ปัญหาของ R2R ติดอยู่ที่กรอบจริง ๆ ดังที่ท่าน จักรี ว่า
เรา (นักวิชาการ) ชอบตั้งกรอบ ตั้งมาตรฐานลงไปว่า การทำแบบนี้ ขนาดนี้ ระดับจึงจะเรียกการวิจัย จึงจะเรียกได้ว่า "งานทางวิชาการ"
แต่ถ้าเราจะกันโดยเนื้องานของ R2R ว่าเป็นเรื่องของการพัฒนาที่หน้างานของคนทำงานแล้ว ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า คนไทยเนี่ยแหละเป็นคนที่ทำ R2R มากและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง หากจะวัดด้วยต้นทุนทั้งทางด้านเงินและเวลา เมื่อผนวกกับผลสัมฤทธิ์ที่คนหน้างานสามารถพัฒนาวิธีการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานที่ไม่ดี ไม่ได้เรื่องกลับมาทำให้ดีและใช้งานได้อย่างมหัศจรรย์
ทำไมผมจึงมั่นใจเช่นนั้น เพราะคนไทยมีโอกาสที่จะพัฒนางานด้วย R2R มากกว่าคนชาติอื่น ๆ ในเรื่องนี้ต้องขอบคุณผู้บริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่คอรัปชั่นกันจนวัสดุและอุปกรณ์ที่ส่งถึงมือผู้ใช้งานส่วนใหญ่นั้นจะไม่ค่อยได้มาตรฐาน
การที่ได้รับอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยได้เรื่องหรือไม่ได้มาตรฐานนี้เองเป็นโอกาสที่จะทำให้คนหน้างานต้องพัฒนาของที่ใช้ไม่ได้กลับให้ใช้ได้ด้วย R2R
ยกตัวอย่างง่าย ๆ อาทิ รถเข็นผู้ป่วยที่เป็นรถเข็นสแตนเลสทั้งแบบรถและแบบเตียง แต่ละโรงพยาบาลก็มีการให้ผู้ผลิต ร้านนั้น ร้านนี้ประมูลแล้วก็สร้างด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไป
ถึงแม้นว่าจะมีแบบมาตรฐานกลาง แต่ทว่า การลั่วไหลในการประมูลหรือเสนอราคานั้นจะเป็นปัจจัยส่งผลให้อุปกรณ์ที่ได้มาใช้นานนั้นต่ำกว่ามาตรฐาน
แต่เมื่อได้มาแล้วคนที่ "ซวย" ก็คือคนใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพนักงานตัวน้อย ๆ เงินเดือนกระจิ๊ด กระจ้อยร่อย จะไปพูดมาก บ่นมากก็ไม่ได้ ก็ต้องทนใช้ของที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น
เมื่อของไม่ได้มาตรฐานใช้ไปซักพักก็พัง พังแล้วจะซ่อมก็ไม่มีงบ หรือกว่าจะรองบมาคนป่วยก็จะตายซะก่อน ดังนั้น วิชาช่างที่มีอยู่ในสายเลือดชาวไทย ก็ประยุกตร์ หรือที่วัยรุ่นมักเรียกกัน Adap นั้นก็สามารถปรับปรุงรถเข็นแย่ ๆ กลายเป็นรถเข็นที่สมบูรณ์ได้
ดังนั้น แค่เราได้ไปนั่งมองบุรุษพยาบาลเข็นเตียงคนไข้แค่นี้เราก็จะเห็นพัฒนาการของ R2R อย่างมากมายและสนุกสนาน
แต่ทว่าปัญหามันอยู่ที่นักวิชาการมักมองเรื่องเหล่านี้ว่า "ไร้สาระ" เพราะเป็นเรื่องที่พัฒนาจากคนที่นักวิชาการมีความเชื่อว่า "เขาโง่"
นักวิชาการมักมองว่าคนที่มีความรู้น้อยกว่าตน หรือต่ำต้อยนั้น "โง่" และสิ่งที่เขาทำนั้นก็ไม่ได้เรื่องตามไปด้วย
เมื่อกรอบของนักวิชาการเป็นแบบนั้น ก็เลยทำให้ R2R กลายเป็นอะไรที่จะต้องเกิดจากห้องประชุม ต้องเกิดจากเวทีสัมมนา หรือว่าจะต้องเกิดจากการเขียนเอกสารและได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ "เท่านั้น"
ผมจึงขอย้อนกลับไปถึงผลประโยชน์ของการวิจัยโดยทั่วไปที่นอกเหนือจาก R2R ว่าตกลงเราทำวิจัยกันทุกวันนี้เพื่อประโยชน์ของใคร
