GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ประเพณีสิบสองเดือนของไทยใหญ่

ประเพณีไทยใหญ่
โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน เข้าร่วมโครงการวิจัย และพัฒนานวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ทางการศึกษาด้วยการจัดการความรู้ จึงขอนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับ วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยใหญ่มาเล่าสู่กันฟัง โดยนำเอาบทบรรยายของผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน ซึ่งเรียบเรียงขึ้นเพื่อบรรยายแก่นักเรียนที่มาเข้าค่ายวัฒนธรรม ณ โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองปอน ช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา ประเพณีในรอบปี (12 เดือน)ของชาวไทยใหญ่ ประเพณีในรอบปี (12 เดือน) ของชาวไต มีบ่อเกิดจากความเชื่อถือ ศรัทธา ในพุทธศาสนา กำหนดไว้ในแต่ละเดือน ดังนี้ เดือน 1 (เดือนยี่) ไตเรียกว่า “ เหลินเจ๋ง “ หรือ เหลินเก๋ง ตรงกับเดือนธันวาคมเป็นเดือนตามจันทรคติภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ ธะคยาหย่าสี่ “ ภาษาพม่าเรียกว่า “ นะตอละ “ ธาตุประจำเดือนคือเตโชธาตุ ดอกไม้ประจำราศีคือ ดอกปานเซ (ภาษาถิ่น) มีนิทานบ่อเกิดประเพณีกล่าวไว้ว่า สมัยเมื่ออะสิ่งกอนติ่งญะ (โกญฑัญญะ) เป็นชาวนาอยู่ในกรุงพาราณสี ได้ถวายข้าวใหม่ 9 ครั้ง คือ 1. ตอนที่ข้าวเริ่มท้อง 2. ตอนข้าวเป็นน้ำใส ๆ เหมือนน้ำนม 3. ตอนเก็บเกี่ยว 4. ตอนรวมมาไว้ในลาน 5. ตอนเริ่มตีข้าว 6. ตอนตีข้าวเสร็จแล้ว 7. ตอนขนข้าวจากนาไปยังยุ้งฉาง 8. ตอนนำข้าวใส่ยุ้งฉาง 9. ตอนนำข้าวออกจากฉางมาตำเป็นข้าวสาร ด้วยอานิสงส์การถวายข้าว 9 ครั้งนี้ เมื่อชาติที่เกิดมาเป็นฤาษี 5 ตน ได้ออกบวชตามพระพุทธเจ้าและเป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มแรกที่พระพุทธเจ้าเทศนาโปรด (ปฐมเทศนา) และได้บรรลุพระอรหันต์สาวกชุดแรกด้วย ในเดือน 1 นี้ จึงเป็นเดือนที่พุทธศาสนิกชนทำบุญถวายข้าวใหม่แด่พระภิกษุสงฆ์และผู้เฒ่าผู้แก่ ทั้งหลายเรียกว่า “ กาบซอมอู “ เป็นประเพณีทำบุญถวายข้าวใหม่สืบมาจนปัจจุบัน การทำบุญข้าวใหม่จะทำที่บ้านหรือทีวัดก็ได้ โดยเชิญแขกมาร่วมทำบุญ นอกจากนี้จะมีการทำบุญหลู่ข้าวปุก “ ข้าวตำคลุกกับงา “ คนไตจะใช้งาดำผสมเกลือรับประทานกับน้ำอ้อย ส่วนกะเหรี่ยงจะตำ ข้าวเหนียวคลุกกับงาขาว เดือน 2 (เดือนอ้าย) ไตเรียกว่า “ เหลินก๋ำ “ เดือนนี้ชาวไตก๋ำ คือ ถือปฏิบัติว่าจะไม่นำข้าวออกจากยุ้งฉาง ภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ มะกะระหย่าสี่ “ ตรงกับเดือนมกราคม ภาษาพม่าเรียกว่า “ ปยาโส่ “ ธาตุประจำเดือนคือ ปฐวีธาตุ ดอกประจำราศีคือ ดอกขวาโหย่ (ภาษาถิ่น) หรือดอกกวางของ (ภาษาถิ่น) เป็นเดือนที่พระสงฆ์อยู่ปริวาสกรรมและมานัติ ชาวบ้านเรียกว่า พระภิกษุสงฆ์เข้าปริวาส หรือเข้ากรรม มีพิธีตักบาตร “ ลองก๋ำ “ พระสงฆ์จะไปพักนอนเข้าปริวาสในกระต๊อบฟางข้าว หรือในกลดตามป่าหรือทุ่งนา ซึ่งคณะศรัทธาเป็นผู้จัดสถานที่ให้พักตลอดจนที่ทำบุญตักบาตร ห้องน้ำห้องส้วม พระทุกรูปจะเข้าร่วมพิธีสวดกรรมฐานในตอนกลางคืนทุกคืน มีศรัทธาญาติโยม ผู้เฒ่าผู้แก่จะเข้าร่วม และถือศีลแปด หลายแห่งเข้าปริวาสกรรมในป่าช้า และมีการทอดผ้าป่าหาจตุปัจจัยปรับปรุงป่าช้า ในการทำบุญ มีการถวายอาหาร เช้าอาหารเพล รับศีลอนุโมทนาทุกวัน ตามที่ได้ตกลงว่าจะทำ 7 วันหรือ 15 วัน มีนิทานที่เกิดประเพณีกล่าวไว้ว่าสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่มีพระภิกษุจำนวน 20 รูป ทำผิดวินัยอาบัติ สังฆาทิเสส พระพุทธองค์ทรงลงโทษ ให้ไปบำเพ็ญเพียร เจริญสมถกัมมัฏฐานทรมานอยู่ในที่โล่งแจ้ง ท่ามกลางน้ำค้างและสายหมอก ในขณะนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เห็นความทุกข์ยากของพระภิกษุทั้ง 20 รูป ก็ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระภิกษุที่ถูกทำโทษตากน้ำค้างอยู่กลางที่โล่งแจ้ง