สวนทางการเมืองละเลงเลือด ต่างชาติทุ่มเงินลงทุนหุ้นไทย ส่งผลวานนี้ ดัชนีตลาดพุ่งสูงสุดในรอบ 20 เดือน ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในรอบ 21 เดือนเช่นกัน ธปท.ระบุทุนนอกเชื่อมั่น และเห็นแนวโน้มเงินยังไหล เข้ามาลงทุนในไทยต่อ... ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 17.37 จุด มาปิดที่ระดับ 752.20 จุด ซึ่งเป็นดัชนีที่สูงสุดในรอบ 20 เดือนนั้น มีสาเหตุมาจากนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยในวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 1,240.31 ล้านบาท ทั้งนี้ หากนับจากวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติที่เริ่มเข้าซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่องทุกวันทำการ จนถึงวันที่ 16 มี.ค. ซื้อสุทธิทั้งสิ้น 28,986.54 ล้านบาท และล่าสุดมูลค่าหลักทรัพย์ ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ที่แสดงความ มั่งคั่งของนักลงทุนในตลาดหุ้นแตะ 6.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากก่อนการชุมนุมวันที่ 11 มี.ค. มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 5.83 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกัน การไหลเข้าของเงินทุนมาลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ ได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทวานนี้ (16 มี.ค.) ในภาคบ่ายแข็งค่าขึ้นไปสูงสุดในรอบ 21 เดือน โดยปิดตลาดที่ 32.42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับสถานการณ์ การเมืองที่ยังมีการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภาว่า ข้อเท็จจริงคือ ราคาหุ้นไทยถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติมองเห็นว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่น่าจบด้วยความรุนแรง และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับความเชื่อของนักลงทุน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดัชนีหุ้นปรับเพิ่มขึ้น

ส่วนค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปรับค่าแข็งขึ้นนั้น เนื่องจากระดับดุลการค้าของไทยที่เป็นบวกและคาดว่าจะบวกต่อเนื่องเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ดี และมีสัญญาณจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดความมั่นใจในทิศทางสกุลบาทของไทย

ขณะที่นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงนักลงทุนต่างชาติที่เดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่องว่า โบรกเกอร์ต่างชาติให้ความเห็นตรงกันว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติไม่ค่อยห่วงปัญหาการ เมืองมากนัก นับตั้งแต่เห็นตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของไทยหลายตัว ตั้งแต่ไตรมาส 4 ที่ผ่านมาส่งสัญญาณที่ดี ทั้งตัวเลขผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ (จีดีพี), ดัชนีการผลิต และการบริโภค รวมถึงดัชนีภาคการส่งออกที่ดีขึ้น อย่างชัดเจน

ที่สำคัญล่าสุด มอร์แกน สแตนเลย์ ผู้จัดการดัชนี MSCI ก็ได้มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ตุรกี และเช็ก ในดัชนีตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยปรับคำแนะนำเป็น Overweight ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย ขณะที่ผลการโรดโชว์ในงาน Daiwa Invest– ment Conference Tokyo 2010 พบว่า ผู้ลงทุนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อมั่นและสนใจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า มี 4 เหตุผลหลักที่ทำให้ฝรั่งเข้ามาไล่ซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง คือ 1. ฝรั่งมองว่าเรื่องปัญหาการเมืองเป็นเรื่องภายในประเทศ และคาดว่าการชุมนุมไม่น่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล 2. ตลาด หุ้นที่เคยร้อนแรงปีที่แล้วได้ปรับตัวลงมาในปีนี้ เช่น ตลาดหุ้นจีน ไต้หวัน และฮ่องกง ทำให้ฝรั่งโยกเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียที่เล็กลง เช่น ไทย อินโดนีเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้ฝรั่งถือหุ้นอยู่น้อยมาก 3. ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปี 52 ออกมาดีกว่าที่คาด และจ่ายเงินปันผลสูงทำให้มองแนวโน้มปี 53 ดีขึ้น 4. ค่าเงินในสกุลใหญ่ๆในโลกอ่อนค่าลง ทั้งดอลลาร์ ยูโร และปอนด์ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเงินเอเชีย

สอดคล้องกับนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธปท. ซึ่งกล่าวถึงภาวะตลาดเงินวานนี้ (16 มี.ค.) ว่า นักลงทุนในต่างประเทศยังคงมั่นใจสถานการณ์ในประเทศหลังจากการชุมนุมในวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดความรุนแรงอย่างที่คาดการณ์กันไว้ ทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทวานนี้ (16 มี.ค.) ยังคงเห็นการไหลเข้าของเงินทุนอยู่ ประกอบกับสัปดาห์ก่อนธนาคารพาณิชย์ ได้เตรียมทำป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลก–เปลี่ยนล่วงหน้าไว้ แต่เมื่อสถานการณ์การชุมนุมไม่ได้รุนแรง ธนาคารพาณิชย์เริ่มมีการยกเลิกธุรกรรมการป้องกันความเสี่ยงทำให้มีการขายเงินดอลลาร์ออกมา เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

"จากภาวะตลาดเห็นได้ว่า ตลาดเงินไม่ได้ มีความกังวลสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ยังปกติและยังมีเงินทุนไหลเข้ามาอยู่ สะท้อนว่านักลงทุนมองในภูมิภาคนี้ยังดียังน่าลงทุนอยู่"

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 17 มีนาคม 2553