เงินตราอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

         ช่วงระยะเวลา ๔๑๗ ปี  แห่งความเกริกไกรของกรุงศรีอยุธยาเป็นผลจากสภาพทำเลที่ตั้งอันเหมาะสม การจัดระบบการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคมอย่างมีระเบียบแบบแผนรวมถึงการจัดระบบการผลิตเงินตราด้วย

         กรุงศรีอยุธยาเป็นชุมทางของลำน้ำสายหลักต่างๆ  อันได้แก่  แม่น้ำเจ้าพระยา  แม่น้ำน้อย  แม่น้ำลพบุรี  และแม่น้ำป่าสัก  ซึ่งมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่อ่าวไทย  จึงเป็นเมืองท่าที่พร้อมสำหรับการค้าทั้งภายในและต่างประเทศ  เป็นศูนย์รวมของพ่อค้าวาณิชที่มาจากแหลมมลายู  อินเดีย  อาหรับ  ญี่ปุ่น  จีน  และยุโรป  ในขณะเดียวกัน  ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาได้ส่งเรือสำเภาประสิทธิภาพสูงออกทะเลไปค้าขายยังที่ต่างๆด้วย  การค้ากับต่างประเทศจึงเจริญรุ่งเรืองจนเป็นรายได้หลักและนำความมั่งคั่งมาสู่ราชอาณาจักร

         ชาวโปรตุเกสเป็นฝรั่งชาติแรกที่เดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  จากนั้น  ก็มีชาวยุโรปชาติอื่นๆ  ได้แก่  สเปน  ฮอลันดา  อังกฤษ  และฝรั่งเศส  เข้ามาค้าขายอย่างต่อเนื่อง  เพราะกรุงศรีอยุธยามีสินค้าสำคัญที่ต่างชาติต้องการ  เช่น  หนังสัตว์  ไม้หอม  พริกไทย  ดีบุก  งาช้าง  เครื่องเทศ  ข้าว  ฯลฯ

         เมื่อการค้ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ  รัฐจึงเลือกที่จะเป็นผู้ผูกขาดดูแลการค้าเสียเองโดยพระคลังสินค้าเป็นผู้ดูแลการค้ากับต่างประเทศ  และเพื่อให้การค้าดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  รัฐจึงจัดวางระบบการผลิตเงินตราและกำหนดมาตรฐานการเงินเพื่อควบคุมการค้าและการคลังอย่างทั่วถึง  ดังปรากฎหลักฐานในกฏหมายตราสามดวงลักษณะโจร  ซึ่งตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑  เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๓  หมายเลข ๑๕๖  ว่า

         “......มาตราหนึ่ง  ผู้ใดทำเงินทองแดง  เงินพราง  เงินรวง  ทองพราง  ทองแดง  ทองอาบแลแกะตราปลอม  ตอกตราพดด้วงเทียม  พิจารณาเปนสัจให้ตัดนิ้วมือเสีย  อย่าให้กุมค้อนคีมได้  ส่วนเงินแดงนั้นให้นายไฟหลอมเสีย  ส่วนตราอันปลอมให้นายไฟทำลายเสีย.....”

         จากกฏหมายนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลห้ามราษฎรทำเงินขึ้นใช้เอง  ต่างจากในสมัยกรุงสุโขทัยที่อนุญาตให้เจ้าเมืองประเทศราช  พ่อค้า  และราษฎรทำเงินพดด้วงขึ้นมาใช้เองได้ตามความต้องการ

         นอกจากเงินพดด้วงขนาดราคาต่างๆ แล้ว  พบว่าชาวกรุงศรีอยุธยายังคงใช้ “ เบี้ย”  เป็นเงินปลีกเช่นกัน  ซึ่งมีทั้ง  เบี้ยโพล้ง  เบี้ยแก้  เบี้ยหมู  เบี้ยจั่น  เบี้ยนาง  เบี้ยพองลม  เบี้ยบัว  เบี้ยตุ้ม  เป็นต้น  แต่ที่พบส่วนมากเป็นเบี้ยจั่นกับเบี้ยนาง  ที่พ่อค้านำมาขายจากหมู่เกาะมัลดีฟส์ของอินเดียและหมู่เกาะฟิลิปปินส์  ราคาเบี้ยไม่แน่นอน  แล้วแต่จะมีพ่อค้านำเข้ามาค้าขายมากหรือน้อย  โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐ – ๘๐๐ เบี้ยเท่ากับ ๑ เฟื้อง

         ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  ประมาณ พ.ศ. ๒๒๘๗  เกิดการขาดแคลนเบี้ย  จึงมีการจัดทำ “ ประกับ”  เพื่อใช้ในการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ  ทำด้วยดินเผาประทับตราด้านเดียว  เช่น  ตราบัว  ตรากินรี  ตรากระต่าย  ตราไก่  ตราราชสีห์  ฯลฯ

         เนื่องจากมีพ่อค้าต่างชาติทั้งจากยุโรปและเอเชียเข้ามาค้าขาย  และต่างก็นำเงินตราทั้งของประเทศตนเองและเงินตราที่ได้รับจากเมืองท่าอื่นๆ  เข้ามาซื้ขายสินค้าในกรุงศรีอยุธยา  ทำให้มีเงินตราต่างประเทศเข้ามาในระบบเงินตรากรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก  เงินที่เข้ามามีทั้งเงินแผ่นของญี่ปุ่นที่เรียกว่า  “ อิตเซบู”  ทองแผ่นที่เรียกว่า  “ โอบัง”  และ  “โคบัง”  เงินปอนด์สเตอร์ลิงค์ของอังกฤษ  เงินเรียลของสเปน  ฯลฯ

         จากหลักฐานจดหมายเหตุบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยานามว่า  เดอ ชัวซี  ที่ว่า 

         “........ข้าพเจ้าพึ่งจะรวบรวมเหรียญทองคำ  เงิน  และทองแดง  ข้าพเจ้าได้สั่งให้เสาะแสวงหาเหรียญต่างๆ  เหล่านี้ตั้งแต่วันขึ้นจากเรือ  หาไม่ใคร่จะได้  หาได้แต่เพียงเหรียญของประเทศต่างๆ ๑๒ ประเทศ...” 

         แสดงให้เห็นว่ามีการใช้เหรียญต่างประเทศในกรุงศรีอยุธยามากกว่า ๑๒ ประเทศทีเดียว  ทำให้พระคลังสินค้าของกรุงศรีอยุธยาต้องกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของไทยกับเงินตราประเทศต่างๆ  ตามสกุลเงิน  เช่น  เงินไทย ๑ ชั่ง  เท่ากับเงินเรียลสเปน ๔๘ ๓/๔ เหรียญ  เท่ากับเงินญี่ปุ่น ๔๐  ตำลึง  และเท่ากับเงินโปรตุเกส ๔๙ เหรียญ  ส่วนเงินไทย ๒ ตำลึง  เท่ากับเงินอังกฤษ ๑ ปอนด์สเตอร์ลิงค์  เป็นต้น

         เห็นได้ว่าระบบเงินตราในกรุงศรีอยุธยามีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การผลิตพดด้วงซึ่งได้มีการปรับปรุงและพัฒนารูปลักษณ์จนมีลักษณะเป็นของตนเอง  และแม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะล่มสลายไปใน พ.ศ. ๒๓๑๐  จนไม่อาจบูรณะฟื้นฟูได้ดังเดิมแต่ยังคงมีการใช้พดด้วงสืบต่อมาในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี  และแผ่นดินของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย โดย เพื่อนนักศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง