GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

3D+5R คาถาการจัดการความรู้เพื่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

ความรู้มีพลวัตร (Dynamic) คือเปลี่ยนแปลงไปเหมือนน้ำที่ไปอยู่ในภาชนะต่างๆก็สามารถทำให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมนั้นๆได้ หาใช่เป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง (Static)

สังเกตหรือไม่ทำไมการจัดการความรู้ในองค์กรทั่วไปจึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ หรือไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ ทั้งๆที่ก็พยายามใช้เครื่องมือและเทคนิควิธีการต่างๆ อีกทั้งก็ใช้กระบวนการมากมายเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น COP หรือ Storytelling ทั้งนี้ก็เพราะว่าส่วนใหญ่ยัง ลปรร ในสิ่งที่เป็นผิวหรือเปลือก ยังลงไปไม่ถึงแก่นนั่นเอง ทุกคนยังมุ่งที่ Know What และ Know Why แต่ยังไปไม่ถึง Know How เพราะอย่างหลังนี่แหละที่จะทำให้เกิดการแตกกิ่งก้านสาขาของความรู้ นั่นเพราะความรู้มีความเหมาะเจาะเหมาะสมกับสถานการณ์ สภาพปัญหา และตัวปัญหา ไม่สามารถจะใช้ได้แบบครอบจักรวาล นี่คือเสน่ห์ของความรู้ ที่เราพยายามจะจัดการมัน

ดร. จุฑามาศ แก้วพิจิตร อาจารย์ประจำโครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ได้เสนอสูตรการเรียนรู้แบบ 3D + 5R ที่ขณะนี้ได้ทดลองใช้กับนักศึกษาในชั้นเรียนวิชาการบริหารโครงการ และเตรียมที่จะทดลองกับการจัดประชุมให้กับหน่วยงานภาคเอกชน โดยเธออธิบายถึง 3D + 5R ว่าเป็นการใช้รูปแบบของการสื่อสารที่มีความแตกต่างเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดลักษณะการคิด สะท้อน เชื่อมโยง และกลั่นกรองสิ่งที่รับรู้ให้กลายเป็นความรู้

ทั้งนี้เพราะความรู้มีพลวัตร (Dynamic) คือเปลี่ยนแปลงไปเหมือนน้ำที่ไปอยู่ในภาชนะต่างๆก็สามารถทำให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมนั้นๆได้ หาใช่เป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง (Static) ดังนั้นขอนำมาสรุปแบบสั้นๆง่ายๆให้ได้เรียนรู้กัน แล้วสมาชิก GotoKnow ช่วยกันคิดเพิ่มเติมต่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปครับ

D แรก คือ Dialogue หรือ การเสวนา เรียกกันว่าเป็น "ตะแกรงกรองข้อมูลให้เป็นความรู้" เนื่องจาก ข้อมูล หรือความรู้ในองค์การนั้น สามารถเสนอให้แก่ผู้ที่รับรู้ได้หลายรูปแบบ

D ที่สอง คือ Discussion เป็นการใช้ประเด็นที่สรุปได้จากขั้นตอน Dialogue ซึ่งปราศจากความรู้สึกและความเชื่อส่วนบุคคลมาเป็นตัวตัดสินแล้วนั้นมาอภิปรายกัน

D ที่สามคือ Debate หรือ Debrief ก็ได้ ซึ่ง ถ้าความรู้สุดท้ายต้องการให้เป็นสิ่งที่ผู้เรียนจดจำว่าเป็นสิ่งที่ต้องเลือกว่าผิดหรือถูก ให้ใช้ Debate หรือ การโต้แย้ง ขณะที่ Debrief เหมาะสมกับกรณีที่ไม่มีสิ่งที่ผิดหรือถูกในข้อสรุปของการเรียนรู้ ไม่มีวิธีที่ดีที่สุด ใช้เพื่อเสนอทางเลือกให้ผู้เรียนนำไปคิดต่อได้

ส่วน 5R ได้แก่

React หรือโต้ตอบ ด้วยการแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกต่อประเด็นเหล่านั้น

Relate หรือเชื่อมโยงกับประสบการณ์ หรือบทบาทของตนเองต่อองค์การ เพื่อที่จะขยายความและสร้างความหมายในการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

Refine คือ กลั่นกรองความคิด เพื่อพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับวงสนทนา เช่น ไม่ถามเพื่อเตรียมแสดงภูมิความรู้ของตน เป็นต้น

Reflect หรือสะท้อนว่าความรู้ที่ได้รับ หลังผ่านการอภิปรายมาแล้วให้ความหมายอย่างไรกับตนเอง

Reconstruct หรือ คิดใหม่ เป็นขั้นตอนของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพราะผู้เรียนผ่านการแชร์ประสบการณ์ ความคิดเห็นร่วมกันมา ได้คัดเลือกแนวทางแก้ปัญหาจากการอภิปรายร่วมกัน ดังนั้นเมื่อเขียนกรณีศึกษา จะเป็นช่วงการขมวดปมความคิดทั้งหมดจากความรู้ที่ได้รับมา เป็นความรู้ใหม่ของตนเอง ถ้าเจอปัญหาอย่างในกรณีศึกษาจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

สรุป และเรียบเรียงจาก ผู้จัดการรายสัปดาห์ 23 ก.ย. 2548

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): kmsharingimprovement
หมายเลขบันทึก: 34372
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

เรียนอาจารย์จำลักษณ์

              ผมได้ติดตามอ่านบทความของอาจารย์ในเอกสารของสถาบันเพิ่มฯมาตลอด ชื่นชอบ ชื่นชมและได้เทคนิคดีๆในการบริหารจัดการมากครับ เพิ่งเข้ามาอ่านเจอในบล็อกก็จะได้ติดตามต่อไปเรื่อยๆครับ

                              นพ.พิเชฐ บัญญัติ

ยินดีที่ได้ ลปรร กันครับ ได้มีโอกาสอ่านประวัติคุณหมอแล้ว น่าปลื้มใจจริงๆครับ ที่เมืองไทยมีหมอที่ดี เก่ง และมุ่งมั่นพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง

กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาของบทความด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

ดร.จุฑามาศ แก้วพิจิตร

รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์