ยืดหยุ่น ยั่งยืน กระบวนทัศน์เปิดโลก

ตอนนี้ใครๆใน gotoknow (ที่ผมรู้จัก) หลายๆคนก็เขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับงานประชุมสัมมนา HA Forum ครั้งที่ 11 ที่จัดไป ณ ศูนย์ประชุม IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคมที่ผ่านไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งวิทยากร และผู้เข้าร่วมหลายๆคนเป็นสมาชิกขาประจำของ gotoknow ก็เลยมีทั้งหน้าที่และหน้าม้า (อิ อิ) ที่ดึงคนเหล่านี้ (พวกช่างเขียนทั้งหลาย) มาเจอะเจอกัน นัยว่าในหน้าที่บ้าง ฉวยโอกาสบ้าง ผมเองเลยขอ "ด้วยคน" เพราะงานนี้ ไปทีไร ก็มีอะไรเปิดโลกทรรศน์กลับมาเป็นคนใหม่ ยกเครื่องใหม่ ปีนี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น และเป็นการจัด theme ที่กล้าหาญชาญชัยฉีกแนวเดิมอย่่างมาก ไม่เพียงเพราะจำนวนหััวข้อที่ขยายออกเป็น 16 ห้องคู่ขนาน แต่ยังมีเรื่องราวของ SHA เรื่องราวของธรรมะ เรื่องราวของจิตใหญ่ นำมาฉาย นำมาแลกเปลี่ยนใน main hall หลายต่อหลายเรื่อง แต่เดิมเรื่องเหล่านี้จะแอบๆอยู่ (ในห้องเล็กๆ เพราะเกรงว่าจะดูโหรงเหรง) แต่งานนี้เรียกว่่า "ธรรมะผงาด ยุรยาตรเป็นทัพนำ" เลยทีเดียว และยังมีหลายๆ sessions ที่ท่านอาจารย์อนุวัฒน์ และแม่ต้อย เชิญเสียงสะท้่อนจากบุคคลนอกวงการสาธารณสุข มาให้มุมมองให้ครบ 360 องศา เราจะได้ไม่งมงายมะงุมมะงาหราอยู่แต่เฉพาะมุมเดิมๆของพวกเดียวกัน ทำให้รสชาติของงานนี้จัดจ้าน แซ่บ กลมกล่อม อย่างย่ิง

เนื่องจากมีคนฉายเป็น shot เป็น session ไปเยอะแล้วจาก bloggers ของเรา ผมจะขอสะท้อนแบบบูรณาการ (คือคิดอะไรก็เขียน) ว่าเกิดอะไรขึ้นในใจ และเห็นอะไรบ้าง

ในวันสุดท้าย (วันศุกร์) ก่อนจะเลิกงานที่ต้องหดลงมาหลายชั่วโมง ผมได้เจอพี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ หนึ่งใน mentors ของผม คุยกัน เรามีความรู้สึกตรงกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ งานนี้ผู้เข้าร่วมมี "พลังงาน" เปลี่ยนไปจากเดิมๆ ไมไ่ด้หมายถึงปริมาณ (ซึ่งเยอะทุกปีอยู่แล้ว) แต่เป็นรูปแบบ และลักษณะของพลังงาน คิดไปคิดมา เราก็เลยตั้งข้อสมมติฐานว่า เหมือนคล้ายกับว่า คนเข้าร่วมปีนี้ ถูก premedication (ภาษาเทคนิกแพทย์ ใช้ในวงการผ่าตัด ดมยาสลบ แปลว่าให้ยากล่อมไว้ก่อนเพื่อให้ดมยาได้นุ่มนวล ราบรื่น) มาหลายเวทีจากการเดินสาย SHA conferences 4 ภาคเมื่อปลายปีทีี่แล้ว ตั้งแต่วันแรกๆ ผมรู้สึกมีบรรยากาศ "แลกเปลี่ยน" มากกว่าบรรยากาศ "บรรยาย" ไม่เพียงแค่การโต้ตอบซักถาม แต่รวมไปถึงบรรยากาศการสนทนาพูดคุยกันระหว่างมิตรสหายที่อาจจะไม่ได้เจอะเจอกันมานาน (แต่บางคนก็เจอบ่อย แต่กระดี๊กระด๊าเหมือนไม่ได้เจอกันนานก็มี)

