ท่าน รศ.ดร.สุพักตร์ พิบูลย์ จาก มสธ จบการศึกษา ป.เอก การวัดและประเมินผล จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลัย
เช้าวันนี้ขอชื่นชมวิทยากรที่ประทับใจ จากการไปร่วมฟังการบรรยายเมื่อสัปดาห์ก่อน

ท่านคือ รศ.ดร.สุพักตร์ พิบูลย์ จาก มสธ จบการศึกษา ป.เอก การวัดและประเมินผล จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลัย
ท่านมาบรรยายในหัวข้อการวิจัยกับการพัฒนาการเรียนการสอน : วิธีการคิดและขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน
แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากท่านวิทยากร มีมากมายเช่นกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น การบรรยายที่แตกต่างจากที่นั่งฟังทั้งสามวัน คือ ท่านใช้ประสบการณ์จริง ไม่ได้พูดตามสไลด์ ทำให้ไม่น่าเบื่อ เป็นการเล่าสู่กันฟัง แต่สามารถเชื่อมโยงมายังเรื่องงานวิจัยได้
ท่านเริ่มจากการรู้จักผู้เข้าร่วมสัมมนาก่อน ว่าทำงานในสถาบันระดับไหน ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่มาจาก “การศึกษาพื้นฐาน ปฐมวัย และ อุดมศึกษา” เพื่อท่านจะได้ยกตัวอย่างได้ หลายระดับ
ทุกครั้งก่อนที่มีการบรรยายท่าน ดร.สุพักตร์ จะมีรายละเอียดไว้ในเว็บไซต์ของท่านชื่อว่า “ฐานเรียนรู้งานการศึกษา ดร.สุพักตร์” พิมพ์ ใน google ก็จะเจอแน่นอนค่ะ ท่าน อ.ดร.สุพักตร์ มีสมุดบันทึกเรื่องต่างๆ ไว้ในนั้นไว้เยอะและน่าเรียนรู้มากค่ะ
หนึ่งในนั้นมี blog ที่แนะนำคือ “ชื่นชมคนดี องค์กรดี สังคมดี” ซึ่งล่าสุดคนดีที่ท่านเจอคือ คุณหญิงสุชาดา ธีราวัตร อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวง/อดีตผู้อำนวยการกระทรวงศึกษา สิ่งที่ประทับใจมาก คือท่านอายุมาก ถึง 86 ปี แต่ท่านห่วงใยลูกหลานไทยมาก คุณหญิงท่านพูดหลายอย่างที่น่าประทับใจคือ
“อยากขอร้อง รร ดังๆ ในเขตเรา อย่าทิ้งเด็กที่คนอื่นไม่เอา ที่อยู่ใกล้ รร เด็กบางคน ดวงไม่ดี จับฉลากก็ไม่ได้ หัวก็ไม่ดีสอบก็ไม่ได้แล้วฐานะยากจน อยู่ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร ของ รร ดังๆ เช่น บดินทร์ เตรียมพัฒน์ หอวัง อย่าทิ้งเด็กเหล่านี้โปรดดูแลเขาด้วย โปรดดูแลเด็กที่คนอื่นไม่ค่อยเอา ถ้าครูแน่จริง ครูต้องสอนได้ แม้เด็กอ่อนๆ เข้ามา ทำไมเราต้องผลักเด็กเรียนอ่อนไป รร อื่นแล้วเมื่อไหร่เด็กไทยจะพัฒนา ซึ่ง รร อื่นก็ไม่พร้อมเท่ากับเราในเมื่อเรามั่นใจว่าบดินทร์พร้อมกว่า