ยืดหยุ่น ยั่งยืน กระบวนทัศน์เปิดโลก
ตอนนี้ใครๆใน gotoknow (ที่ผมรู้จัก) หลายๆคนก็เขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับงานประชุมสัมมนา HA Forum ครั้งที่ 11 ที่จัดไป ณ ศูนย์ประชุม IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคมที่ผ่านไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งวิทยากร และผู้เข้าร่วมหลายๆคนเป็นสมาชิกขาประจำของ gotoknow ก็เลยมีทั้งหน้าที่และหน้าม้า (อิ อิ) ที่ดึงคนเหล่านี้ (พวกช่างเขียนทั้งหลาย) มาเจอะเจอกัน นัยว่าในหน้าที่บ้าง ฉวยโอกาสบ้าง ผมเองเลยขอ "ด้วยคน" เพราะงานนี้ ไปทีไร ก็มีอะไรเปิดโลกทรรศน์กลับมาเป็นคนใหม่ ยกเครื่องใหม่ ปีนี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น และเป็นการจัด theme ที่กล้าหาญชาญชัยฉีกแนวเดิมอย่่างมาก ไม่เพียงเพราะจำนวนหััวข้อที่ขยายออกเป็น 16 ห้องคู่ขนาน แต่ยังมีเรื่องราวของ SHA เรื่องราวของธรรมะ เรื่องราวของจิตใหญ่ นำมาฉาย นำมาแลกเปลี่ยนใน main hall หลายต่อหลายเรื่อง แต่เดิมเรื่องเหล่านี้จะแอบๆอยู่ (ในห้องเล็กๆ เพราะเกรงว่าจะดูโหรงเหรง) แต่งานนี้เรียกว่่า "ธรรมะผงาด ยุรยาตรเป็นทัพนำ" เลยทีเดียว และยังมีหลายๆ sessions ที่ท่านอาจารย์อนุวัฒน์ และแม่ต้อย เชิญเสียงสะท้่อนจากบุคคลนอกวงการสาธารณสุข มาให้มุมมองให้ครบ 360 องศา เราจะได้ไม่งมงายมะงุมมะงาหราอยู่แต่เฉพาะมุมเดิมๆของพวกเดียวกัน ทำให้รสชาติของงานนี้จัดจ้าน แซ่บ กลมกล่อม อย่างย่ิง
เนื่องจากมีคนฉายเป็น shot เป็น session ไปเยอะแล้วจาก bloggers ของเรา ผมจะขอสะท้อนแบบบูรณาการ (คือคิดอะไรก็เขียน) ว่าเกิดอะไรขึ้นในใจ และเห็นอะไรบ้าง
ในวันสุดท้าย (วันศุกร์) ก่อนจะเลิกงานที่ต้องหดลงมาหลายชั่วโมง ผมได้เจอพี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ หนึ่งใน mentors ของผม คุยกัน เรามีความรู้สึกตรงกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ งานนี้ผู้เข้าร่วมมี "พลังงาน" เปลี่ยนไปจากเดิมๆ ไมไ่ด้หมายถึงปริมาณ (ซึ่งเยอะทุกปีอยู่แล้ว) แต่เป็นรูปแบบ และลักษณะของพลังงาน คิดไปคิดมา เราก็เลยตั้งข้อสมมติฐานว่า เหมือนคล้ายกับว่า คนเข้าร่วมปีนี้ ถูก premedication (ภาษาเทคนิกแพทย์ ใช้ในวงการผ่าตัด ดมยาสลบ แปลว่าให้ยากล่อมไว้ก่อนเพื่อให้ดมยาได้นุ่มนวล ราบรื่น) มาหลายเวทีจากการเดินสาย SHA conferences 4 ภาคเมื่อปลายปีทีี่แล้ว ตั้งแต่วันแรกๆ ผมรู้สึกมีบรรยากาศ "แลกเปลี่ยน" มากกว่าบรรยากาศ "บรรยาย" ไม่เพียงแค่การโต้ตอบซักถาม แต่รวมไปถึงบรรยากาศการสนทนาพูดคุยกันระหว่างมิตรสหายที่อาจจะไม่ได้เจอะเจอกันมานาน (แต่บางคนก็เจอบ่อย แต่กระดี๊กระด๊าเหมือนไม่ได้เจอกันนานก็มี)
ยิ่งลานหน้าห้อง Grand Hall มีนิทรรศการ Healing Environment ก็ยิ่งเป็นการเสริม theme ของงานปีนี้ให้อ่อนโยน นุ่มนวลมากขึ้นอีก (ขออภัยที่ไม่ได้นำกล้องไปถ่ายมาให้ดู แต่หาไม่ยากครับรูปงานนี้)
ส่วนของงานที่ผมขอพูดถึงก่อนก็คือเรื่องของ SHA ที่ แม่ต้อยและอ.อนุวัฒน์นำมาทดลองตั้งแต่ประมาณกลางๆปีที่แล้ว เริ่มกับ 60 รพ.เป็น pilot ณ ขณะนี้ตัว S ที่อยู่ใน SHA นั้นมีหลายตัวที่เป็นคำอธิบาย ได้แก่ safety, standard, sustainability, sufficient economy และ spirituality ที่ อาจารย์เอก
(จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร) พูดถึงใน session ถอดความรู้จากการไปเยี่ยม รพ.ในโครงการ เพื่อจะช่วยให้ท่านผู้อำนวยการ รพ.ต่างๆที่จะเข้าโครงการสบายใจและสะดวกใจมากขึ้น
ใจผมคิดว่า Ss 5 ตัวนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เพราะตอนนี้เรากำลังจะเดิน "ทะลุ" กรอบความคิดเดิม ได้แก่การมอง "คุณภาพ" ไปหามนุษย์มากขึ้น คำว่า "คุณภาพ" อาจจะพิจารณาเป็นสองพื้นที่ คือ คุณภาพของสิ่งมีชีวิต และคุณภาพของสิ่งไม่มีชีวิต จะด้วยเหตุผลบางประการ บางทีเราเผลอไปมุ่งเน้นคุณภาพของสิ่งไม่มีชีวิตซะเยอะ และลดความสำคัญของคุณภาพของสิ่งมีชีวิตลง ก็เกิดความทุกข์ ผมคิดว่า สรพ.ได้ตั้งเข็มทิศในปีนี้ชัดเจนที่สุดเลยว่า คุณภาพที่เรากำลังมุ่งเน้น จะต้องลงมาที่ "มนุษย์"
ดังนั้นเอง มาตรฐานของ SPA (standards practice assessment หรือ "คุยกันเล่น เห็นของจริง อิงการวิจัย) นั้น ได้ถูกแปลงหล่อหลอมมาเป็นอะไรที่นุ่มนวล อ่อนโยน และอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ใครที่ยังไม่เคยอ่าน ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือที่มาในงาน SHA เมื่อปีที่แล้ว ที่ทีม สรพ. ตั้งแต่ อ.อนุวัฒน์ แม่ต้อย Maria และทุกๆท่านที่ร่วมงาน สรพ. เขียนเบื้องหลังความในใจมา ผมอยากจะเรียกว่า เป็นหนังสือ mission statement ที่เป็นองค์รวมมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยอ่านมา เราจะสัมผัสได้ทั้งแรงบันดาลใจ ความเป็นมนุษย์ที่มีความรัก ความเมตตา เป็นรากเหง้าที่มา และความฮึกเหิมทะเยอทะยานในการจะทำงาน "เพื่อผู้อื่น" เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อๆทุกๆฝ่ายจริงๆ
เมื่อ "คุณภาพ" หันมาเน้นชัดเจนที่ "คน" เราก็จะพบทันทีว่า "ตัวแปร" ที่จะมาใช้ มันไม่ห้วนสั้นเหมือนอย่างคุณภาพของเครื่องจักรกลอีกต่อไป ที่อาจจะมีแค่ "เร็ว มาก เสียน้อย ประหยัด ทำเงิน ปลอดภัย" แค่นั้น แต่เปิดหนทางแห่งความเป็นไปได้ขึ้นอีกอย่างมาก ผมจึงคิดว่าลำพัง 5 Ss ตอนนี้ อาจจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ยกตัวอย่างการนำ sufficient economy มาใช้่ หรือเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นอะไรที่เป็น anti-thesis ต่อ globalization ที่ promote materialism วัตถุนิยมสุดๆ เราจะนำเรื่องนี้มาใช้ เราต้องเข้าใจและมองหา "ต้นทุน" หรือสิ่งมีค่าที่เรามีให้ได้ (หรือบางที เดิมเห็นของที่เรามีอยู่แล้วไม่มีค่า ก็ให้เริ่มมองหา ให้ความหมายคุณค่าลงไป) ดังนั้นเอง S อีกตัวนึงก็ผุดขึ้นมาในใจผม คือ Salutogenesis (สุขภาวะกำเนิด) หรืออีกนัยหนึ่ง กระบวนทัศน์ใหม่ขององค์กรอนามัยโลกที่ว่าด้วย people-centred healthcare นั่นเอง การเข้าใจใน concept ของการใช้ต้นทุน หรือสุขภาวะกำเนิดของตั้งแต่ปัจเจกบุคคล คนรอบข้าง ครอบครัว ชุมชน มาประกอบเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุขตามอัตภาพ จะเป็นเรื่องสำคัญมากในการผลักดัน sufficient economy ตรงกันข้ามกับ concept ของ free market ที่เน้นการมองหาสิ่งที่เรายังไม่มี แต่เราอยาก (หรือถูกทำให้อยาก) และกระเสือกกระสนขวนขวายไปหามาจากที่อื่นๆ แลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เรามี เพราะที่จริงแล้ว จะโดยบังเอิญหรืออะไรก็ตาม เมื่อไรที่เรามองหาสุขภาะกำเนิดหรือต้นทุนที่แท้ของเราได้ เราจะพบว่า เราแทบจะไม่ต้่องดิ้นรนไปหาอะไรมาเติมจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วเลย

