ในวันนี้เรากำลังครอบ Research Methodology แบบนี้ (ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) ลงไปกับคนหน้างานนั้นหรือไม่...?

ในบันทึกนี้ขอย้อนกลับไปทบทวนเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์จากการวิจัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง R2R (Research to Routine) อย่างแท้จริง

เพราะในปัจจุบันที่มีหลายฝ่าย หลายองค์กรกำลังพัฒนา R2R อย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าหลาย ๆ ฝ่ายนั้นจะประสบปัญหาคล้าย ๆ กันก็คือ “คนหน้างาน” ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สนใจที่จะทำ “วิจัย” อย่างที่ผู้ร่างนโยบาย กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ใน Action plan ที่เสนอเพื่อของบประมาณหรือทำ TOR กับหน่วยงานเบื้องบนไว้นั้น

สิ่งนี้จึงเป็นประเด็นที่จะต้องย้อนกลับมานึกถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงจากการทำ R2R ในครั้งนี้ว่า เราทำไปเพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับใคร (Who)

เพราะหลังจากที่ผมเองได้เห็น ได้พบ ได้เจอทั้งจากการสังเกตุและพบเจอกับเหตุการณ์จริงหลาย ๆ ครั้ง (ขอย้ำว่าเป็น Tacit Knowledge และตีความจากความคิดเห็นส่วนตัว) ก็พบว่ามีการมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ของคนทำงานมากกว่าลูกค้า (Customers)

หรือว่าหลักการของ R2R นี้จะใช้หลักการเดียวกันกับการสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ตามอนุกรมมาตรฐาน ISO (International Organization for Standardization) คือ สร้างมาตรฐานภายในทั้งในส่วนของคนและกระบวนการผลิต โดยมุ่งหวังว่าเมื่อกระบวนการผลิตดี คนดี สิ่งที่มอบให้ “ลูกค้า” จะดีตาม ซึ่งถ้า R2R ดำเนินนโยบายตาม ISO สิ่งที่ผมกล่าวมาแล้วก็จะกล่าวต่อไปนั้นจะผิดทั้งหมดผมจึงขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

แต่ทว่าความเป็นจริงที่ผมเห็นก็คือ ผลประโยชน์จากงบประมาณภาษีของประชาชนส่วนใหญ่นั้นแทนที่จะย้อนกลับไปยังประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนป่วย” นั้นกลับผลิดอกออกผลอยู่กับคนหน้างานที่ได้ผลงานทางวิชาการ ตำแหน่ง รายได้และเกียรติยศ (ซึ่งผมเองอาจจะแต่เฉพาะคนส่วนน้อยที่ไม่ค่อยดีครับ ต้องขออภัยคนดี ๆ ไว้อีกครั้งหนึ่ง)

 แท้ที่จริงแล้วผมเขียนบันทึกนี้ขึ้นมาก็ด้วยเพราะฉุกใจคิดขึ้นมาจากคำถามที่ว่า “ทำไมนะ คนหน้างานถึงไม่ชอบทำการวิจัย...?”
เมื่อผมได้เห็นคำถามนี้ผมก็คิดต่อขึ้นมาโดยทันทีว่า อะไรคือการวิจัยที่เราคิด และอะไรคือการวิจัยที่คนหน้างานคิด
เพราะตั้งแต่ในคำถามแรกที่ผมเกริ่นนำไว้แล้วว่า เราต้องทบทวนถึงเรื่องของ “ประโยชน์จากการวิจัย” กันให้แน่ชัดว่า เราวิจัยกันนี้เพื่อประโยชน์แก่ใคร เพื่อประโยชน์ต่อคนหน้างาน หรือเพื่อประโยชน์ต่อลูกค้า

ถ้าคนหน้างานในที่นี้เป็นอาจารย์ลูกค้าที่กล่าวถึงนี้ก็คือ “ลูกศิษย์” หรือถ้าคนหน้างานนี้เป็นหมอและพยาบาล คนหน้างานนี้ก็คือ “คนป่วย”

เราทำ R2R กันนี้เพื่อประโยชน์กับ “อาจารย์หรือลูกศิษย์…?”

เราทำ R2R กันนี้เพื่อประโยชน์กับหมอ พยาบาลหรือว่าคนไข้...?”

ถ้าเป็นในส่วนของคนหน้างานไม่ว่าจะเป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นอาจารย์หรือเป็นใครก็ตามนั้น สัญชาตญาณของคนย่อมต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองเพื่อความอยู่รอดเป็นธรรม แล้วนักวิชาการ R2R นี้เรียกการพัฒนาตามสัญชาตญาณนี้ว่าเป็น R2R หรือเปล่า
คนเราทุกคนนั้น “ไม่ได้โง่” คือ รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นลำบาก ไม่ดี แล้วจะไม่รู้จักแก้ไข ทุก ๆ คนนั้นย่อมแก้ไขในงานของตัวเองอยู่ทุก ๆ วันเป็นปกติและธรรมดาอยู่แล้ว แล้วสิ่งที่เขาแก้ไขในทุก ๆ วันเป็นเรื่องปกติธรรมดาแบบนั้นนักวิชาการ R2R จัดเรียกว่าเป็นการวิจัยหรือเปล่า...?

