โจทย์ใหม่ที่ท้าทาย เมื่อต้องมีนัดกับเด็ก

      เมื่อครั้งเรียนอยู่มัธยม  ฉันตั้งปนิธานแน่วแน่  ว่าชาตินี้ฉันจะไม่เป็นครู  ด้วยเหตุผลที่ฉันเป็นคนขี้อาย  ไม่กล้าแสดงออก  ไม่กล้าเป็นผู้นำใดๆทั้งสิ้น  แต่ถ้าจำเป็นต้องทำฉันก็ทำได้ 

         มีคำกล่าวว่า  "เกลียดสิ่งไหน  มักได้สิ่งนั้น"  มันคงจริง  เมื่อฉันต้องเข้าเป็นนักเรียนพยาบาล  วันแรกที่ฉันขึ้นฝึกงานบนหอผู้ป่วย  คือ ต้องสอนสุขศึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติ  ทำไมฟ้าต้องแกล้งฉันด้วย  ฉันอุตส่าห์หลีกหนีจากการสอน  แล้วทำไมฉันต้องมาพานพบประสบเจอ  เมื่อรวบรวมความกล้าต้องออกไปพูดต่อหน้าคนอื่นที่เคยรู้จักมาก่อน  จำนวนมาก  ทำไมเวลามันช่างเคลื่อนช้า  วันนั้นทั้งวันอากาศก็ไม่ได้ร้อนจัด  ทำไม่เหงื่อออกโทรมกายฉันได้มากมายแทบจะเปียกทั้งตัว  เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้า  สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกว่าร้อนวูบวาบทั้งใบหน้า  เหมือนใบหน้ากระตุกตามการเต้นของจังหวะหัวใจ

        นับแต่นั้นเป็นต้นมา  พวกเราเหล่านักเรียนพยาบาลก็ต้องมีกิจกรรมการสอนให้ความรู้สุขศึกษาแก่ผู้ป่วยและญาตเป็นประจำ  รวมทั้งผลิตสื่อในการสอนเอง  จนฉันไม่รู้ว่า  ความกลัว  ความตื่นเต้น  ความอายมันได้หายลาจากไปจากฉันตั้งแต่เมื่อไร  จนทำให้เรื่องการสอนของฉันมันง่ายและไม่มีความรู้สึกดังกล่าวอีกเลย  กลับแปรเปลี่ยนมีความสุขทุกครั้งที่ได้ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและญาติ 

        "เพื่อน วันที่ 22 นี้ว่างเปล่า"  วันนี้เพื่อนจอมยุ่งของฉัน  เลียบเคียงถาม

        "มีอะไรรึเปล่า"  ฉันถามกลับด้วยความสงสัย  ถ้าเพื่อนถามแบบนี้  ไม่นัดกันกินข้าวมื้อกลางวันอันแสนวิเศษ  ไม่ก็นัดประชุมอะไรสักอย่าง  เพราะเรามีกิจกรรมในทีมเดียวกันหลายทีม

        "จะนัดไปเจอเด็กหน่อย"  เพื่อนตอบ

        "เด็กอะไรเหรอ"  ฉันถามด้วยความอยากรู้

        "เด็กประถม  ชั้น ป.4  ได้รับการประสานงานจากครูที่โรงเรียนแก่งคอยให้สอนสุขษาเด็ก ป.4 เรื่องการป้องกันไข้หวัดสายพันธ์ใหม่"  เพื่อนของฉันได้อธบายต่อ

        "อ้าวเด็กประถม  ทำไมจัดที่โรงเรียนมัธยม"  ฉันถามด้วยความสงสัย

        "โรงเรียนประถม  แต่อาจารย์โรงเรียนแก่งคอยเค้ารับสอน  จำนวนมากอยู่"  เพื่อนตอบเป็นประโยคสุดท้ย

         หลังคุยรายละเอียด  และตอบตกลงกับเพื่อนฉันไปแล้ว  จึงคิดว่าจะสอนอย่างไรให้เด็กเล็กๆไม่น่าเบื่อ  และจำไปปฏิบัติได้  เด็กๆคงไม่มีสมาธิพอที่ดูการนำเสนอของพวกเราแบบหน้าชั้นเรียนแน่  เป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับฉัน  มาลองคิดดูว่าจะใช้วิธีแสดงเหมือนการ์ตูนให้เด็กดู  แล้วเน้นบางประเด็นที่เราต้องการสือ  หรือจะให้ดูเป็นหนังการ์ตูน  ซึ่งฉันก็เห็นว่า  สื่อเรื่องไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 ก็มีมากแล้ว  ในใจฉันยังคงคิดว่าจะสอนโดยใช้สื่อแบบใด

     - ใช้การแสดงเหมือนแสดงละครเวที  ให้เด็กจำง่ายๆน่าจะดีกว่า และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  เชื่อว่าเด็กๆวัยนี้คงชอบดูการ์ตูนกัน  แต่เด็ก ป.4 บางคนฉันก็เห็นว่าโตมากแล้ว  ทำให้ฉันต้องกลับไปถามเด็กแถวบ้านว่าเด็กวัยนี้เค้าสนใจอะไรกัน  ถ้าเป็นเพลง  จะเป็นเพลงแนวไหน  ถ้าเป็นดาราใครคือขวัญใจวัยเค้า  ถ้าดูหนังเค้าชอบแบบไหน  การ์ตูนอะไรที่พวกเค้าชอบดูแนวไหน

      - จะนำการ์ตูนหรือหนังที่เค้าชอบดู แล้วนำมาตัดต่อเอง  แล้วใส่เสียงพากย์ของเราเอง แต่กรณีนี้สงสัยอาจจะไม่ทัน  เพราะช่วงตัดต่อใส่เสียงต้องใช้เวลาและสมาธิอย่างมาก

    ที่คิดวางแผนทั้งหมดหวังเพียงว่าจะให้เด็กๆมีความสุขสนุกสนานกับการฟังวิชาการที่ไม่เหมือนวิชาการ  และจำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  รวมถึงไปบอกคนในครอบครัวได้

      จะเห็นว่านักบริการด้านสุขภาพอย่างพวกเราอาจจะคล้ายกับอาชีพครู  แต่ความรู้ทีให้จะเป็นความรู้ด้านสุขภาพ  บางครั้งรวมถึงทักษะการใช้ชีวิต  ฯลฯ  ฉันคิดว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวเราคือครู  รวมถึงตัวเราเองอาจจะเป็นครู

       กัลยาณมิตรท่านใด  มีความคิดเห็นที่จะเสนอแนะ  ยินดีน้อมรับฟังด้วยความยินดียิ่งค่ะ...ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