ยิ่งลานหน้าห้อง Grand Hall มีนิทรรศการ Healing Environment ก็ยิ่งเป็นการเสริม theme ของงานปีนี้ให้อ่อนโยน นุ่มนวลมากขึ้นอีก (ขออภัยที่ไม่ได้นำกล้องไปถ่ายมาให้ดู แต่หาไม่ยากครับรูปงานนี้)

ส่วนของงานที่ผมขอพูดถึงก่อนก็คือเรื่องของ SHA ที่ แม่ต้อยและอ.อนุวัฒน์นำมาทดลองตั้งแต่ประมาณกลางๆปีที่แล้ว เริ่มกับ 60 รพ.เป็น pilot ณ ขณะนี้ตัว S ที่อยู่ใน SHA นั้นมีหลายตัวที่เป็นคำอธิบาย ได้แก่ safety, standard, sustainability, sufficient economy และ spirituality ที่ อาจารย์เอก  (จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร) พูดถึงใน session ถอดความรู้จากการไปเยี่ยม รพ.ในโครงการ เพื่อจะช่วยให้ท่านผู้อำนวยการ รพ.ต่างๆที่จะเข้าโครงการสบายใจและสะดวกใจมากขึ้น

ใจผมคิดว่า Ss 5 ตัวนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เพราะตอนนี้เรากำลังจะเดิน "ทะลุ" กรอบความคิดเดิม ได้แก่การมอง "คุณภาพ" ไปหามนุษย์มากขึ้น คำว่า "คุณภาพ" อาจจะพิจารณาเป็นสองพื้นที่ คือ คุณภาพของสิ่งมีชีวิต และคุณภาพของสิ่งไม่มีชีวิต จะด้วยเหตุผลบางประการ บางทีเราเผลอไปมุ่งเน้นคุณภาพของสิ่งไม่มีชีวิตซะเยอะ และลดความสำคัญของคุณภาพของสิ่งมีชีวิตลง ก็เกิดความทุกข์ ผมคิดว่า สรพ.ได้ตั้งเข็มทิศในปีนี้ชัดเจนที่สุดเลยว่า คุณภาพที่เรากำลังมุ่งเน้น จะต้องลงมาที่ "มนุษย์"

ดังนั้นเอง มาตรฐานของ SPA (standards practice assessment หรือ "คุยกันเล่น เห็นของจริง อิงการวิจัย) นั้น ได้ถูกแปลงหล่อหลอมมาเป็นอะไรที่นุ่มนวล อ่อนโยน และอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ใครที่ยังไม่เคยอ่าน ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือที่มาในงาน SHA เมื่อปีที่แล้ว ที่ทีม สรพ. ตั้งแต่ อ.อนุวัฒน์ แม่ต้อย Maria และทุกๆท่านที่ร่วมงาน สรพ. เขียนเบื้องหลังความในใจมา ผมอยากจะเรียกว่า เป็นหนังสือ mission statement ที่เป็นองค์รวมมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยอ่านมา เราจะสัมผัสได้ทั้งแรงบันดาลใจ ความเป็นมนุษย์ที่มีความรัก ความเมตตา เป็นรากเหง้าที่มา และความฮึกเหิมทะเยอทะยานในการจะทำงาน "เพื่อผู้อื่น" เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อๆทุกๆฝ่ายจริงๆ