ไม่มีสิ่งกำบังใดๆ ได้รับทุกขเวทนา หากข้าพระพุทธเจ้า มีเจตนาศรัทธาจะทำที่อยู่ ที่พักถวายจะเหมาะสม ประการใดหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าสามารถถวายได้ พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงรับสั่งให้เสนาอมาตย์นำป๋องจ้าง (สัปคับหลังช้าง) ไปถวายรูปละ 1 ที่จนครบ และจัดอาหารบิณฑบาตรมาถวาย ตลอดเวลา ที่พระภิกษุสงฆ์อยู่ปริวาสและมานัติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงเดือน 2 (เหลินก๋ำ) พระสงฆ์ได้เข้าปริวาสกรรมและอยู่มานัติ ส่วนศรัทธาประชาชน ก็ถือโอกาสทำบุญทำทาน ถวายอาหารบิณฑบาตรและเสนาสนะ แด่พระสงฆ์ที่อยู่ปริวาสและมานัตินั้นสืบต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ เดือน 3 ไตเรียกว่า “ เหลินสาม “ ภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ กุมหย่าสี “ ภาษาพม่า เรียกว่า “ ต๊ะโป่ละ “ ธาตุประจำราศีคือคือวาโยธาตุ ธาตุลม ดอกประจำราศี คือ ดอกชูปานและดอกอิงแง (ภาษาถิ่น) เป็นฤดูถวายไม้โหล (ฟืน) ถวายข้าวหย่ากุ(ข้าวเหนียวแดง)นิยมทำข้าวเหนียวแดงถวายวัดและถวาย ก่องโหลในวันเพ็ญเดือน 3 แต่ก่อนทำข้าวหย่ากุ นึ่งข้าวสุกแล้วนำไปคลุกน้ำอ้อย ถ้าทำมากคลุกในกะทะใหญ่ช่วยกันกวนหลายคนจนได้ที่ นำถั่วลิสงที่กระเทาะเปลือก ออก ผสมคลุกเคล้าตอนใส่น้ำอ้อยหรือน้ำตาลแล้วขูดมะพร้าวโรยหน้าอีก บางตำราเคี่ยวน้ำกะทิพอมันแตก เอาข้าวสุกที่นึ่งครุกน้ำกะท ิคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้บนเตาถ่านไฟ พอสุขเหนียวจึงตักออกใส่ถาดเอาตอกทับผิวหน้า ให้เรียบเสมอกัน รอให้เย็นจึงตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนใส่ห่อไปทำทาน การทำบุญทำทานข้าวหย่ากุนี้มักจัดรวมกันเป็นหมู่บ้าน รวมกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน หรือบ้านกำนันแล้วจะมีการใส่เกวียน ใส่รถ หรือแบกหาม ถ้าขบวนใหญ่ ่ตีฆ้องกลองแห่ไปแจกภายในหมู่บ้านโดยทั่งถึงกัน การทำบุญถวายกองโหลพารา คือเอาไม้เนื้ออ่อน มีไม้งิ้ว “ นุ่น “ ไม้สาแล ไม้กฤษณา บางแห่งใช้ไม้ไผ่ ขูุดเปลือกออก แล้วนำมาก่อฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ทลายแหลมขึ้นไปเป็นรูปเจดีย์ มีฉัตรเป็นยอด ไตเรียกว่า “ ทีหิ่ง “ คือฉัตร 5 ชันประดับด้วยดอกจ้ากจ่า นำไม้ไผ่มาขัดราชวัตร ทั้งสี่มุมปักหน่อกล้วยหน่ออ้อย การเผากองโหล ใช้ไฟม้าล้อ “ บ้องไฟสั้น “ มีตาตรงกลางตอกดินปืนทั้งสองข้าง ใช้ดินเหนียวปิดเจาะรูชนวนทั้งสองข้าง ผูกเส้นลวดจากที่เผาไปหากองโหล ห่างประมาณ 10-15 เมตร เมื่อจุดม้าไฟแล้วม้าไฟจะวิ่งตามเส้นลวด ไปชนสายชนวนที่กองโหล ครั้งสุดท้ายจะไม่มีอะไรกั้นไว ้ม้าไฟจะวิ่งไป ถึงกองโหลสายชนวนด้านกองโหลจะติดไฟ แล้วไฟนั้นจะพุ่งเข้าหากองโหล ที่มีห่อดินปืนหรือราดด้วยน้ำมันไฟจุดลุกขึ้น ระหว่างแข่งม้าไฟจะมีการตีฆ้องกลอง อย่างสนุกสนาน ก่อนจุดม้าไฟจะมีพิธีถวายกองโหล โดยต่อด้านสายสินธุ์ จากกองโหล ไปบนวัดที่มีพระสงฆ์ให้ศีลให้พร และอนุโมทนา นิทานบ่อเกิดประเพณีกล่าวไว้ว่าสมัยหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองสาวัตถี มีมาณพเข็ญใจคนหนึ่ง พอถึงเดือนสามยาวหนาวเหน็บ ได้เก็บฟืนมากองไว้ที่ ต้นทางที่มีพระสงฆ์จะมาบิณฑบาตรในเมือง พอถึงเวลาเช้าตรู่จะตื่นแต่เช้ามืด เดินทางไปยัง กองฟืนและก่อกองไฟที่ต้นทางแห่งนั้น พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์เข้ามาผิงไฟให้เกิดความอบอุ่นแล้วจึงออกบิณฑบาตรทำอย่างนี้ทุกเช้าจนสิ้นฤดูหนาวด้วยอานิสงส์แห่งการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้มาณพนั้นตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ เป็นเทพบุตรผู้มีรัศมียิ่งใหญ่ ดุจดวงไฟที่ลุกโชติช่วงชัชวาล เป็นที่เคารพนับถือของเหล่าเทวดาทั้งหลาย สำหรับการถวายข้าวหย่ากุ มีตำนานมาว่า พระพุทธเจ้าทรงประชวร ด้วยโรคพระอุทรปวดๆ เสียดๆ พระอานนท์ได้ออกบิณฑบาตร และได้ไปพบ นางสุชาดาที่กำลังหุงข้าวหย่ากุใส่เนยน้ำนมจ่าติโผ่ (ผลพลู) เลงยาง (กานพลู) พอดซางดีปรี พิดป้อม (พริกไทย) พอเหลือบเห็นพระอานนท์ นางสุชาดาก็รีบตักข้าวหย่ากุใส่บาตรพระอานนท์ทันที พระอานนท์ ได้นำข้าวหย่ากุนั้น ไปถวายแด่พระพุทธเจ้า เมื่อฉันข้าวหย่ากุของนางสุชาดาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงหายจากอาการประชวรพระอุทรด้วยอานิสงส์การถวายข่าวหย่ากุนี้ นางสุชาดาได้ไปจุติบนสวรรค์ เสวยผลบุญอย่างเป็นสุข ดังนั้นการถวายข้าวหย่ากุ “ ข้าวหย่ากุ “ จึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมาปัจจุบัน เดือน 4 ไตเรียกว่า “ เหลินสี่ “ ภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ มะหยิ่งหย่าสี่ “ ภาษาพม่าเรียกว่า “ ตะป๋องละ “ ธาตุประจำเดือนคืออาโปธาตุ ธาตุน้ำ ดอกไม้ประจำราศี คือดอกเปา (ภาษาถิ่น) คือไม้รัง เดือนนี้จะมีประเพณีปอยส่างลองและปอยจางลอง อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตะวันวิหาร เมืองสาวัตถีนั้น ข่าวคราวของพระองค์ได้ทราบกถึงพระเจ้าสุทโธทนะพุทธ-บิดา จึงทรงสั่งอำมาตย์ 1,000 คน ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองกบิลพัสด์ ฝ่ายอำมาตย์ทั้งหลายเมื่อมาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วได้สดับพระธรรมเทศนาต่างได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ขอบรรพชาอุปสมบท ไม่กลับไปกรุงกบิลพัสด์ตามภาระหน้าที่ที่ได้รับมา พระเจ้าสุทโธทนะได้สั่งอำมาตย์ อีก 1,000 คน ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าอีก เหตุการณ์ก็เป็นเช่นเดิม ทุกคนบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วไม่กลับกรุงกบิลพัสด์ ทำเช่นนี้ถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจึงทรงรับสั่งให้กาฬุทายีอำมาตย์ ไปนิมนต์ พระพุทธเจ้า กาฬุทายีอำมาตย์จึงขอพระบรมราชานุญาตบรรพชาอุปสมบทก่อน จึงจะนิมนต์พระพุทธเจ้ากลับมากรุงกบิลพัสด์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงอนุญาต กาฬุทายีจึงพาคณะ 1,000 คน ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา และบรรลุมรรคผลอยู่จำพรรษากับ พระพุทธเจ้าจนครบถ้วนไตรมาศ 3 เดือน แล้วจึงอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสด์ พระพุทธเจ้าทรงใคร่ครวญ แล้วเห็นว่าเป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ในอดีตที่จะต้องไป โปรดประยูรญาติ จึงทรงรับนิมนต์ เมื่อทราบแน่ชัดแล้วกาฬุทายีภิกษุ จึงขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตเดินทางไปเตรียมการล่วงหน้า และเดินทางไปแจ้งข่าวแด่พระเจ้าสุทโธทนะและข้าราชบริพารว่า พระพุทธเจ้า จะเสด็จกรุงกบิลพัสด์ในเดือน 4 นี้ ให้ทุกคนเตรียมชุดรับเสด็จและเครื่องไทยธรรม อาหารบิณฑบาตรและอื่นๆ ไว้รับเสด็จพระพุทธเจ้า พระเจ้าสุทโธทนะรับสั่งให้ จัดทำถนนหนทางปราสาทและซุ้มรับเสด็จทั่วกรุงกบิลพัสด์ พอถึงวันขึ้น1 ค่ำเดือน 4 พระพุทธเจ้าทรงนำพระสงฆ์ออกจากเชตวันวิหารเดินทางไปวันละ 1 โยชน์ เมื่อนำพระสงฆ์ เดินทางถึงกรุงกบิลพัสด์แล้ว บรรดาประชาชนชาวเมือง ต่างชื่นชมยินดีพากันจัดไทยธรรมไว้ถวายเป็นจำนวนมาก ทั้งอาหารบิณฑบาตร ล้วนแต่เป็นสิ่งของพิเศษแปลก ๆ ที่ทุกคนคิดว่า ทำได้ดีที่สุด บางกลุ่มจัดทำต้นเวชยันต์หรือต้นหอโลม ต้นร่ม ต้นธง ต้นจีวร 1,000 ผืน พร้อมทั้งบรรเลง เครื่องดนตรี ดุริยางค์นานาประการรับเสด็จ พระพุทธเจ้า ทุกแห่งหน จัดเป็นงานพิธียิ่งใหญ ่ในการแสดงความยินดีที่ได้รับเสด็จพระพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลนั้นด้วยเหตุนี้ชาวไตจึงพากันจัดงานประเพณีเดือน 4 สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ตัวแทนพระพุทธเจ้า เช่น พระธาตุเจดีย์ก็ดี พระธาตุพุทธรูปก็ดี บรมฉายาลักษณ์เจดีย์ก็ดี ณ ที่ใด ศรัทธาพุทธบริษัท ก็จะพากันไปทำบุญเป็นงานรับเสด็จ พระพุทธเจ้าเช่นในสมัยพระพุทธกาล เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 4 ชาวไตจะไปหาผักส้มป่อย ถือว่าดีเป็นสิริมงคล และเก็บยอดขี้เหล็กมาเป็นอาหาร เชื่อว่าเป็นยา เดือน 5 ไตเรียกว่า "เหลินห้า" มีปอยเหลินห้า ปอยซางก่าน ปอยจ่าตี่ซาย ตรงกับเดือนเมษายน ภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ มิกซะหย่าสี่ “ ภาษาพม่าเรียกว่า” ตะกูละ “ ธาตุ ประจำเดือนคือ เตโชธาตุ ธาตุไฟ ดอกไม้ประจำราศีคือ ดอกก่ำก่อ (ดอกบุนนาก) เป็นเดือนที่เปลี่ยนศักราชใหม่ ในช่วงนี้จะมีงานปอยจ่าตี่ซาย “เจดีย์ทราย “ ที่วัด จะมีการขนทรายเข้าวัด มีการถวายขนมเทียน ขนมจอก มีการวอนน้ำเจ้าพารา (สรงน้ำพระ) ตลอดจนถึงพระสงฆ์ ขอขมาและดำหัว ผู้เฒ่าผู้แก่ ขอขมาพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการละเล่นต่าง ๆ เช่น เล่นหมากนิม (สะบ้า) หมากขว้าง หมากกอนหมากอิ้นของหนุ่ม ๆ สาว ๆ จะมีการเล่นน้ำสงกรานต์ เหลินห้าปอยซางก่าน ส่วนผู้สูงอายุ ในวันขึ้น 14 – 15 ค่ำ จะพากันไปฟังธรรมจำศีลนอนวัด ถือศีล 8 มีการทำบุญตักบาตรพระ เรื่องที่เป็็นประเพณีกล่าวไว้ว่า ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่ เชตุวันวิหารในกรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ชักชวนข้าราชบริพาร ตระเตรียมไทยธรรมนำไปถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาว่า ในช่วงเทศกาลเปลี่ยนศักราชนี้ ขอให้เชิญชวนกันไปคารวะพระรัตนตรัย และผู้ที่มีพระคุณและพากันไปสรงน้ำพระพุทธรูปรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อขอพรปีใหม่ให้มีโชคลาภอยู่เย็นเป็นสุข เจริญด้วยจตุรพิธพร 4 ประการ มีอายุวรรณะ สุขะพละ ปฏิภาณธนสารสมบัติตลอดไป พระพุทธองค์ ์ทรงนำพระสงฆ์ไปสรงน้ำในสระอนปทัตในกลุ่มดอกบัว 5 ประเภท ที่บานสะพรั่งเต็มสระ พอถึงเดือน 5 ชาวประชาจึงพากันทำโกมโบ๋ (โคมรูปดอกบัว)ไปบูชาตามวัดวาอารามต่างๆ ยึดถือเป็นประเพณีสืบกันมา ตราบจนเท่าทุกวันนี้ จากเอกสารโรเนียวเย็บเล่มภาษาไต ชื่อ “หย่าสี่สองเหลินคำ “ เขียนโดยเจเรแสงเฮิงบ้านแม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าเดือน 5 เป็นวาระการเปลี่ยนศักราช เนื่องจากธิดาท้าวมหาพรหม เปลี่ยนวาระอุ้มเศียรบิดา ไว้ในแต่ละปี ตามตำนานเล่าว่า หลังจากเกิดโลกาวินาศไฟประลัยกัลป์ล้างโลก น้ำท่วมโลก แล้วมีดอกบัว 5 ดอก ผุดขึ้นที่กลางสระใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของภัทรกัลป์นี้ ในกัลป์นี้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 5 พระองค์และในดอกบัว 5 ดอก มีจีวร 5 ชุดพระพรหมได้ลงมาอัญเชิญจีวรทั้ง 5 ชุดขึ้นไปไว้ในพรหมโลก เมื่อถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าแต่ละองค์มาตรัสรู้ ท้าวมหาพรหมและคณะจะนำผ้าจีวรลงมาถวายตามลำดับ และขณะนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปแล้ว 4 พระองค์ คือ พระศรีอาริยเมตไตย ซึ่งมาตรัสรู้ต่อจากยุคพระโคดมพุทธเจ้า บรรดาพระพรหมที่ลงมาในมนุษย์โลกมาได้สูดกลิ่นดินหอมแล้ว เกิดความพอใจพากันขุดมาชิมดู หลังจากชิมดินหอมแล้ว ทำให้วิชาญาณ(เหาะเหินเดินอากาศ)เสื่อมไม่สามารถเหาะกลับไปสู่พรหมโลกได้ จึงอาศัยอยู่ในมนุษย์โลกต่อมาจนถึงปัจจุบัน เหล่าพรหมและเทวดาได้ประชุมปรึกษาเรื่องวิธีการกำหนดราศีฤดูกาล และพิจารณาหาผู้ที่มีความสามารถกำหนดราศีฤดูกาลได้ ซึ่งท้าวมหาพรหมได้รับอาสาเป็นผู้จัดทำ พร้อมกับสัญญาว่าหาก ไม่สามารถทำให้สำเร็จก็จะให้ศีรษะเป็นประกัน ต่อมาเมื่อไม่สามารถกำหนดราศีฤดูกาลให้ดีทัดเทียมกันได้พระอินทร์จึงขอให้ศาสดาพยากรณ์ (งะพอหมอกยาม) กำหนดฤดูกาลเป็นฤดูร้อน ฝน หนาว ซึ่งเป็นฤดูกาลตราบจนถึงปัจจุบัน พระอินทร์จึงบอกธิดาทั้ง 7 ของท้าวมหาพรหมว่า ใครสามารถตัดศีรษะของท้าวมหาพรหมได้ จะอภิเษกยกขึ้นเป็นอัครมเหสี ธิดา 6 องค์ไม่สามารถทำได้ แต่ธิดาองค์สุดท้าย(วันเสาร์) ได้ใช้เส้นผมขึงกับโครงไม้ ทำเป็นเลื่อยใช้เลื่อยคอของท้าวมหาพรหมจนขาด พอขาดแล้วนำไปไว้ที่ไหนก็ไม่ได้ ไว้ในน้ำก็น้ำจะแห้ง ไว้บนบกก็เกิดไฟไหม้ จำเป็นที่ธิดาทั้ง 7 จะต้องผลัดเปลี่ยนกันกูนศีรษะของบิดาไว้คนละ 1 ปี หมุนเวียนกันไว้คนละ 1 ปี หมุนเวียนกันไปตลอดกาล พอถึงเดือน 5 ของแต่ละปีก็จะเปลี่ยนกันครั้งหนึ่ง ธิดาองค์ที่หมดภารกิจก็จะถือโอกาส ล้างมือ อาบน้ำ ซักผ้า สระผม ให้สดชื่น หลังจากที่รับภารกิจมานาน เป็นเวลาแรมปี ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นประเพณีว่า พอถึงเดือน 5 เปลี่ยนศักราชใหม่ จะพากันอาบน้ำชำระร่างกาย สระผม ปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือน ในโอกาสขึ้นปีใหม่ให้เป็นกรณีพิเศษ สำหรับตัวท้าวมหาพรหมนั้น พระอินทร์ได้ทูลถามมารดาของท้าวมหาพรหมว่า จะสามารถหาศีรษะของใครมาต่อแทนได้ มารดาตอบว่าศีรษะของใครอะไรก็ได้ที่นอนหันหัวไปทางทิศเหนือ พระพรหมาและเทวดาทั้งหลายจึงพากันลงมายังโลกมนุษย์ และได้พบช้างตัวหนึ่งกำลังนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ จึงตัดหัวช้างนั้น นำไปต่อกับตัวของท้าวมหาพรหม ทำให้ท้าวมหาพรหมฟื้นคืนชีพ และได้รับขนานนามว่า “ มหาปิงแน “ (พระพิฆเนศร) ส่วนตัวช้างก็ได้นำฟืนมาก่อกองไฟสุมฌาปนกิจจนเสร็จกิจ เหล่าพระพรหมและเทวดาทั้งหลายได้ประชุมปรึกษากันว่า บาปที่ตัดเศียรพระมหาพรหมนี้จะตกแก่ใคร พระอินทร์ตอบว่า ตกแก่ชาวเมืองทั้งหลาย เพราะชาวเมืองอยู่ใต้อิทธิพล ของดวงดาว ชะตาราศีฤดูกาลและถามต่อไปว่า หากต้องไถ่บาปจะต้องทำอย่างไรบ้าง พระอินทร์ตอบว่า ต้องพากันก่อเจดีย์ทรายถวายน้ำ ถวายดอกไม้ สรงน้ำพระพุทธรูป และพระสงฆ์ให้ทำขนมไปทำบุญ ผู้เฒ่าผู้แก่ และพระสงฆ์ผู้ทรงศีล อธิษฐานขอให้พ้นจากบาป และได้รับความสุข ความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงเกิดมีประเพณีรดน้ำดำหัว คารวะผูเฒ่าผู้แก่ ทำขนมประเพณีแจกจ่ายและถวายพระสงฆ์สืบกันมาจนทุกวันนี้ เสร็จจากงานสงกรานต์ จะมีการประกอบพิธีทำบุญหมู่บ้านเรียกว่า “ งานวานปะลีก “ โดยนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์สี่มุมเมือง ชาวบ้านจะนำน้ำขมิ้นส้มป่อยพร้อมทั้งไม้ดอกทำเป็นตาแหลวใบหนามเล็บแมว ใบผักกุ่ม ใบปานแข ใบถั่วแระ โดยนำใบหญ้าคามาทำเป็นเชือก สำหรับ นำไปแขวนไว้ที่ประตูบ้าน ในขณะที่ทำพิธีจะมีคนนำตาแหลวไปปักไว ้ที่หัวบ้าน ท้ายบ้าน ห้ามคนในออก ห้ามคนนอกเข้า เมื่อพิธีเสร็จจะยิงปืน เป็นสัญญาณให้รู้ทั่วกัน และจะมีเครื่องเซ่นใส่กระธงใหญ่ เรียกว่า “สะตวง“ นำส่งทั้งสี่ทิศ ประเพณีเดือน 5 นอกจากจะมีการวานปะลีกแล้ว จะมีการนำน้ำขมิ้นส้มป่อยไปรดน้ำศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและขอขมา มีการรวบเงินภายในหมู่บ้านเพื่อทำกิจกรรมขอขมาศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เรียกว่า “ เงินอ่านแต็ก “ จะทำปีละครั้ง เดือน 6 ไตเรียกว่า “ เหลินหก “ มีงานประเพณีปอยจ่าตี่หรือกองมูทราย ปอยบอกไฟ ปอยซอมต่อโหลง(มธุปายาส) ภาษาปุ่งนา(ปุโรหิต) เรียกว่า “ ปักซะหย่าสี่ “ ภาษาพม่าเรียกว่า “ กะส่งละ “ ธาตุประจำเดือน คือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน เป็นเดือนที่มีลักษณะแข็ง ดอกไม้ประจำราศี คือ ดอกจำปาโหลง หรือ ดอกจำแป่(ดอกลั่นทม) ดอกก้านง้อก(ดอกซ่อนกลิ่น) งานทำบุญใน วันเพ็ญเดือน 6 วันวิสาขบูชาจะมีการถวายเจดีย์ทราย ไตเรียกว่า “ปอยจ่าตี่ซาย” มีการแจกข้าวห่อแล้วมีการจุดบ้องไฟ ตอนเช้าจะมีการ ถวายข้าวมธุยาวาส คนไตเรียกว่า “ซอมต่อหลวง” คือ ถือถวายข้าว 49 ก้อน ถือว่า ได้บุญมาก ได้อานิสงค์ “อะกโยก้ำฮองแสนก่ำผ่า” (อานิสงค์ 1 แสนกัลป์)ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ธรรมะ หรือลีกโหลงเรื่อง นางโทมถามโผ ในวันเดือนเพ็ญนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ไปจำศีลแปด นอนวัดฟังธรรม เรียกว่า “ถ่อมลีก” ที่วัด เรื่องราวประเพณีระบุไว้ว่า