สามเหลี่ยม Maslow
นอกจากนี้ ผมขอโลภมากอีกนิด รูปข้างบนคือสามเหลี่ยมปิรามิดของ Maslow ที่ว่าด้วยความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ สองขั้นแรกคือความต้องการของฐานกาย ได้แก่ ความต้องการทางสรีระต่างๆ อาทิ อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม อากาศ การสืบพันธุ์เพื่อรักษาคงอยู่ไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ รวมไปถึงความปลอดภัย "อยู่รอด (survive)" ขึ้นมาอีกชั้นเป็นความต้องการของฐานใจ คือ การแสวงหาความรัก ความเอาใจใส่ การถูกยอมรับ ซึ่งเนื่องเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม หารโหยหาสิ่งนี้ ถือเป็น "อาหารอารมณ์" ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าอาหารทางร่างกายในขั้นต้นเลย เป็นการ "อยู่เพื่ออยู่ร่วม" แต่ศักยภาพที่แท้ของมนุษย์นั้น จะได้มาต่อเมื่อเราเดินทางไปถึงสองชั้นบน คือ self esteem และ self actualization ที่มองหาคำตอบถึงคุณค่าของตนเองได้ เป็นการ "อยู่อย่างมีความหมาย" และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มนุษย์ยังทำได้ "มากกว่านั้น" อีก คือการเกิด self transcendence หรือ "ข้ามพ้น" เกิดจิตใหญ่ จิตวิวัฒน์ขึ้น
ตรงนี้่สำหรับ SHA ของ อ.อนุวัฒน์และแม่ต้อย ผมได้ยินเรื่องเล่ามากมายจาก รพ.ที่ทำ SHA และจากการถอดบทเรียนของอาจารย์เอกและหนานเกียรติ เรื่องราวของกลุ่มอาสาสมัครช่างไม้ รับซ่อม รับทาสีรั้วโรงพยาบาล หรืองานอะไรๆที่มีคนต้องการโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน ผมก็ทราบทันทีว่า เมื่อเรามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตา นี่แหละ คือการเกิด self actualization ในบุคลากรของเรา ที่ให้ความหมายของการมีอยู่ ของงานของเขาในแบบที่สูงสุด คือ ไร้อัตตา และเพื่อส่วนรวม
S ตัวที่ 7 ที่น่าจะอยู่ใน SHA ก็คือ Self actualization / Self transcendence หรือ การหลุดพ้นจากจิตหยาบที่ติดกับอัตตา และหันไปเกิดความสุนทรีย์จากการให้ จากการเสียสละ จากการมีจิตอาสาแทน
ถ้าจะเขียนเรียงใหม่สำหรับ 7 Ss ของ SHA ก็จะเป็น safety, standard, salutogenesis, sufficient economy, sustainability, self actualization/self transcendence และ spirituality ทุก parameters เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผล เป็นต้นทุนและต่อยอดขึ้นไปให้แก่ระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆอย่างสมบูรณ์
สวัสดีครับท่านอาจารย์ ตามมาเรียนรู้ เพราะ ไม่ได้ฟังทุกห้อง แถมต้องไป ถอดบทเรียน ส่ง สรพ ในนาม HACC ขก อีก
สวัสดีครับอาจารย์ jj
ขอบพระคุณมาเยี่ยมตั้งแต่หมึกยังไม่ทันระเหยเลย อิ อิ ผมตั้งหลักอยู่สองวันเพราะเห็นแก่ตัว เอาแต่อ่านของเพื่อนๆก่อน ฮ่ะ ฮ่ะ ตอนนี้เกิดความละอายใจเลยเขียนมาแลกเปลี่ยนบ้างครับ (ที่จริงติดไว้หลาย workshop แล้วที่จะต้องเขียน แต่เดี๋ยวก็ต้องมีอันจรลีไปเชียงใหม่บ่ายนี้อีกแย้ว!!)
