การทำงานของทันตแพทย์มีลักษณะของงานที่ต้องทำในบริเวณช่องปาก ซึ่งเป็นพื้นที่แคบๆต้องใช้  สายตาและส่วนของร่างกาย ได้แก่ ศีรษะ คอ มือ ลำตัว เท้า ต้องอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ ทำให้นำไปสู่อาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและโครงกระดูกจากการทำงาน มีการศึกษาพบว่าท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Visser และ Strake 1994) ดังเช่นการนั่งเอี้ยวตัวและเอียงตัวที่ไม่สมดุลย์ ก่อให้เกิดความล้าและความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ

มีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่า ความเจ็บปวดที่หลัง คอ ไหล่ เป็นปัญหาสำคัญของทันตแพทย์ ในขณะที่ทันตแพทย์เปลี่ยนการทำงานจากท่ายืนมาเป็นนั่งทำงาน ปัญหาการเจ็บปวดบริเวณคอ ไหล่ ได้เกิดมากขึ้น การศึกษาของ B.D.Nguyen และคณะ (2004) ได้ทำการสำรวจในทันตแพทย์ และผู้ช่วยทันตแพทย์ พบว่าร้อยละ 89 ของทันตแพทย์ และร้อยละ 80 ของผู้ช่วยทันตแพทย์ มีปัญหาเกี่ยวกับคอ และมากกว่าร้อยละ 50 ของทันตแพทย์ และผู้ช่วยทันตแพทย์ มีอาการปวดไหล่ทั้งสองข้าง โดยตำแหน่งของการปวดที่พบมากที่สุด คือ ไหล่ (ร้อยละ 54) คอ (ร้อยละ 47) และบริเวณหลังส่วนล่าง (ร้อยละ 20) เช่นเดียวกับ Finsen และคณะ (1998) ที่ศึกษาในทันตแพทย์เดนมาร์ค ที่พบตำแหน่งของการปวดคอและไหล่ (ร้อยละ 65) และบริเวณหลังส่วนล่าง (ร้อยละ 59)

การศึกษาในประเทศไทย สุทธิพงศ์ เชาวนาดิศัย และคณะ (1997)ทำการสำรวจโดยการส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างทันตแพทย์ไทยในภาคใต้ จำนวน 220 ราย มีการตอบกลับ จำนวน 178 ราย พบว่า ปัญหาสุขภาพของวิชาชีพทันตแพทย์ คือ อาการเจ็บกล้ามเนื้อและโครงกระดูก ร้อยละ 78 และจากนโยบายในการให้บริการของภาครัฐ ทำให้ทันตแพทย์ต้องทำงานหนัก มีจำนวนผู้มาใช้บริการมาก จึงมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกจากการทำงาน โดยเฉพาะหากท่าทางในการทำงานนั้นไม่เหมาะสม การวิเคราะห์ท่าทางการทำงานของทันตแพทย์จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความผิดปกติดังกล่าว

เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ท่าทางในการทำงานในปัจจุบัน มีด้วยกันมากมาย เช่น EMG เป็นเครื่องมือที่ใช้วัด Muscle activity, Goniometer and Torsiometer ใช้วัดองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย Inclinometer ใช้วัดความเอียงเมื่อเทียบกับแรงโน้มถ่วงของโลก Dynamometer ใช้วัดกำลังของกล้ามเนื้อ เครื่องมือแต่ละชนิดที่กล่าวมาจะมีข้อบ่งชี้ ข้อดี ข้อด้อยแตกต่างกันไป

ดังที่กล่าวมาการปฏิบัติงานทางทันตกรรม บ่อยครั้งทันตแพทย์จะต้องทำงานในลักษณะที่ค้างอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน การศึกษาของ Chaffin, D.B., Andersson, G.B.J. (1991) พบว่าการก้มคอจาก 0-20 องศาเป็น 30-60 องศาส่งผลให้เกิดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อบริเวณคอ ระยะเวลาในการทำงานจะลดลงจาก 5 ชั่วโมงเหลือ 3 ชั่วโมง และการศึกษาของ Hagberg (1996) ได้ทำปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดความผิดปกติที่คอและแขน (Neck and Arm Disorder) พบว่าลักษณะท่าทางการทำงาน (Posture)  เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดความผิดปกติที่คอและแขน จากลักษณะงานดังกล่าวการวัดพิสัยการเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังโดยการใช้เครื่องวัดความเอียงจึงเป็นวิธีวัดที่เหมาะสมที่จะนำมาวิเคราะห์ท่าทางการทำงานของทันตแพทย์ เนื่องจากโดยปกติในท่านั่งปฏิบัติงานลำตัวตั้งตรง ศีรษะตั้งตรง ถ้ามีการโน้มตัวไปข้างหน้าหรือก้มศีรษะจะส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อให้ทำงานมากขึ้นหรือไม่สมดุลได้    

จะเห็นได้ว่าท่าทางการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญปัจจัยหนึ่งต่อการเกิดโรคทางระบบและกล้ามเนื้อ เป็นการดีถ้านิสิตทันตแพทย์หรือทันตแพทย์จะมีเครื่องมือที่สามารถบอกท่าทางการทำงานของตนเองว่าอยู่ในท่าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายโดยเฉพาะข้อต่อหรืบบริเวณที่พบว่าก่อให้เกิดปัญหาเพื่อช่วยในการปรับเปลี่ยนท่าทางการทำงานให้เหมาะสมต่อไป

โดยคาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับ คือ

       1. เครื่อง bio-feedback Inclinometer และการจดสิทธิบัตรเครื่องมือ

       2. การลดอุบัติการณ์การเกิดอาการผิดปกติทางระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในทันตแพทย์

       3. การปรับปรุงการเรียนการสอนทางด้านการยศาสตร์ให้แก่นิสิตทันตแพทย์

กิจกรรม

1. สร้างเครื่อง Inclinometer

2. ทดสอบความเที่ยงตรงและความแม่นยำของเครื่อง

3. เก็บข้อมูลการปฏิบัติงานในทันตแพทย์โดยใช้เครื่อง inclinometer

4. การประเมินการใช้เครื่อง inclinometer กับการเกิดอาการผิดปกติทางระบบ
    โครงร่างและกล้ามเนื้อในทันตแพทย์

5. นำไปใช้ในการเรียนการสอนทางด้านการยศาสตร์ให้แก่นิสิตทันตแพทย์
    และนำไปใช้กับทันตแพทย์ที่สนใจ