ในเมืองสี่โห(เมืองสิงหลหรือเมืองลังกา) มีมานพผู้ยากเข็ญคนหนึ่งหาเลี้ยงชีพ โดยการหาฟืน หาใบตองขาย พอถึงวันเพ็ญเดือน 6 ก็ห่อข้าวเข้าป่า หาฟืนหาใบตองตามปกติ เมื่อเดินไปถึงฝั่งลำธารแห่งหนึ่ง จึงนั่งพักและฉุกคิดขึ้นมาว่า ชาตินี้ เกิดเป็นคนก็เป็นคนเสียเปล่า ๆ ไม่เคยทำบุญสุนทานสักอย่าง ที่จะเป็นปัจจัย ส่งผลให้เสวยสุขในชาติหน้า วันนี้ก็เป็นวันเดือนเพ็ญควรที่เราจะได้ทำบุญ สักอย่างหนึ่งจะดีกว่า คิดได้ดังนี้จึงวางสัมภาระลง ไปตักทรายที่ฝั่งลำธาร มากองก่อเป็นรูปเจดีย์ เสาะหาดอกไม้ในป่ามาประดับตกแต่งให้สวยงาม ตัดไม้ไผ่มาจักตอกสานเป็นราชวัตร ขัดเป็นสี่เหลี่ยมกั้นเป็นชั้น ๆ เหมือนเจดีย์ เสร็จแล้วแก้ห่อข้าวออกมาแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนที่ 1 นำถวายเป็นพุทธบูชา ส่วนที่ถวายเป็นสังฆบูชานี้ เมื่อเสร็จสิ้น การถวายแล้วก็นำไปวางไว้ให้กากิน เมื่อทำบุญถวายทานเสร็จแล้ว เกิดปิติซาบซึ้งในการกระทำของตนเอง จึงร้องรำทำเพลง ฟ้อนไปรอบ ๆ เจดีย์ทรายอยู่คนเดียวในป่า เมื่อหมดวันก็กลับบ้าน ตั้งแต่นั้นมา ชายทุคคตะคนนี้นึกถึงบุญที่ได้ทำในวันนั้นก็รู้สึกปิติเป็นสุขทุกครั้ง ต่อมาถึงคราวที่ต้องถึงแก่ชีวิตก็ป่วยเป็นโรครุนแรง เมื่อใกล้จะตาย ก็พอดีเป็นวันที่ขุนหอคำ(กษัตริย์) ครองเมืองสี่โห่และนางมิพญา (พระมเหสี) ทรงช้างเสด็จมาเลียบนครได้เสด็จผ่านถึงกระตอบที่อยู่ของทุคคตะคนนี้พอดี และชายทุคคตะก็มองเห็นพระมหากษัตริย์และพระมเหสีที่ทรงช้างเสด็จมาใกล้ที่อยู่ของแกเกิดอุปทานขึ้นในใจใคร่จะเกิดเป็นพระโอรสของพระราชา พร้อมกันนั้นก็สิ้นใจไปในทันที และได้ไปจุติปฏิสนธิในครรภ์พระมเหสี พอเติบใหญ่ก็ได้สืบราชสมบัติแทนพระบิดา อยู่มาวันหนึ่งได้นิมนต์พระอรหันต์ มาเทศนาในพระบรมราชวัง ในขณะที่ฟังพระธรรมเทศนาอยู่นั้น เกิดศรัทธา จะถวายผ้าสไบค่าควรแสนทองคำที่พระองค์ทรงห่มอยู่เป็นเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ แต่ก็ไม่ได้ตัดสินใจได้ทันที ครั้งที่หนึ่งก็แล้ว ครั้งที่สองก็แล้ว ครั้งที่สามก็แล้ว ยังไม่อาจตัดสินใจละทิ้งความเสียดายได้ เป็นเจตนาศรัทธา ที่ยืดๆ หดๆ อยู่ไม่อาจให้สำเร็จอย่างแท้จริงได้ พอดีมีกาสองตัวผัวเมียบินมาจับอยู่ บนกิ่งมะขามตรงหน้าต่าง กามองเห็นและทราบเจตนาของพระราชา กาตัวผู้จึงพูดกับกาตัวเมียว่า พระราชานี้ด้วยเหตุที่เป็นคนยากจนเข็ญใจ ได้เกิดเป็นพระราชาจึงไม่อาจตัดสินใจถวายสิ่งที่มีค่าสูง แม้มีเจตนาศรัทธา ก็ตามหากพระองค์ถวายในครางที่มีเจตนาครั้งแรกก้จะได้เสวยผล 8 ประการ พระราชาได้ยินคำสนทนาของกาสองผัวเมียและรู้ภาษากา จึงได้ชื่อว่า ”กากะหวุ่นถิยะ” (กากวจนวิญญูผู้รู้คำพูดกา) พระราชาก็ทรงพระสรวลออกมา พระอรหันต์จึงทูลถามเหตุที่พระราชาทรงพระสรงลนั้นพระราชาก็นมัสการเรื่องราว ตามที่ กาสองตัวผัวเมียพูด พระอรหันต์ผู้เป็นประธานจึงถวายพระพรว่า จริงแล้วมหาบพิตร กาทั้งสองนี้ชาติก่อนก็เป็นกาเช่นเดียวกัน เป็นบริวารของมหาบพิตรได้รับทางของมหาบพิตร(ตอนที่ถวายเจดีย์ทรายได้นำข้าวส่วนนี้เป็นสังฆบูชาไปวางไว้ให้กากิน) พระราชาจึงตัดสินใจถวายผ้าสไบค่าควรแสนทองคำ บูชาพระธรรมเทศนา เมื่อละจากพบนั้นก็จุติเสวยผลบุญในสรวงสวรรค์ไป ๆ มา ๆ ระหว่างสวรรค์และมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เกิดกลอุบายใด ๆ เลย ด้วยเหตุนี้พอถึงเดือน 6 ชาวไตในกลุ่มพุทธศาสนิกชน จึงพากันทำบุญก่อเจดีย์ทรายถวายห่อข้าวห่อแกงเป็นประเพณีมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ สำหรับเนื้อเรื่องจากเอกสาร “หย่าสี่สิบสิงเหลินคำ” โดยเจเรแสงเฮิง กล่าวไว้ว่า เดือน 6 เป็นเดือนที่เกษตรกรเริ่มปลูกพืชผักนานาชนิดและเป็นเดือนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในเดือนนี้ด้วยตำนานกล่าวว่า พอถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 พระพุทธเจ้าได้เกิดนิมิตต่าง ๆ นานาที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช้าตรู่วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พระองค์ทรงออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ หลังจากนั้นก็ได้เสด็จไปประทับนั่งพักที่ใต้ต้นไทรใกล้ชานเมือง ในโอกาสเดียวกันนางสุชาดา ธิดาของเศรษฐีมีความปรารถนาอยากมีบุตร ในวันขึ้น 14 ค่ำ ได้ตระเตรียมอาหารพิเศษเป็นเครื่องบูชาเทพารักษ์ นั้นคือข้าวหุงด้วยนมเนย อย่างดี ตามตำนานพรรณนาวิธีการไว้ว่าใช้นมที่บีบจากแม่วัว 1,000 ตัว ป้อนให้วัว 500 ตัวดื่ม และบีบจากวัว 500 ตัว ป้อนวัวตัวต่อ ๆ ไป บีบป้อนไปเรื่อย ๆ จนเหลือวัวตัวเดียว และบีบน้ำนมจากวัวตัวสุดท้าย เพื่อใช้เป็นนมหุงข้าวต้มเนยครั้งนี้ ในขณะที่หุงข้าวนมเนยนั้น ก็มีเทวดาเจ้าที่เจ้าทางมาช่วยกันปรุงแต่งรสชาติให้วิเศษยิ่งขึ้น สมเป็นภัตราหารมื้อแรกที่จะทำให้มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นในโลก พอหุงข้าวได้ที่แล้วจึงปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าไข่นกยูงจำนวน 50 ก้อน แล้วจึงสั่งสาวใช้ไปกวาดทำความสะอาดใต้ต้นไทรใหญ่ สาวใช้ได้เห็น พระพุทธเจ้าที่โคนต้นไทรในตอนเช้ามืด เข้าใจว่าเทพารักษ์ประจำต้นไทร แสดงอภินิหารให้ปรากฏ จึงได้รีบกลับมาแจ้งข่าวแก่นางสุชาดา ฝ่ายนางสุชาดารู้สึกปราบปลื้มดีใจเป็นอย่างยิ่งรีบหอบถาดทองคำใส่ข้าวนมเนยไปยังต้นไทรใหญ่ พอถึงรีบถวายแด่พระพุทธเจ้าพร้อมอธิษฐานบนบานขอให้ได้บุตรที่ดีงามและรู้สึกชื่นชมยินดีกลับบ้านด้วยหัวใจที่เปลี่ยมล้นด้วยความหวัง หลังจากที่นางสุชาดาได้กลับไปแล้ว พระพุทธเจ้าได้นั่งตรองว่า นางนี้ได้ถวายข้าวหุงด้วยนมเนย(มธุปายาส) โดยอุทิศต่อเทวดา ผู้รักษาต้นไทร จึงนำเอาข้าวก้อนหนึ่งวางไว้ที่ง่ามไม้ไทร ส่วนที่เหลือ 49 ก้อนในถาดทอง พระพุทธองค์ทรงนำไปยังฝั่งแม่น้ำ เหน่หลิ่นจะหย่า (เนรัญชรา) ล้างหน้าล้างตา แล้วนั่งลงฉันด้วยความเอร็ดอร่อยจนหมดทั้ง 49 ก้อน ฉันเสร็จแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างยิ่ง ได้ตั้งอธิษฐานไว้ว่า หากจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ขอให้ถาดทองคำนี้ ลอยมุดลงไปซ้อนกับถาดทองของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ที่ตรัสรู้ไปก่อนล่วงหน้า พร้อมกันนั้นก็ลอยถาดทองลงไปในน้ำ ถาดทองก็ลอยทวนน้ำขึ้นไปหมุนมุดลงไปซ้อนกับถาดทองของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนตามคำอธิษฐาน เสียงกระทบของถาดทองนั้นดังก้องสะท้อนเข้าหูพญานาคที่นอนขดตัวครอบโลกไว้ ทำให้ตกใจตื่นฟื้นตัวขึ้นพร้อมกับบ่นว่าเพิ่งนอนไปไม่ทันอิ่ม มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกแล้ว อาการตกใจตื่นฟื้นตัวของพญานาคนี้รุนแรง จนทำให้เกิดแผ่นดินไหวครงใหญ่เป็นสัญญาณให้ชาวโลกรู้ว่า มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกอีกองค์หนึ่งแล้ว เมื่อเสร็จภารกิจเช้าแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จพระราชดำเนินไปหาที่สงบ เพื่อบำเพ็ญ สมณธรรมระหว่างทางได้มีคนเลี้ยงม้า ถวายหญ้าแพรก (ตามพุทธประวัติเป็นหญ้าคา) 8 กำมือ พระองค์รับแล้วเสด็จ พระราชดำเนินต่อไปจนถึงต้นโพธิ์ใหญ่ ใช้กญ้าแพรกปูลาดใต้ต้นโพธิ์ ทำเป็นบัลลังก์นั่งบำเพ็ญสมณธรรมหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทำจิตใจให้มั่นไม่สั่นไหว พร้อมอธิษฐานว่า ะไม่ลุกไปไหนถ้าไม่บรรลุอตมธรรม ด้วยเหตุนี้ศาสนิกชนชาวไต จึงได้ถือเป็นประเพณีการทำบุญ ถวายซอมต่อโหลง 49 ก้อน (ข้าวมธุปายาส) ในวันเพ็ญเดือน 6 สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เดือน 7 ชาวไต เรียกว่า “เหลินเจ็ด” เป็นเดือนที่ชาวนาเตรียมทำนา ตอกฝาย ลางห้อง ภาษาปุ่งนา (ปุโรหิต) เรียกว่า “เหม่ถุงหย่าสี่” ตรงกับเดือนมิถุนายน ภาษาพม่าเรียกว่า “นหยุ่นละ” ธาตุประจำเดือน คือ วาโยธาตุ ธาตุลม เป็นเดือนที่มีลมแรง ดอกไม้ประจำราศี คือดอกเข้าแตกโหลง (ดอกมะลิใหญ่) เป็นเดือนที่พระสงฆ์จัดให้มีจ่าแมปอย (ปุจฉา – วิสัชนา) ศึกษาค้นคว้า ซักถามในเรื่องพระธรรมคำสอน และวิชาการต่าง ๆ ตามเอกสารเจเรแสงเฮิงกล่าวว่า เดือน 7 เป็นเดือนที่ พระพุทธเจ้าทรงไตร่ตรองในหลักโมกขธรรมที่จริงตรัสรู้ โดยเฉพาะหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นวัฏจักรของสังสารวัฏ จนถึงหลักความจริงแห่งความหลุดพ้น 4 ประการ (อริยสัจจ์ 4) ตลอดเดือน 7 นี้ เป็นเดือนแห่งการทบทวนหลักโมกขธรรมของพระพุทธเจ้า เดือนนี้ชาวนาเตรียมตัวทำนากัน มีการตอกฝาย “ทำเหมืองฝาย” ลางห้อ “ขุดรอกร่องน้ำ” เพื่อทดน้ำเข้ามา จึงว่างเว้นจากงานประเพณี เดือน 8 ชาวไตเรียกว่า “เหลินแปด” ภาษาปุ่งนา(ปุโรหิต) เรียกว่า “กะระกัดหย่าสี่” ตรงกับเดือนกรกฎาคม ภาษาพม่าเรียกว่า “หว่าเสื่อละ” ธาตุประจำเดือน คือ อาโปธาตุ ธาตุน้ำ เป็นเดือนที่มีน้ำมาก ดอกประจำราศี คือ ดอกสะระพีเล็ก (ดอกสารภี) เป็นฤดูที่มีการบรรพชาอุปสมบทกันมาก เป็นเดือนที่พระสงฆ์ ์อธิษฐานอยู่จำพรรษา เดือนนี้วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันอาส่าฬหบูชา ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมจักร ดังนั้น ตามประเพณีไต ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดถึงผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมจะพากันไปจำศีลที่วัดที่เรียกว่า กำศีลนอนจอง ซึ่งจะไปปฏิบัติในวันพระตลอดฤดูเข้าพรรษา 3 เดือน ในขณะเดียวกันชาวไตจะมีการทำบุญในวันโกนวันพระเรียกว่า “ปอยจ่ากะ” จะมีเจ้าภาพจัดงานตีฆ้องกลองก้นยาวนำดอกไม้ ยารักษาโรค ตลอดถึง น้ำส้มน้ำหวาน ไปถวายพระและผู้ที่จำศีลที่เรียกว่า “พ่อศีล แม่ศีล” พร้อมกับขอนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ สามเณรและเชิญผู้ที่จำศีล ไปรับประทาน อาหารเช้าในรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งบางทีวันรุ่งขึ้นจะมีการแจกข้าวห่อแก่ผู้จำศีล เรียกว่า “หลู่ปอยจากะ”ทำทานงานปอยจากะ เรื่องราวบ่อเกิดประเพณีกล่าวว่า ตอนที่พระพุทธเจ้า ได้ประทับนั่งบนบัลลังก์ที่ตรัสรู้นั้นเป็นวันเพ็ญเดือน 6 ระหว่างเดือน 6 แรม 7 ค่ำ จนถึงวันเดือน 7 นั้น เป็นระยะที่พระพุทธองค์ทรงเสวยวิมุตติสุข พอถึงวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 พระองค์เสด็จไปยังมิกกะดุหวุ่น (มฤคทายวัน) ใช้เวลาเดินทาง 10 วัน ถึงวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 ก็เทศนาธรรมจักกะหย่า (ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร) วัน 15 ค่ำ เทศนาโปรด ก่อนติงยะ(โกญทัญญะ) วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เทศนาโปรด วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัลสชิ ตามลำดับ ในป๊ะทะมะหว่า(ปฐมพรรษา) พระพุทธองค์อยู่จำพรรษาในมฤคทายวัน พอถึงพรรษาที่ 2 พระพุทธองค์ทรงบัญญัติการเข้าพรรษา ไว้ให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษา ไม่ไปค้างคืนที่อื่นตลอดจนครบถ้วน 3 เดือน ส่วนศรัทธาอุบาสก อุบาสิกาก็ได้ถือศีลภาวนาในพรรษาตามพระสงฆ์ไปด้วย ฉะนั้นเดือน 8 จึงเป็นเดือนที่พระสงฆ์อธิษฐานเข้าพรรษา เดือน 9 ชาวไตเรียกว่า “เหลินเก้า” ภาษาปุ่งนา(ปุโรหิต) เรียกว่า “สินมะหย่าสี่” ตรงกับเดือนสิหาคม ภาษาพม่าเรียกว่า “คยองสะ” ธาตุประจำเดือน คือ เดโชธาตุ เป็นเดือนที่มีอากาศร้อนเล็กน้อย ดอกประจำราศี คือ ดอกคะต่อโหลง (ภาษาถิ่น) เป็นเดือนที่ทำสลากภัต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 34711
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

อาจารย์ใช้เวลาเขียนนานไหมคะ  น่าสนใจมากที่อธิบายได้ยาวขนาดนี้  ดิฉันเป็นคนเขียนช้าค่ะ วันหลังต้องขอเคล็ดบ้าง

     หวังว่าการเดินทางกลับคงเรียบร้อยราบรื่นนะคะ

 

ทำไมคุณครูไม่บอกเป็นเดือนๆไปล่ะค่ะ หนูดูแล้วงงๆ อ่านจนตาลายไปเลย

อาจารย์คับจำผมดายบ่ อาจาร์ดวงจัย เปนไงบ้างคับสบายดีไหม ว่างถ้ากลับจะไปเล่นเน็ตบ้านอาจาร์ยนะคับ ( ฟรี )นะคับ อิอิอิ