ไปมาเหมือนกัน แต่ฟังคนละห้องกับอาจารย์ และเดินดูนิทรรศการครบทุกแห่งที่นำเสนอ ก็รู้สึกบรรยากาศเปลี่ยนไปมากจากครั้งที่ 10 จริงๆ จึงถือว่าโชคดีค่ะที่ได้พบ Blog ของอาจารย์ By Jan ก็พึ่งกลับมาลง Blog ให้ชาวมโนรมย์ได้ทราบกันเมื่อวานนี้เอง และยังลงไม่หมด ต้องติดค้างไว้ ลงเป็นตอนๆ เพราะ มีเรื่องดีๆ ที่อยากเล่ามากมายเลยค่ะ(Blog นี้ เป็น Blog ที่ ร.พ.มโนรมย์ ใช้เป็นเวที KM ของร.พ.ด้วย จึงมีผู้เขียนหลายท่านค่ะ ถ้าสนใจก็แวะมาเยี่ยมชมและเสนอแนะความคิดเห็นได้ค่ะได้ค่ะ...By Jan)
สวัสดีคะ อาจารย์ ... ดีใจจังเลยค่ะ มีอีก 2 S
อาจารย์คะ หลังจากอาจารย์บรรยาย session สุดท้ายจบ ท่านผอ.รพร.ด่านซ้าย..เดินมาบอกพอลล่าว่า ผมอยากได้วิดีโอ ใน session นี้ของอาจารย์มาก... ชอบมากๆ อยากเอาไปให้เจ้าหน้าที่ ที่รพ.ได้ชม และผมมีแนวทางที่พัฒนาต่อแล้ว....
สุดยอดเลยค่ะ ซึ้งและประทับใจมากๆ ค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มากนะคะ
เอารูป healing Environment มาฝากค่ะ อิอิ
และ
และ
ยินดีและขอบคุณชาวมโนรมย์ที่มาเยี่ยมเยียนครับ ดีเลยครับ ช่วยกันถอด สานต่อ สรรค์สร้างความรู้ต่อยอดกันไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
ฮ่า พอลล่ามาต่อเติมได้ดั่งใจหมาย ฮิ ฮิ (แรงอธิษฐานคลื่นดีีระดับ 4G นะเนี่ย) ได้รูป ได้เรื่องด้วย
สวัสดีคะอาจารย์สกล
ขอบคุณมากนะคะ เรื่องราวดีที่อาจารย์นำมาเล่า
ไม่ได้ไปร่วมงานเอง แต่ใช้วิธีอ่านจากหลายๆ บันทึก ได้ความรู้มากมาย ไม่เหนื่อยกับการเดินทาง
สวัสดีครับ อ.หมอ สกล ครับ
อาจารย์เขียนได้ภาพรวมเเละเกริ่นนำได้เห็นทิศทางชัดเจนเลยครับ
งานของผมเกี่ยวข้องกับการถอดบทเรียน และมีโอกาสเดินทางไปถอดบทเรียน ที่ผมอยากจะเรียกว่า เป็น “การถอดบทเรียนแบบเสริมพลัง” จากโรงพยาบาล ๒ ใน ๖๐ โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ SHA ของ สรพ. การเดินทางไปของผมครั้งนี้ ได้รับการทาบทามจาก สรพ.เข้าไปร่วมเรียนรู้เรื่องราวดีๆเหล่านี้ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีอีกครั้งในชีวิตผม
สร้างสุขให้ตนเอง? ผมคิดว่า งานที่ผมได้รับโอกาสในครั้งนี้ เป็นงานที่ต้องไปสัมผัสกับเรื่องราวความดี ความงาม ของคนในวงการสาธารณสุข ภายใต้การบริการทางการแพทย์ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ เป็นงานส่งเสริมสุขภาพที่มีเป้าหมายให้ผู้คนมี “สุขภาวะ”ที่ดี การที่ผมได้เข้าไปเรียนรู้ด้วยตัวเองก็เหมือนกับว่า ผมถูกห้อมล้อมด้วยคนดีที่อยู่รอบตัว ห้องล้อมด้วยเรื่องราวที่ยกระดับจิตใจเมื่อได้ยลยิน ตรงนี้เองเป็นความสุขที่อิ่มเต็มที่ผมได้รับจากงาน
