ในเรื่องนี้ได้เห็นคุณค่าของการนำพระพุทธรูปปางนาคปรกมาใช้ศูนย์กลางของจิตวิญญาณในตัวละครแต่ละลักษณะในโบสถ์วัดป่าแห่งหนึ่ง...เมื่อค้นข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี จึงคัดลอกมาพิจารณาบางส่วนคือ
หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ พระองค์ท่านได้แปรที่ประทับเพื่อเสวยวิมุติสุขยังสถานที่ต่าง ๆ ในอาณาบริเวณที่ไม่ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์นักโดยประทับแต่ละที่สัปดาห์ละ 7 วัน และในสัปดาห์ที่สาม ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงประทับ ณ ใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่ที่นี่ ได้บังเกิดมีฝนและลมหนาวตกพรำตลอดเจ็ดวันไม่ขาดสาย ผู้รจนาปฐมสมโพธิได้แต่งเล่าเรื่องไว้ว่า พญานาคชื่อ "มุจลินท์" ได้ขึ้นจากสระน้ำที่อยู่ในบริเวณแห่งเดียวกันนี้ เข้าไปวงขนด 7 รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้า เพื่อป้องกันลมฝนมิให้พัดและสาดกระเซ็นมาต้องพระวรกาย ครั้นฝนหาย ฟ้าสาง พญานาคจึงคลายขนดออก แล้วจำแลงเป็นเพศมาณพยืนเฝ้าพระพุทธเจ้าทางเบื้องพระพักตร์ ลำดับนั้นพระพุทธองค์จึงทรงเปล่งอุทานว่า “ความสงัดคือความสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้วได้รู้เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร"
และได้เน้นแนวคิดปฏิบัติเพื่อความสุขตามที่ผมเข้าใจตามที่ได้ติดตามความคิดของตนเองผ่านการรับรู้เรื่องราวในหนังคือ
1. การปฏิบัติกิจกรรมการดำเนินชีวิตใดๆ อย่างมีสติ มีศีล มีสมาธิ และมีปัญญา
2. การไม่ทำลายสัตว์และผู้อื่น การฝึกฝนตนเองไม่ให้มีความอยากมี ไม่ให้มีความอยากได้ และไม่ประพฤติผิดในกาม-กิเลสตัณหา
3. การไม่ถือตัว การไม่เห็นแก่ตัว การประเมินตนเองอย่างเปิดใจ การช่วยเหลือผู้อื่นหรือสัตว์อื่น จะเป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง
ในหนังเรื่องนี้ ดูเรื่องย่อที่ http://www.majorcineplex.com/movie_detail.php?mid=342 และอ่านความคิดเห็นการดูหนังนาคปรกสะท้อนสัจธรรมได้ที่ http://board.narak.com/topic.php?No=127959
เมื่อนึกถึงเทคนิคการสะท้อนความรู้สึกและกิจกรรมบำบัดจิตสังคม...การนำบางประเด็นของหนังเรื่องนี้หรือบทบางตอนที่ย้ำ "จิตวิญญาณของมนุษย์ที่คิดดีและคิดต่าง" ก็สามารถจัดกิจกรรม "ละครบำบัด" ได้ หรือปรับได้อีกหลายรูปแบบ ลองอ่าน Drama Therapy ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Drama_therapy
ประเด็นสุดท้ายคือ "ดอกบัว 4 เหล่า" แล้วลองทบทวนความคิดของตัวเราเองว่า การกระทำหรือการวางแผนที่จะกระทำใดๆ น่าจะเปรียบเสมือนดอกบัวแบบใด? ผมจึงขอค้นข้อมูลมาบางส่วนจาก http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=47e6089fcd7ceb7e
๑.ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ...เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว
๒.ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ...เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า
๓.ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ...เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า
๔.ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม...แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธา ไร้ซึ่งความเพียร
และอ่านเพิ่มเติมถึงความรู้เรืองบัวสามเหล่าในพระไตรปิฐกที่วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อ้างอิงจาก http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/item.php?book=13&item=510&items=2&preline=1 ซึ่งผมขอคัดลอกข้อความตามวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีเพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น...
อย่างไรก็ตามสาระจากหนังและบันทึกนี้คงทำให้ผู้สนใจเกิดแนวทางประเมินตนเองขณะทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งถือเป็นการจัดการจิตวิญญาณของตนเองเพื่อทำความดีและแผ่เมตตาให้กับตนเองบ้างในแต่ละวัน [อ่านต่อยอดจากบันทึก "กิจกรรมบำบัดเพื่อจิตวิญญาณในชุมชน" ของผมที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/325846]
สวัสดีค่ะ
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้
แต่ได้สาระดีๆจากบันทึกนี้ค่ะ
นาคปรก คงหมายถึงสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ
คนดูจะได้ปัญญามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางจิตวิญญาณและความรู้
ทางศาสนา
สิ่งกระทบและปัจจัยปรุงแต่งจิต ทั้งนี้แลทั้งนั้นก็คงคิดอยู่กับอดีตสันดาน
การอบรมเลี้ยงดู และอื่น ๆ อีกมากมาย
ขอบคุณข้อคิดเห็นดีๆ จากคุณณัฐรดาและคุณธรรมทิพย์ครับ