ถ้าหากเราใช้กรอบมาตรฐานเรื่องเอกสารเข้าไปคัด ไปกรองว่าอะไรควรจะเป็น R2R อะไรเป็นแค่ปัญญาไร้ค่าของคนหน้างาน เราจะทิ้งสิ่งดี ๆ ที่คนทำงานเขาพัฒนาแล้วเกิดประโยชน์ไปมากต่อมาก
ผมยังขอย้ำอีกครั้งว่า คนไทยเป็นคนที่ทำ R2R มากและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ไม่ว่าจะเป็นช่างฝีมือในแขนงไหน ถ้าไปสัมผัสดูใกล้ ๆ ลองไปดูเครื่องมือที่เขาใช้ เขาสามารถประยุกตร์เครื่องมือไม่ว่าจะเป็นของฝรั่ง ของญี่ปุ่น หรือเกาหลี Adap เข้ามาใช้อะไหล่แบบไทย ๆ ได้หมด
สิ่งเหล่านี้ตกยกประโยชน์ให้กับความไม่มีมาตรฐานของคนไทย หรือว่าจะเรียกให้สวยงามตามภาษาวิชาการก็เรียกได้ว่า "ยืดหยุ่น" รู้จักประยุกตร์ใช้สิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว
ฝรั่งหรือเมืองนอกเขาทำแบบนี้กันไม่ได้นะครับ เพราะบ้านเมืองเขามีมาตรฐาน แค่คนจะก่ออิฐสักก้อนหนึ่งยังต้องไปเข้าโรงเรียนเรียนกันไปเรื่องเป็นราว แต่บ้านเรานั้นคนที่ได้ไปสัมผัสใกล้ๆ ทำกันได้แทบทุกคนเพราะคนไทยนั้นเก่งที่สุดในโลกอยู่แล้ว
ความหัวรั้นก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของนักทำ R2R ที่ดี ก็คือ ใครบอกอะไร (กู) ก็ไม่เชื่อ ที่มึงบอกไม่ดี กูจะขอลองทำแบบนี้ แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่สุดยอดที่สุดของคนที่จะหวังก้าวหน้าตามหลักการของ R2R
เพราะถ้าใครเป็นพวกหัวอ่อน ก็มักจะทำตามเขาไปเรื่อย เขาบอกอะไรว่าดีก็ทำตามเขาไปอย่างนั้น
ชอบลัดขั้นตอน
คุณสมบัติของคนไทยอีกแง่หนึ่งที่เป็นนักทำ R2R ที่ดีได้ก็คือ ชอบลัดขั้นตอน ลัดแล้วดีด้วย คือ รู้จักประยุกตร์ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรที่มันเว่อร์ ๆ ที่นักวิชาการแบบนั่งโต๊ะเขียนมาก็รู้จักตัดออกไปบ้าง กล้าได้ กล้าเสีย
สิ่งที่เขียนมาเกี่ยวกับคนทำ R2R ในเมืองไทยถ้านักวิชาการอ่านเผิน ๆ จะมองว่าเป็นพวก "ชุ่ย" ไม่ชอบทำงานตามระบบ ระเบียบ
แต่สิ่งนี้ต้องขอย้อนกลับไปถึงเรื่องของระบบ ระเบียบด้วยครับ เพราะระบบ ระเบียบของเมืองนอกนั้น เขาออกมาจากคนทำงานที่หน้างาน คือ ออกมาจากคนทำงานจริง ๆ ดังนั้น เมื่อคนทำงานจริงเขียนขั้นตอนการปฏิบัติงาน เขาจะเข้าใจหัวอกของคนทำงาน
แต่บ้านเรานั้นเป็นพวก "คนเขียนไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้เขียน" ดังนั้นคนเขียนส่วนใหญ่จะเรียนเยอะ อะไรดีก็เขียนไปซะหมด ส่วนคนทำถ้าทำไปตามที่นักวิชาการที่นั่งโต๊ะเขียนไว้ ก็อดตายกันพอดี เพราะกว่าจะก่ออิฐได้สักก้อนหนึ่งก็ต้องไปพิสูจน์ค่าทางเคมีกันซะก่อน
ปัญหา R2R ในวันนี้จึงอยู่ที่กรอบและตระแกรง ถ้าเราตั้งกรอบแล้วถือกรอบเดินเข้าไปหาคนทำงาน ก็ยากนักที่จะหาเจอ และถ้ายิ่งเราตั้งรูของตระแกรงไว้ว่าจะต้องเป็นผลงานทางวิชาการ ก็ต้องทำกันอีกหลายสิบหลายร้อยปี
แล้วสุดท้ายเราจะตั้งกรอบแล้วมีตระแกรงเหล่านี้ไว้เพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ใคร...?