อย่างเช่นมีคุณหมอคนหนึ่งมาเล่าให้ผมฟังว่า เธอเป็นคนที่หาเส้นคนไข้ (เวลาที่จะฉีดยาหรือแทงเข็ม) เก่งที่สุดใครหาไม่ได้เธอหาได้ การทำแบบนี้เรียกว่าการวิจัยแบบ R2R หรือเปล่า...?

หรือยกตัวอย่างให้ง่ายไปกว่านั้น แค่บนโต๊ะของหมอ พยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาล เวลาเขาจะจัดเรียงเอกสาร เขาจะทำสีนั้น สีนี้ หาชั้น หาโต๊ะ หาคลิปอะไรมาหนีบเพื่อให้เขาทำงานได้เร็วขึ้น การพัฒนาหน้างานแบบนี้เรียกว่า R2R หรือเปล่า...?

หรือว่าการที่ผมยกตัวอย่างมาคร่าว ๆ นี้มัน “ธรรมดา” เกินไป
หรือว่าการที่ผมยกตัวอย่างมาคร่าว ๆ นี้มันไม่อยู่ใน Action Plan หรือ TOR ที่เขียนไว้ จึงไม่จัดเข้าข่ายเป็นการวิจัยแบบ R2R

ที่ผมยกตัวอย่างและกล่าวมานี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของ R2R ในทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ว่าคนหน้างานไม่ยอมทำ หรือไม่อยากทำ R2R หรือว่าปัญหาที่เจอกันนั้นเป็นเพราะว่าสิ่งที่คนหน้างานทำกันอยู่เป็นธรรมดา ๆ พัฒนางานของตนเองนั้นอยู่นอกเหนือกรอบทฤษฎีหรือ TOR ของนักวิชาการที่รับผิดชอบงานนี้...?

เมื่อเราพูดถึงการวิจัย เรามักจะคิดถึง Research Methodology ซึ่งเป็นอะไรที่แสนน่าเบื่อ อย่าว่าแต่คนทำงานเลย นักเรียน นักศึกษาไม่ว่าจะระดับใด แค่พูดถึงวิชาวิจัยก็เบินหน้าหนีกันทั้งนั้น

ในวันนี้เรากำลังครอบ Research Methodology แบบนี้ (ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) ลงไปกับคนหน้างานนั้นหรือไม่...?

ถึงแม้ว่า R2R จะนิยามว่าเป็น “การวิจัยที่เนียนเข้าไปในเนื้องาน” แต่การที่จะนำอะไรที่แสนน่าเบื่อใส่เข้าไปในเนื้องานนั้นเป็นอะไรที่คนหน้างานมักจะเกิดการต่อต้านเป็น “ธรรมดา” อยู่แล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน

ตอนนี้ผมขออนุญาตชี้ให้เห็นถึงลำดับและ Timing ของการเข้าก่อนและเข้าหลังอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าหากเราจะตั้งการวิจัยแล้วใส่ให้เนียนเข้าไปในเนื้องานนั้นก็แบบหนึ่ง
แต่ถ้าหากเราเดินเข้าไปหน้างานแล้วชูหรือยกให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำนั้นแหละคือ “การวิจัย” นั้นก็อีกอย่างหนึ่ง

เพราะเวลาส่วนใหญ่ที่เห็นจากการลงไปจัดกิจกรรม R2R ก็เห็นแต่ว่าเข้าไปจัดกิจกรรมกลุ่ม อยู่ในห้องประชุมก็ดี หรือรายล้อมอยู่ในโต๊ะ เก้าอี้เป็นส่วนมาก (สายตาของผมอาจจะมองได้ไม่กว้างขวางนัก)
ถ้าหากเราคิดว่า คนจะมาทำวิจัยโดยกิจกรรมแบบนี้น้อย ผมก็เห็นด้วย เพราะผมคนหนึ่งก็ยังไม่เห็นประโยชน์จากการทำกิจกรรมกลุ่มแบบนี้เท่ากับการพัฒนางานของตนเองที่ทำอยู่เป็น “ประจำ”

แต่ถึงอย่างไรเมื่อผมกลับไปอ่านคำนิยามของ R2R ซ้ำแล้ว ซ้ำอีกนั้น ผมก็จะเข้าใจได้ว่าคือการพัฒนาของคนที่ปฏิบัติงานประจำ (ซึ่งผมอาจจะเข้าใจผิด) แต่ความจริงที่ผมเห็น ผมกลับเห็นภาพลักษณ์ขอว R2R ที่ปรากฎจริงอีกอย่างหนึ่งคือ การดึงคนงานออกจากหน้างาน แล้วจัดเป็นกิจกรรมกลุ่ม ประชุม สัมมนา ต้องมีคนนำ มีวิทยากร

กระบวนการนี้ผมก็ขออนุญาตกล่าวพาดพิงไปถึงกระบวนการของ KM (Knowledge Management หรือ การจัดความรู้ รวมถึง LO หรือ Learning Organization ด้วยว่า ตอนนี้เราพยายามหาพร้อม “สร้าง” หลักการทฤษฎีต่าง ๆ ใส่เข้าไปในทั้งคนและองค์กร ทั้ง ๆ ที่คนและองค์กรนั้นเขาก็ทำเป็นปกติ ธรรมดา และ “ธรรมชาติ” อยู่แล้ว

ปัญหาหลัก ๆ ในปัจจุบันนี้จึงเป็นว่า “เราคิดว่าเขาไม่มี!!!”
เราคิดว่าเขาไม่มีก็เพราะว่าเขาทำคนละกรอบ คนละอย่างกับเรา แล้วสิ่งที่เขาทำคนละกรอบ คนละแบบกับเรานั้น เราจะสรุปว่าเขาไม่มี ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่เจ๋งอย่างนั้นหรือไม่...?

แต่ในความรู้สึกของผม (ซึ่งขอย้ำว่าเป็นความเห็นส่วนตัว) ผมรู้สึกว่าเขา “เจ๋ง” กว่าเราเยอะ
เขาสามารถสร้างและพัฒนาคนและกิจการตามวัฒนธรรมองค์กรในรูปแบบของเขาได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยทฤษฎีอะไรมากมายคอยนำพา

ซึ่งสิ่งนี้จะเปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ จากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย
การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันถ้าแบ่งแยกตามกลุ่มของผู้สอนจะสามารถแบ่งได้ 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ กลุ่มผู้ที่เรียนมาจาก (อาจารย์) กับกลุ่มที่ทำมาจาก (วิทยากร)

กลุ่มที่เรียนมามากนั้นส่วนใหญ่แล้วก็ต้องมี “ปริญญา” คอยแนบไว้เพื่อประกันว่า “ฉันมีความรู้”
ส่วนบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งนั้นเรียนมาน้อย แต่สามารถถูกรับเชิญเข้ามาเป็นวิทยากรและได้ชื่อเรียกว่าอาจารย์ได้เพราะเขามี “ความสำเร็จ” แนบท้ายไว้เพื่อประกันว่า “เขามีความรู้”

การทำ R2R ก็คล้ายคลึงกับสิ่งนี้คือ ทุกวันนี้เรากำลังพยายามทำหน้าที่ของ “อาจารย์” นำทฤษฎีใส่เข้าไปให้เนียนกับงานที่เขาทำ พอเราใส่เข้าไปปุ๊บ กรุ๊ปเลือดไม่ตรง คือ อยู่นอกเหนือกรอบหรือทฤษฎีของเรา เราก็หาว่าเขาทำผิด ไม่มี หรือไม่ได้ทำ สิ่งที่เขาทำผิดก็แค่เพียง “ทำไม่ถูกใจเรา” ก็เท่านั้น

จากการที่กล่าวยืดยาวมาถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ผมพูดถึง (อาจจะตรงเกินไป) ยังไม่เอน เอียง หรือส่งผลกระทบตรง ๆ กับลูกค้าทั้งนักเรียนหรือว่า “คนป่วย” เลย
ตอนนี้เรากำลังถกเถียงกันอยู่ในแต่วงของ “คนทำงาน” ซึ่งผมก็ขอย้อนถึงหลักการของ ISO อีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าเรามั่นใจว่าคนทำดี กระบวนการดี ผลผลิตที่จะส่งถึงมือลูกค้าดีนั้น ผมก็ขอให้ทั้งคนและกระบวนการนั้นมีมาตรฐานตามที่ตั้งใจไว้

แต่ถ้าเราเพียงแต่มองกันว่า เราจะสร้างผลงานทั้งตำแหน่ง หน้าที่ การงาน ผลงานทางวิชการให้เฉพาะคนหน้างานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ผมก็คิดว่าสิ่งที่เราทำกันอยู่นี้จะไม่คุ้มค่าเท่ากับเงินภาษีของประชาชนที่เราได้รับและทุก ๆ ฝ่ายตั้งความหวังไว้ให้เราได้จัดการกันในครั้งนี้...

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ
12 มีนาคม 2553