เมื่อ "คุณภาพ" หันมาเน้นชัดเจนที่ "คน" เราก็จะพบทันทีว่า "ตัวแปร" ที่จะมาใช้ มันไม่ห้วนสั้นเหมือนอย่างคุณภาพของเครื่องจักรกลอีกต่อไป ที่อาจจะมีแค่ "เร็ว มาก เสียน้อย ประหยัด ทำเงิน ปลอดภัย" แค่นั้น แต่เปิดหนทางแห่งความเป็นไปได้ขึ้นอีกอย่างมาก ผมจึงคิดว่าลำพัง 5 Ss ตอนนี้ อาจจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างการนำ sufficient economy มาใช้่ หรือเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นอะไรที่เป็น anti-thesis ต่อ globalization ที่ promote materialism วัตถุนิยมสุดๆ เราจะนำเรื่องนี้มาใช้ เราต้องเข้าใจและมองหา "ต้นทุน" หรือสิ่งมีค่าที่เรามีให้ได้ (หรือบางที เดิมเห็นของที่เรามีอยู่แล้วไม่มีค่า ก็ให้เริ่มมองหา ให้ความหมายคุณค่าลงไป) ดังนั้นเอง S อีกตัวนึงก็ผุดขึ้นมาในใจผม คือ Salutogenesis (สุขภาวะกำเนิด) หรืออีกนัยหนึ่ง กระบวนทัศน์ใหม่ขององค์กรอนามัยโลกที่ว่าด้วย people-centred healthcare นั่นเอง การเข้าใจใน concept ของการใช้ต้นทุน หรือสุขภาวะกำเนิดของตั้งแต่ปัจเจกบุคคล คนรอบข้าง ครอบครัว ชุมชน มาประกอบเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุขตามอัตภาพ จะเป็นเรื่องสำคัญมากในการผลักดัน sufficient economy ตรงกันข้ามกับ concept ของ free market ที่เน้นการมองหาสิ่งที่เรายังไม่มี แต่เราอยาก (หรือถูกทำให้อยาก) และกระเสือกกระสนขวนขวายไปหามาจากที่อื่นๆ แลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เรามี เพราะที่จริงแล้ว จะโดยบังเอิญหรืออะไรก็ตาม เมื่อไรที่เรามองหาสุขภาะกำเนิดหรือต้นทุนที่แท้ของเราได้ เราจะพบว่า เราแทบจะไม่ต้่องดิ้นรนไปหาอะไรมาเติมจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วเลย

สามเหลี่ยม Maslow

นอกจากนี้ ผมขอโลภมากอีกนิด รูปข้างบนคือสามเหลี่ยมปิรามิดของ Maslow ที่ว่าด้วยความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ สองขั้นแรกคือความต้องการของฐานกาย ได้แก่ ความต้องการทางสรีระต่างๆ อาทิ อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม อากาศ การสืบพันธุ์เพื่อรักษาคงอยู่ไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ รวมไปถึงความปลอดภัย "อยู่รอด (survive)" ขึ้นมาอีกชั้นเป็นความต้องการของฐานใจ คือ การแสวงหาความรัก ความเอาใจใส่ การถูกยอมรับ ซึ่งเนื่องเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม หารโหยหาสิ่งนี้ ถือเป็น "อาหารอารมณ์" ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าอาหารทางร่างกายในขั้นต้นเลย  เป็นการ "อยู่เพื่ออยู่ร่วม" แต่ศักยภาพที่แท้ของมนุษย์นั้น จะได้มาต่อเมื่อเราเดินทางไปถึงสองชั้นบน คือ self esteem และ self actualization ที่มองหาคำตอบถึงคุณค่าของตนเองได้ เป็นการ "อยู่อย่างมีความหมาย" และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มนุษย์ยังทำได้ "มากกว่านั้น" อีก คือการเกิด self transcendence หรือ "ข้ามพ้น" เกิดจิตใหญ่ จิตวิวัฒน์ขึ้น

ตรงนี้่สำหรับ SHA ของ อ.อนุวัฒน์และแม่ต้อย ผมได้ยินเรื่องเล่ามากมายจาก รพ.ที่ทำ SHA และจากการถอดบทเรียนของอาจารย์เอกและหนานเกียรติ เรื่องราวของกลุ่มอาสาสมัครช่างไม้ รับซ่อม รับทาสีรั้วโรงพยาบาล หรืองานอะไรๆที่มีคนต้องการโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน ผมก็ทราบทันทีว่า เมื่อเรามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตา นี่แหละ คือการเกิด self actualization ในบุคลากรของเรา ที่ให้ความหมายของการมีอยู่ ของงานของเขาในแบบที่สูงสุด คือ ไร้อัตตา และเพื่อส่วนรวม

S ตัวที่ 7 ที่น่าจะอยู่ใน SHA ก็คือ Self actualization / Self transcendence หรือ การหลุดพ้นจากจิตหยาบที่ติดกับอัตตา และหันไปเกิดความสุนทรีย์จากการให้ จากการเสียสละ จากการมีจิตอาสาแทน

ถ้าจะเขียนเรียงใหม่สำหรับ 7 Ss ของ SHA ก็จะเป็น safety, standard, salutogenesis, sufficient economy, sustainability, self actualization/self transcendence และ spirituality ทุก parameters เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผล เป็นต้นทุนและต่อยอดขึ้นไปให้แก่ระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆอย่างสมบูรณ์