สำหรับความสุขที่หยิบยื่นให้คนรอบข้าง? เมื่อผมได้รับความอิ่มเต็มจากความสุขที่ผมได้สัมผัสแล้ว ผมก็พร้อมที่จะเผื่อแผ่ความสุขนั้นไปยังคนรอบข้าง ด้วยบทบาทของผู้ถอดบทเรียน ที่ต้องให้ทั้งกำลังใจ การ AI (Appreciative Inquiry) ตลอดจนการเป็นผู้ให้แรงบันดาลใจผ่านกระบวนการกลุ่มถอดบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ
ในวันที่ผมขึ้นไปนั่งแลกเปลี่ยนในงาน งาน HA National Forum ครั้งที่ ๑๑ ระหว่างวันที่ ๙-๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ เมืองทองธานี ในฐานะมาเป็นผู้เเลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในวันนั้นเอง เรื่องราวที่ผมไปถอดบทเรียน SHA มาจาก ๒ โรงพยาบาล ถูกร้อยเรียงเป็นหนังสือ“SHA การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” เป็นหนังสือที่เล่มที่ผมตั้งใจเขียน เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ สร้างความสุขให้ผู้อ่าน และการสนทนาของผมและทีมงานในเวทีวันนั้น ผมก็เห็นแววตาของความสุขของผู้มานั่งแลกเปลี่ยน...เท่านี้ผมก็สุขใจอย่างล้นเหลือ
ต้องขอบคุณอาจารย์หมอสกล ครับ ที่มาให้กำลังใจพร้อมกับร่วมแลกเปลี่ยน อบอุ่นใจมากเลยครับ
สวัสดีคะ อาจารย์ สกล ที่เคารพ
แม่ต้อยรู้สึกหายเหนื่อยและดีใจมากๆคะ งานนี้ออกมาด้วยความเรียบร้อยและ เป็นไปตามความฝันของชาวสรพ. ที่ต้องการขับเคลื่อนทิศทางของระบบคุณภาพที่ห่อหุ้มด้วยความงาม และเป็นคุณภาพของมนุษย์ด้วยกันเอง
สำหรับ ๒ S ที่ท่านอาจารย์ ได้แนะนำนั้น แม่ต้อยรับรู้เลยนะคะว่าตอนนี้ อาจารย์ กำลัง เคียวเข็ญ ให้สรพ. ทำการบ้านอย่างหนัก อีกครั้งหนึ่ง ( อิอิ )
ในปีที่ผ่านมา เราได้พยายามนำเรื่อง Salutogenesis ของอาจารย์ ลงไป pre-med บ้างแล้วนะคะ
อาจารย์ เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราทำงานไปสู่เป้าหมายที่งดงามเสมอ
คงจำได้ ในปีที่ผ่านมา เมื่อแม่ต้อยเรียนถามอาจารย์ เกี่ยวกับแนวคิด Bereavement เมื่อตอนที่ท่านอาจารย์ไปออสเตรเลีย
แต่ว่าในปีนี้ เรามีบทเรียนเรื่องนี้มากมาย และผุ้ที่ได้รับรางวัล Humanized Health Care ส่วนหนึ่งคือกลุ่มที่ริเริ่มงานนี้ในบ้านเรา
ภาพการปิดประชุมนั้นตรึงตราใจพวกเราทุกผุ้ทุกคน เป็นจริยาวัตรที่แสนงดงามเป็นที่สุดคะ
ขอบพระคุณคะ
สวัสดีครับคุณประกาย
ใช่ครับ บางทีไม่ได้เดินทางไปไหนซักกะหน่อย แค่เข้ามาใน gotoknow เราก็ได้ไปเมืองจีนบ้าง ไปอังกฤษบ้าง ไปโน้นไปนี่อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะความช่วงบันทึก ช่างเล่าของ community นี้นี่เอง
สวัสดีครับ เอก
การได้มารับฟังการสะท้อน และสังเคราะห์ ก็เป็นเรื่องธัมมะจัดสรรที่งดงามอยู่แล้ว ไม่เพียงเฉพาะเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทั้งเจ้าของเรื่อง ทั้งคนแวดล้อม ทั้งคนสะท้อน และผู้ร่วมเป็นพยาน มันเกิดเป็น community ที่สอดประสานอารมณ์ ความฝัน จิตใจที่มองหาความดี ความงาม และความจริง นี่จึงเป็น The Precious ที่เกิดขึ้น น่าเสียดายหากอารมณ์อันสุนทรีย์นี้ไม่ได้ถูกดูดซึมซับไปโดยคนที่ถูกจัดสรรมาอยู่ในที่นั้นแล้วนะครับ
ผมคิดว่าที่เอกสะท้อนมาสำคัญมาก ที่เราจะนำเอา subtle benefit เหล่านี้ออกมาให้แก่ทุกๆคนด้วย วางสมุดปากกาที่จะจดลง แต่มองหารอยยิ้ม ความอบอุ่นใจ ซาบซึ้งใจจากผู้เล่าเรื่อง จากผู้สะท้อนเรื่อง และจากตัวเราเองที่สามารถรับรู้อารมณ์เหล่านี้ไปด้วย โดยปราศจากความกังวล ต้องจด ต้องจำ เพราะสิ่งเหล่านี้ (เรื่องราว) ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว หากแต่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และยังคงจะเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต เพียงรอให้เรามองหา และรับทราบเท่านั้นเอง
ขอบคุณอีกครั้งครับ
สวัสดีครับแม่ต้อย
อาไรกัน ไม่ได้ตั้งใจจะเคี่ยว จะเข็ญอะไรใครเลยนะครับ ไม่เค้ย ไม่เคยจริงๆ สาบาน!!
ฝนตกลงมา คนที่มีน้ำฝนใช้ก็คือคนที่รองนำ้ฝนเท่านั้น ไม่ได้เป็นความผิดความถูกของฟ้าเลย อิ อิ
ถ้าหาก สรพ. จะสนใจ นำเอา salutogenesis และ self actualization/self transcendence ไปประเมิน ผมคิดว่าปีหน้าเราจะได้โพธิสัตว์จำนวนมาก แม้ไม่ใช่โพธิสัตว์หนึ่งพระองค์พันพักตร์ พันกร แต่เป็นโพธิสัตว์พันคน สองพันมือ เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ไปดูกันว่าคนที่เกิด self actualization ในการทำงานอย่างมีความหมายเป็นอย่างไร และ surveyor (ผมอยากจะเปลี่ยนชื่อจากผู้ตรวจเยี่ยม ประเมิน ไปเป็นผู้หล่อเลี้ยง หรือ coach แทน น่าจะดี) ที่ไปได้มีโอกาสเจอพระโพธิสัตว์เหล่านี้ จะหล่อเลี้ยงต่อไปอย่างไร น่าจะเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่งทีเดียวเลยนะครับแม่ต้อยที่รัก
มาแอบ ฟัง คนเขาบอกรักกัน อิอิ
ว่างมากเหรอเธอ ไปบอกรักกับคนของเธอไป
สวัสดีครับอาจารย์ หมอสกล ไปได้ไป ก็เก็บเกี่ยวตามอ่านทุกบันทึกครับ ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันครับ
ขอบคุณมากค่ะ"อาจารย์สกล"
ได้รับสิ่งดีๆมากมาย..
ห้องไหนไม่ได้เข้า ก็มาเรียนรู้ใน blog
แล้ว QA อุดมศึกษาจะมีอะไรแบบนี้เมื่อไหร่เนอะคะ
มัทจะไปลองนำ U มาเนียนๆแบบนี้ดูบ้าง
ขอบคุณอาจารย์มากนะคะ
อยู่ในห้องวันนั้นด้วย
ไม่ผิดหวังจริงๆครับที่ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส
ขนลุก น้ำตาจะไหล