nobita
นาย ชัยพร รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

“ธรรมจากผ้าขี้ริ้ว”


“คนถ้าไม่มีความดีแล้ว สู้ผ้าขี้ริ้วไม่ได้ จริงหรือไม่”

วันนี้มีโอกาสได้อ่านหนังสือของ สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุรเถร) เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานออกเมรุพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระญาณวโรดมฯ ซึ่งท่านอาจารย์พระครูปลัดเกษม ได้ไปร่วมงานและใจดีให้อาตมา (ขณะเป็นพระนี้) ได้นำมาอ่านก่อน อ่านจบไป 2 เรื่อง และคิดว่าเรื่อง ธรรมจากผ้าขี้ริ้ว นี้ให้คติสอนใจได้ดี จึงได้นำมาเสนอไว้ในที่แห่งนี้เพื่อเป็นการแบ่งปันและเผยแผ่ธรรมต่อไป...

     ธรรมคือความแท้จริงที่มีอยู่แล้วในโลก คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ว่าด้วยความแท้จริงเหล่านั้น ความแท้จริงหรือธรรมถ้าเราคิดสักหน่อยก็มีโอกาสหาได้ทุกสถานที่ ทุกบุคคล ทุกเหตุการณ์ ทุกเวลา ทุกวัตถุ

      พ่อบ้านคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขก พอเงยหน้าจากหนังสือมองไปที่โต๊ะก็เห็นสิ่งหนึ่งอยู่บนโต๊ะ พอทีแม่บ้านโผล่เข้ามา

      “นี่ ใครนำผ้าขี้ริ้วมาวางไว้บนโต๊ะนี่ เฮ้อ ช่างไม่รู้บ้างเลยว่าของต่ำของสูงยังไง”  เสียงแม่บ้านบ่น แล้วก็ใช้ไม้เขี่ยผ้าขี้ริ้วบนโต๊ะตกลงมาบนพื้น และเขี่ยต่อไปจนผ้าขี้ริ้วไปอยู่ที่บันได

      “อะไรกัน ผ้าก็ยังมีต่ำมีสูงอีกหรือ นึกว่ามีแต่คน” พ่อบ้านติง

      แม่บ้านหันมาพูดว่า “ก็มันสกปรกนี่ เปื้อนองร้อยแปด”

      “ใครทำให้มันสกปรก ทำให้มันเปื้อนล่ะ ไม่ใช่คนหรือ” เมื่อเห็นแม่บ้านนิ่ง พ่อบ้านเลยพูดต่อ

      “ผ้ามันอยู่เฉย ๆ คนก็ไปทำให้มันสกปรก แล้วก็รังเกียจมัน หาว่ามันสกปรก ว่ามันเป็นผ้าชั้นต่ำ ถ้ามันพูดได้มันคงพูดว่า ช่างร้ายเหลือเกิน คนอะไร ไม่เห็นใจผ้าขี้ริ้วบ้างเลย ผ้าขี้ริ้วก็มีหัวใจเหมือนกัน”

      แม่บ้านยิ้ม พลางพูดว่า “รับเลือกเป็นผู้แทนผ้าขี้ริ้วมาตั้งแต่เมื่อไร”

      “ตั้งแต่วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗”

      “นั่นมันเป็นวันแต่งงานของเราต่างหาก”

      “นั่นละ วันนั้นละ ที่ฉันได้รับเลือกเป็นผู้แทนผ้าขี้ริ้ว เพราะเป็นดุจผ้าขี้ริ้วของเธอ สุดแต่เธอจะใช้ฉันให้ทำอะไรมาตั้งแต่วันนั้น”

      “ฮึ ดูพูดเข้า แล้วคุณไม่ใช้ฉันบ้างรึ ก็ใช้เหมือนกัน แล้วจะมาพูดทำไม”

      “เอาล่ะ ตกลงว่าเราต่างเป็นผ้าขี้ริ้วของกันและกันก็แล้วกัน” พ่อบ้าน นิ่งเว้นระยะแล้วพูดต่อ

      “ผ้าขี้ริ้วนี่นะสอนเราได้นะเธอ”

      “สอนยังไง” แม่บ้านชักสนใจ

      “คืออย่างนี้ ผ้าขี้ริ้วเดิมมาจากผ้าใหม่ใช่ไหมล่ะ พอใช้ไป ๆ ก็ เก่า ๆ ขาด บางคราวยังไม่ทันขาด พอเก่า คนก็ปลดเกษียณ ลดลงมาเป็นผ้าเช็ดแก้วเช็ดถ้วยชาม แล้วลดลงมาเป็นผ้าขี้ริ้วสำหรับเช็ดบ้าน เช็ดบันได เช็ดเท้า”

      พ่อบ้านบรรยายความแล้วคอแห้ง จิบน้ำ

      “แล้วยังไง พรรณนาต่อไปซิ” แม่บ้านเตือน

      “คนเราก็เหมือนกัน สมัยหนึ่งเป็นคนมีหน้ามีตา มีเกียรติ ไปทางไหนก็มีคนติดสอยห้อยตาม มีคนคอยต้อนรับให้ความเคารพนับถือ อีกสมัยหนึ่งหมดอำนาจวาสนา ถ้าไม่มีความดีอยู่บ้างแล้ว สู้ผ้าขี้ริ้วก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครต้องการใช้ประโยชน์ กลายเป็นส่วนเกินของสังคม ส่วนผ้าขี้ริ้วนั้นเมื่อเป็นผ้าใหม่ก็มีคนต้องการ เมื่อเป็นผ้าขี้ริ้วก็มีคนต้องการเพราะมีประโยชน์ เธอคิดดูซิ ในวังก็มีผ้าขี้ริ้ว ในบ้านมหาเศรษฐีก็จำเป็นต้องมีผ้าขี้ริ้ว  แม้แต่บ้านคนขอทาน รวมความว่าไม่ว่าอยู่บ้าน อยู่เรือ อยู่แพ อยู่ตึก อยู่บ้านไม้ ต่างต้องมีผ้าขี้ริ้วทั้งนั้น มีเท่าไร ๆ ก็ไม่รู้จักพอ ทุกบ้าน ทุกวัง ทุกลำ ทุกกระท่อม ทุกกระต๊อบ ทุกวัด ทุกกุฏิ ต่างต้องการผ้าขี้ริ้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้น”

 

“คนถ้าไม่มีความดีแล้ว สู้ผ้าขี้ริ้วไม่ได้ จริงหรือไม่”

 

ที่มา : สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุรเถร). ทางชีวิต, หนังสือออกเมรุพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุรเถร), ๒๐  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส.

หมายเลขบันทึก: 346010เขียนเมื่อ 21 มีนาคม 2010 15:15 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 มิถุนายน 2012 13:20 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (4)
  • กราบนมัสการค่ะ
  • กราบขอบพระคุณ  ธรรมจากผ้าขี้ริ้ว
    อ่านแล้วเกิดปัญญาค่ะ
  • อนุโมทนาบุญกับการอุปสมบทค่ะ

สวัสดีครับ

ธรรมมีอยู่ในกายในใจของทุกคน

อยู่ที่ว่าจะทวนกระแสเห็นได้ไหม

เพราะมันจะเป็นธรรมแท้ๆครับ

แวะมาเยี่ยมครับ...

ได้ข้อคิดครับ ทุกสรรพสิ่งมีคุณค่าในตัวมันเอง

เจริญพรโยม    ขอให้ธรรมคุ้มครองจิตใจให้ผ่องใสนะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี