วิธีการรักษาโรคกระเพาะ



โรคกระเพาะ

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ากระเพาะอาหารของคนเรามีหน้าที่หลักในการเป็นที่เก็บอาหารและเตรียม
อาหารให้เหมาะสมกับการที่จะถูกย่อยต่อและดูดซึมได้จากลำไส้เล็ก โดยที่กระเพาะอาหารจะหลั่ง
น้ำย่อยและกรดเกลือออกมาคลุกเคล้ากับอาหารเพื่อเปลี่ยนสภาพของอาหารซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน
สภาพของของแข็งให้กลายเป็นของกึ่งเหลวพร้อมที่จะถูกย่อยต่อได้ในลำไส้เล็ก

กรดเกลือที่ถูกหลั่งออกมาในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดที่สูงมากสามารถกัดกร่อนทำลาย
เชื้อโรคที่ร้ายแรงได้หากเชื้อนั้นเข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรง ตัวอย่างเช่นเชื้อวัณโรคซึ่งถ้าเข้าสู่
ร่างกายโดยทางปากจะไม่สามารถก่อโรคได้ เนื่องจากถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร

ในเมื่อกรดในกระเพาะอาหารมีอานุภาพสูงถึงเพียงนี้ ผนังกระเพาะอาหารของคนซึ่งเป็นเนื้อเยื่อ
ธรรมดาๆ จะทนต่อฤทธิ์กรดเช่นนั้นได้อย่างไร คำตอบก็คือได้ เพราะว่าในภาวะปกติแล้วเซลของ
เยื่อบุกระเพาะอาหารชนิดหนึ่งจะทำหน้าที่สร้างและขับเมือกเหนียวๆออกมาปกคลุมเยื่อบุกระเพาะ
อาหารชั้นในสุดอยู่ตลอดเวลา เป็นการปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย
ด้วยกรดเกลือของตนเองดังนั้นถ้าชั้นของเมือกดังกล่าวถูกทำให้บางลง โดยฤทธิ์ของยาบางอย่าง
ที่เป็นที่ทราบกันโดยชัดเจนก็คือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ที่ใช้รักษาโรคข้อ-เข่าอักเสบ
ต่างๆ ยากลุ่มนี้ทุกตัวจะทำให้ชั้นของเมือกดังกล่าวบางลง ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย

นอกเหนือจากการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์แล้ว ปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันว่าแผลในทาง
เดินอาหารทั้งในส่วนที่เป็นที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นที่เรียกว่า Duodenum ส่วนใหญ่มี
สาเหตุเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Helicobacter pylori (HP)



เชื้อดังกล่าว เป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีความสามารถพิเศษในการมีชีวิตอยู่ได้ในสภาพที่มีความเป็นกรดสูงเช่นผนัง
กระเพาะอาหารได้ ถึงแม้ประมาณกันว่าประชากรในโลกนี้กึ่งหนึ่งจะมีเชื้อ HP ที่อยู่ในกระเพาะ
อาหาร แต่ก็มีเพียง 1 ใน 6 หรือ 10 คนเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็นโรคจากเชื้อนี้





กลไกในการก่อโรคของเชื้อ HP ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ก็เข้าใจว่าจากการที่สารหลายชนิดที่
เชื้อนี้สร้างขึ้นมามีฤทธิ์ก่อให้เกิดการอักเสบหรือการที่เอ็นไซม์บางชนิดที่เชื้อนี้ปลดปล่อยออกมา
มีฤทธิ์ทำลายต่อเนื้อเยื่อบุกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดแผลได้ในที่สุด ดังนั้นการรักษาแผลใน
ทางเดินอาหารซึ่งเดิมจะเป็นการให้ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรด หรือยาที่ที่มีฤทธิ์ปกป้องต่อเยื่อ
บุทางเดินอาหารในระยะหนึ่งประมาณ 6-8 สัปดาห์ เพื่อให้แผลหายเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการ
ให้ยาเพื่อขจัดเชื้อ HP อันเป็นสาเหตุของการเกิดแผลในทางเดินอาหาร เนื่องจากเชื้อชนิดนี้เป็น
เชื้อที่ดื้อยาอยู่แล้วหลายชนิด ในการให้ยาเพื่อขจัดเชื้อจึงจำเป็นจะต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
คนไข้คนหนึ่งอาจจะต้องรับประทานยา ไม่ต่ำกว่า 5-6 เม็ดในแต่ละมื้อติดต่อกันในเวลาไม่ต่ำกว่า
1 สัปดาห์ ดังนั้นหากผู้ใช้ยาเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น แล้วพยายามรับประทานยาอย่าง
เคร่งครัดก็จะช่วยให้การรักษาได้ผลดี ถึงแม้จะมีรูปแบบของการใช้ยาอยู่หลายรูปแบบ
แต่โดยหลักการแล้วก็คือการให้ยาต้านจุลชีพ เช่น amoxicillin หรือ metronidazole หรือ
clarithromycin ชนิดใดก็ได้ 2 ชนิดร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งกรดที่มีฤทธิ์แรงเช่น omeprazole
หรือ lansoprazole เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยที่มีแผลที่กระเพาะอาหารหรือ
ลำไส้แล้วตรวจพบว่ามีเชื้อนี้อยู่


ที่มา : http://www.cardio-bielefeld.de/images/amoxicillin.jpg

ในที่นี้จะต้องขอทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า ผู้ป่วยที่มีอาการแน่นอึดอัด ปวดแสบปวดร้อน หรือปวด
ท้องเวลาหิวไม่จำเป็นจะต้องเป็นแผลในระบบทางเดินอาหารเสมอไป จากการนำผู้ป่วยที่มีอาการ
ดังกล่าวมาตรวจวินิจฉัยโดยการส่องกล้องเข้าไปตรวจดูแผล พบว่ามีผู้ป่วยเพียง 30-40% เท่านั้น
ที่มีแผลปรากฏอยู่จริง และผู้ป่วยที่มีแผลที่กระเพาะอาหารหรือลำใส้เล็กส่วนต้นเดินอาหารนั้น
ไม่ใช่ทุกรายที่มีเชื้อนี้อยู่ เฉพาะแต่ในรายที่เป็นแผลร่วมกับการมีเชื้อชนิดนี้อยู่เท่านั้นที่ควรจะได้รับ
สูตรยาขจัดเชื้อ HP ดังกล่าวมาแล้ว ส่วนผู้ป่วยที่มีแผลในทางเดินอาหารแต่เพียงอย่างเดียวโดย
ไม่มีการติดเชื้อนี้ร่วมด้วย ยาที่เป็นมาตรฐานของการบำบัดรักษาก็ยังคงเป็นยากลุ่มเดิม นั่นคือการ
ได้รับยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรด หรือยาที่มีฤทธิ์ปกป้องต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารเป็นระยะเวลา
6-8 สัปดาห์
ีที่มา : http://www.pharm.chula.ac.th/Surachai/academic/CNS-Drgs/Peptic.htm

ยาและการรักษา
แผนปัจจุบัน : http://www.thailabonline.com/drug/drug18.htm

แผนโบราณ : ได้รับข้อมูลจากคนที่ใช้จริง ซึ่งเป็นเจ้าบองผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาโรคกระเพาะโดยเฉพาะ และยืนยันว่าเห็นผลจริงภายในกระปุกแรก
ตัวผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณเรียบร้อย ราคาไม่แพงเพียงแค่ 250 บาท ผลิตจากวัตถุดิบสดใหม่ด้วยกรรมวิธีเฉพาะเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพสูงสุด
ทะเบียนยาแผนโบราณเลขที่ G378/49

ใช้วิธีธรรมชาติ : ใช้สารอาหารช่วย สารอาหารที่ว่านี้คือโปรตีนอาจได้รับจากไข่ขาว เวย์โปรตีน นมถั่วเหลืองและนมวัว โดยสารอาหารตัวนี้จะไม่ได้ไปรักษาแผลในกระเพาะอาหารโดยตรงแต่โปรตีนจะไปช่วยซ่อมแซมบาดแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจจะเกิดมาจากเชื้อแบคทีเรีย ( Helicobacter pylori ) หรือเกิดจากกรดในกระเพาะ โดยมีหลักการว่าถ้าร่างการเราซ่อมแซมบาดแผลได้เร็วกว่าการทำลายจากเหตุใดก็ตามเราก็จะมีโอกาสหาย แต่ถ้าการซ่อมแซมช้ากว่าแผลก็จะไม่หายและมีโอกาสที่จะลุกลามมากกว่าเดิม เช่น เป็นโรคกระเพาะจนกระเพาะทะลุ ร่างกายของเราเป็นหมอที่เก่งที่สุดเพียงแค่เราให้วัตถุดิบที่สมบูรณ์เขาก็จะสามารถเอาไปสร้างและซ่อมแซมได้เร็ว ดังนั้นเราจะต้องทานโปรตีนและสารอาหารอื่น ๆ ให้ครบ และเป็นแหล่งสารอาหารที่มีคุณภาพหมายความว่า ทานเท่าไหร่ได้รับเท่านั้นและไม่มีของแถมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายสามารถเอาไปใช้ได้ทันที และนอกจากโปรตีนที่ดีแล้วยังต้องรับประทานสารอาหารอื่น ๆ อีกเช่น วิตามิน บีและซี และแร่ธาตุบางชนิด สารอาหารเหล่านี้จำเป็นสำหรับการสร้างโปรตีนเพื่อใช้ในการซ่อมแซมอวัยวะ วิตามินซีได้จากผลไม้เช่น ฝรั่ง ส้ม อาเซโรล่าเชอรี่ ส่วนวิตามินบีได้จากเมล็ดข้าวซ้อมมือ เครื่องใน ผักใบเขียว และ ปลา
    นอกจากนั้นอาจต้องใช้ยาเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ซึ่งจะให้ผลที่ดีกว่า ยาก็จะมี 3 แบบ คือ ยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพรเช่น ยาขมิ้นชันบรรจุแคปซูล และ สมุนไพรเช่นขมิ้นชัน ( Curcuma longa L. ( C. domestica Valeton ) ) และกระเทียม ( Allium sativum L. )
    ต้องขอย้ำว่าสารอาหารไม่ได้ช่วยรักษาโดยตรงแต่จะช่วยรักษาในทางอ้อม ซึ่งจะนอกจะช่วยรักษาและบันเทาอาการให้หายแล้วยังจะช่วยฟื้นฟูร่ายกายโดยรวมให้แข็งแรงจนรู้สึกได้ไปด้วยในตัว