เตรียมพัฒน์พร้อมกว่า หอวังพร้อมกว่า ก็เด็กอ่อนๆ เหล่านี้ รร ก็รับเข้ามาเถอะ แล้วปรับกระบวนการสอนให้คม คิดรูปแบบวิธีสอนใหม่ๆ มาลองกับเด็กเหล่านี้ การสอนเด็กใหม่ๆ ที่คัดเข้ามาเจ็ดร้อยกว่าคนสอนไม่ค่อยยากหรอก สอนยังไงเด็กก็รู้เรื่อง ขนาดสอนไม่รู้เรื่องเด็กก็ยังไปกวดวิชาจนรู้เรื่อง ดังนั้น อย่าทิ้งเด็กที่ไม่มีใครเอา อันนี้คือหน้าที่ของ รร”
ฟังแล้วประทับใจจริงๆ ค่ะ ดร.สุพัตร์ท่านเสริมอีกว่า เด็กอยู่ใกล้ที่ใดก็โปรดเรียนที่นั่น
และเจตนาหนึ่งที่ดร.สุพักตร์ต้องการกล่าวถึงคือ “ต้องการกระตุ้นแนวคิด คุณหญิงให้เป็นจริง”
อีกหัวข้อใน blog คือ “เกร็ดบริหาร” ประชุมยังไงให้มีคุณภาพ ทำยังไงให้วาระแจ้งให้ทราบเหลือ 12 นาที ท่านนำเอางานวิจัยประมาณ 3 เรื่องไปแจ้งเพื่อทราบทุกครั้ง ทำไมต้องเอาความรู้มาแจ้งในการประชุมทุกเดือน มาแจ้งกับกรรมการ ท่านว่า คนเราถ้าไม่บริโภคความรู้ใหม่ องค์กรจะขับเคลื่อนไปทางไหน หากสิ่งที่เราใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรคือความรู้ กับประสบการณ์เดิม องค์กรก็เหมือนเดิมไม่เคลื่อนไปไหน ดังนั้น ต้องแนะนำประสบการณ์ที่เราทำมา นำ best practice มีทางเดียวคือต้องอ่านเยอะๆ "เมื่อไหร่ที่ท่านต้องการคิดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ท่านต้องบริโภคข้อมูลเยอะ" ต้องอ่านงานวิจัยอย่างน้อย 3 รายการ การอ่านเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้คนแตกฉาน
อีกด้านที่ประทับใจท่าน ดร.สุพักตร์คือ เรื่องการสอนลูก “แม่ ป.4 สร้างลูก ดร.ได้อย่างไร” หนึ่งคือ ทำไมผมทำงานหนัก แม่ปลูกฝังผม แม่สร้างผมยังไง สองคือทำยังไงให้เราวางแผน
ผมเรียน ป 2 ต้องจดบอกว่าทำอะไรบ้าง 5 ข้อ ถ้าแม่กาถูกแปลว่าแม่รับรองแล้ว พรุ่งนี้จะทำอีกห้า แต่พอวันศุกร์ถ้าผมวิ่งไปบอกแม่ว่าพรุ่งนี้จะทำ 5 อย่าง แม่บอกว่าต้อง 8 วันหยุดต้องทำเพิ่ม ต้องช่วยงานบ้านเพิ่ม เราก็ต้องไปเพิ่มเป็น 8 แล้วพอวันเสาร์ตื่นแต่ตีห้า พอเจ็ดโมงเช้าทำเสร็จวิ่งไปบอกแม่ว่าแม่ทำเสร็จหมดแล้ว ทั่งรดน้ำต้นไม้ ช่วยล้างจาน ครบแล้ว แม่ถามทันทีว่ากำลังจะไปไหนเหรอ แสดงว่าทายใจถูก ทำไมต้องตื่นแต่เช้ามาทำ แสดงว่าทายใจถูกเราจะไปบ้านป้า แม่ว่า OK ลูกไปได้ อย่ากลับบ้านค่ำมากนัก เมื่อทำงานได้ตามเป้าก็ไปเที่ยวได้ แต่พอโตขึ้น พอเรียน ป 5 แม่บอกว่า อย่าจดเป็นวันสิลูก จดเป็นอาทิตย์ลูกโตแล้ว ควรจะวางแผนให้ยาวขึ้น แสดงว่าถ้าเรียน ป.ตรี จะวางแผนอะไรล่ะ????? ท่าน ดร.สุพักตร์ ท่านสอนลูกสาวให้เสนอแผนงบประมาณรายปีค่ะ ท่านเล่าให้ฟังว่า ให้ลูกทำดังนี้
1. ปีหน้าลูกขึ้น ป.6 แล้ว ดังนั้นวันที่16 พฤษภาคม เปิดเทอม ลูกต้องเสนอแผนงบประมาณให้พ่อ ก่อนวันที่ 30 เมษายน ถ้าลูกเสนอแผนงบประมาณช้า งบประมาณ ไตรมาสแรกก็จะไม่ออก เขาก็ไปนั่งคำนวณค่าอาหาร ค่าเที่ยว ค่าหนังสือ ค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เมื่อเสนอเสร็จ จะโอนเข้าบัญชีรายไตรมาส ก่อนสิ้นไตรมาส ต้องส่งรายงานงวดด้วยค่ะ พฤติกรรมพ่อดูเอง ใช้การสังเกตด้วยตา ไม่ต้องทำแบบสอบถาม
ตัวชี้วัดที่หนึ่ง รายงานงวด
ตัวชี้วัดที่สองพฤติกรรมพ่อสังเกตเองดูเอง
ตัวชี้วัดที่สาม ผลสัมฤทธิ์ ทุกครั้งที่สอบประจำหน่วยมาวางไว้ที่โต๊ะพ่อด้วย พ่อจะได้เห็นความก้าวหน้าของลูกตลอดเวลา
จะเห็นได้ว่า "อำนาจอยู่กับลูก แต่ตัวชี้วัดอยู่กับพ่อ" นั่นก็คือสามตัวชี้วัด
ปัจจุบันลูกสาวคนนี้เรียนธรรมศาสตร์ปีสอง เขาเริ่มวางแผนเป็นปีแล้ว และกำลังเริ่มวางแผนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ต่างประเทศค่ะ......
สวัสดีค่ะน้องอิง
สวัสดีค่ะพี่ครูคิม
การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเห็นผลจริงๆ
ไม่น่าเบื่อ แถมยังเห็นภาพชัดเจนด้วย ทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์ร่วม คล้อยตามอีกต่างหาก
แนวคิดดีๆแฝงอยู่ในนั้นทั้งนั้น.... ชอบเหมือนกันคะ
แวะมาเยี่ยมคะ เด็กอ่อนมีปัญหาหาที่เรียนไม่ได้ โรงเรียนดัง ๆไม่เอา ผู้ปกครองไม่มีเงินจ่าย
สงสัยน้องหมี่เดือดร้อน
ต้องทำแผนรายจ่ายไตรมาส 3 นี้ส่งแม่อิง
ไม่งั้นอดค่าขนม อิอิ
ขอบคุณค่ะคุณ
εöз. . . NinG-WerN . . .εöз
ไม่มีง่วง และไม่มีใครลุกไปนอกห้องเลยอะ ค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ไก่
ขอบคุณค่ะ มาเยี่ยมน้องๆ เสมอเลย
การศึกษาไทยคงจะยังเป็นปัญหาไปอีกนาน พอควรอะ นะคะ
คงต้องวอนผู้มีอำนาจ ทั้งหลายให้ช่วยกันหลายๆ ฝ่ายทำให้เด็กไทยมีการศึกษา จะได้ไม่ต้องพึ่งพายาเสพติด และคิดฆ่ากันเอง....ไปนั่นเรยยยย 555
สวัสดีค่ะพี่เขี้ยว
หลานมี่บ่นคิดถึง (หอยแมลงภู่อบซีส) เอ้ยๆๆๆ ไม่ใช่ค่ะ คิดถึงป้าเขี้ยวนิ
ตอนนี้ปิดเทอมค่ะพี่เขี้ยว ต้องทำตามแบบ ดร.สุพักตร์ บ้าง ท่าจะดีนะคะ
ขอบคุณค่ะคุณ
วันเพ็ญ
มีความสุขกับการทำงานเช่นกันนะคะ