียสละเพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นเห็นๆในขณะนี้ก็เพราะแต่ละคนไม่รู้หน้าที่ เห็นแก่ตัว
เอาผลประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง ไม่น้อมนำคำสอนของพระพุทธองค์มาปฏิบัติที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการก็ประท้วง ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนวุ่นวาย คนไทยใช้คำว่า บ้านเมือง คือเอาบ้านมาก่อนเมือง
คนจีนใช้คำว่า 国家 เอาเมืองมาก่อนบ้านมันจึงไม่เหมือนกัน ทำไมเขาจึงเจริญได้รวดเร็วเพราะคนของเขาเสียสละ
ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ ในวัยเด็กก็ปลูกฝังให้รักชาติทำเป็นรูปธรรม ซึ่งของเราไม่ได้ทำในส่วนนี้
ในฐานะที่เป็นคนไทย รักประเทศไทย อยากให้ผู้ที่มีหน้าที่หรือมีความสามารถช่วยกันสร้างสรรค์ ชี้แนะ ปลูกฝัง
คนรุ่นหลังให้รักชาติ รู้จักเสียสละ รู้จักให้มากกว่าคอยรับจากผู้อื่น สังคมนี้คงน่าอยู่มากกว่าเดิม
ไม่ใช่แต่เพียงการศึกษาเท่านั้นหรอกค่ะ แม้แต่การประเมินคุณภาพองค์กรต่างๆ ยังตีกรอบให้ทำให้ตอบเหมือนกัน ถ้าคิดหรือทำต่าง ก็ตัดสินว่าไม่ใช่ แค่วันเดียวที่ท่านมาประเมิน นั่นอาจเป็นผลมาจากณากฐานการศึกษาก็เป็นได้นะคะ
แต่..เอ จะ ซีเรียส ไปหรือเปล่าคะ
ที่จริงตั้งใจแวะมาทักทายส่งสุขวันส่งกรานต์ ด้วย http://gotoknow.org/blog/manorom/351155 ค่ะ
ขออภัยพิมพ์ หรือปล่าวผิดค่ะ