สวัสดีครับชาว Blog ที่รักทุกท่าน
ถือโอกาสใช้ Blog เป็นการเตือนสติคนไทยว่าอย่าให้กลุ่มที่ไม่หวังดีทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เอาประเทศไทยเป็นตัวประกัน ทุก ๆ คนต้องช่วยกัน ผมถือว่าผมเป็น "We the media" คือ ทุกคนต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
เสื้อแดงถ้ามีอุดมการณ์เพราะประเทศยังยากจน ผมเห็นด้วยแต่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง
คนไทยอย่าตื่นตระหนก สงบ แต่อย่ากลัว ต้องไม่กลัวอิทธิพลนอกระบบ
ผมยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ดูได้จากภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งทำให้การขาดดุลงบประมาณของไทยดีขึ้น และหนี้สาธารณะของไทยก็แค่ 44% of GNP ซึ่งหลาย ๆ กลุ่มชอบมากกว่าคณะชุดคุณอภิสิทธิ์และคุณกรณ์กู้มาก ทุกประเทศกู้ทั้งนั้น เพราะเหตุการณ์ไม่ปกติ
-
Greece มีหนี้สาธารณะ = 100% of GDP
-
อังกฤษมีหนี้สาธารณะกว่า 100% of GDP
ผมท้าเลยว่า ถ้าทักษิณเป็นนายกฯ ก็ต้องกู้ อาจจะมากกว่าคุณอภิสิทธิ์ เพราะมีภาระแฮมเบอร์เกอร์ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ฯพณฯ นายกฯ อภิสิทธิ์ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อกราบถวายรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 14 โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มีนาคม 2553
แต่เราก็ไม่ต้องการรัฐบาล "ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง" และไม่ได้เป็นรํฐบาลที่ประชาชนเลือกมา ค่ะ
คุณนิภารัตน์ครับ
อย่าลืมว่ารัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ก็มาจากการเลือกตั้ง ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนะครับ
เรียน คุณจีระ
เราคงต้องกลับไปทบทวนเรื่องประชาธิปไตยที่ได้มาจากการเลือกตั้งใหม่กันทั้งสองคนแล้วล่ะค่ะ การตีความเรื่องความชอบธรรม เราจะมาตีความเข้าข้างตนเองไม่ได้ เพราะเวลาไปยืนบนเวทีระดับโลก "มันไม่สง่างาม"
ที่เป็นอยู่้ทุกวันนี้ก็เพราะเราทำรัฐประหารแล้วก็มีการ ........ลากกันตั้งเข้ามา
ขอแสดงความคิดเห็นด้วยครับ
ได้นักการเมืองมาจากการเลือกตั้งจริง แต่มาจากการฃื้อเสียงจะบริหารดีได้อย่างไรครับ
เราต้องการคนดีที่ไม่โกง ไม่ต้องการคนเก่งแต่โกงครับ
นาย วิรัช จินดากวี นักศึกษาปริญญาเอก นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
- เอาประเทศไทยเป็นตัวประกัน
- อิทธิพลนอกระบบ
- คนดีที่ไม่โกง
- คนเก่งแต่โกง
- ความชอบธรรม
- มันไม่สง่างาม
นิยามของความหมายของเราที่ประดิษฐ์ประดอยภาษาให้ดูดี หรือมีค่า อาจน่ากลัว หรือน่าหาคำตอบ หรือเป็นพยางค์ที่กินใจ เฉียมแหลม คมลึก ความเห็นแตกต่างของคนไทยทำให้ประเทศไทยเราบอบซ้ำมาก หยุด หรือ ยุติ ที่จะเอาชนะกันเถอะครับ หลักชัย เส้นชัย ที่เราจะไปให้ถึง คือความดี คิดดี ปฎิบัติดี รับฟังความคิดเห็นคนอื่นบาง อย่าคิดว่าความคิดคนอื่นผิดเสมอยิ่งแย้งเหมือนยิ่งยุ อย่าโทษสื่อ อย่าโทษสี โทษตัวเราเถอะบ้านเมืองเป็นอย่างนี้แล้ว หาทางมาคิดตรงกันเถอะ ยอมกันเถอะครับจะยอมด้วยเหตุผลจะยอมแล้วเสียเปรียบ หรือเสียศักดิ์ศรีก็ยอมเถอะครับ ขอให้ประเทศไทยอยู่รอดเราอยู่ดี มีสุขทุกถ้วนหน้าผมยอมแล้วครับ ยอมในสิ่งที่ถูกต้อง(กรุณาอย่าถามต่อว่าอะไรหละที่มันถูกต้อง) เราจะไม่เข้าข้างใคร ประเทศไทยคือประเทศของเราทุกคน
นายประจักษ์ เพ็งจางค์
สวัสดีครับชาว Blog
ขณะนี้สถานการณ์ผ่านมา 2 วันครึ่งแล้ว ผมขอชมเชยทางฝ่ายผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันอย่างสันติ และแสดงถึงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน นับว่าเป็นวิถึทางที่ดีสำหรับประชาธิปไตย ผมขอชมเชยฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจและทหารที่มีความอดทน อดกลั้น ขอชมเชยภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมตามแนวทางสันติวิธี โดยเฉพาะสมาคมสื่อมวลชนฯ และอาจารย์โคทม อารียา อย่างไรก็ดีสิ่งที่จะต้องระมัดระวังจากนี้ไป คือ ต้องดูแลบางกลุ่มที่อาจจะไม่หวังดี และสร้างสถานการณ์ได้ ดังนั้น ทางฝ่ายรัฐบาล และผู้ชุมนุมก็คงจะหาทางลงอย่างสมศักดิ์ศรี การชุมนุมครั้งนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จที่สามารถระดมพี่น้องประชาชนมาได้ระดับหนึ่ง
สำหรับท่านที่สนใจทางลงหรือทางออกของผู้ชุมนุมก็ส่งคความคิดเห็นของคุณมาที่ Blog นี้นะครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ขอให้ทุกคนตั้งสติ ใช้ปัญญาคิด เชื่อว่าเรารู้ตัวตนของเราเองครับจะทำอะไรคิดก่อนครับ มิใช้ทำตามกระแสโดยไม่มีเหตุผลครับ ประเทศไทยยังต้องมีไว่สำหรับทุกคน ลูกหลานรุ่นหลังเราต้องให้ความรู้คู่คุณธรรมครับ ที่สำคัญอย่าคิดทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ไร้เหตุผล เพื่อพวกพ้องหรือไครคนใดคนหนึ่ง ครับมันไม่คุ้มครับ การชุมนุมเกิดจากปัจจัยอะไรลองคิดด้วยนะครับ ประเทศไทยได้อะไรและจะเสียอะไร เพราะที่สำคัญเราคนไทยต้องยังอยู่ประเทศไทย
ขอบคุณครับคุณจีระ การกู้คือทางออกที่ดีเช่นนั้นหรือ กู้มาถ้าใช้พัฒนาประเทศไทยผมก็ยินดีอย่างยิ่งครับ
แต่กู้มาแล้วนำมาเป็นอำนาจในกลุ่มพวกผ่องของตัวเองนิ ผมไม่เห้นด้วยอย่างยิ่งเลย....
ขอขอบคุรนะครับกับความรู้ใหม่ ดีๆครับคุณจีระ
ถึง คุณราชิตและชาว Blog
ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นครับ โดยเฉพาะคุณราชิตที่ให้ความเห็นเรื่องการกู้หนี้ของรัฐบาล ที่ปัจจุบันแม้ว่าจะกู้เยอะแต่ก็คิดเป็นเพียง 44% ของ GDP ยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ มาก ตัวอย่างเช่น ประเทศกรีซมีหนี้สาธารณะ 123% of GDP (มากกว่า 100%) หรือประเทศในยุโรปกลุ่มสมาชิก EU อาทิ ประเทศเยอรมันที่มีฐานะการคลัะงค่อนข้างจะดีก็มีหนี้สาธารณะมากกว่า 80%
เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ประชาชนต้องติดตามว่าเงินกู้เอาไปใช้ที่ไหนบ้าง? ยกตัวอย่างโครงการหนึ่งที่ใช้งบประมาณ "ไทยเข้มแข็ง" คือ เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้จัดกิจกรรมทางวิชาการเพื่อพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพ สำหรับข้าราชการส่วนกลางระดับ 8 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โครงการดังกล่าวก็ใช้งบประมาณจากกองทุนไทยเข้มแข็งซึ่งก็ถือว่ามีประโยชน์เพราะการมองเรื่องพัฒนา "คน" เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นการพัฒนาที่กว่าจะเห็นผลคงต้องใช้เวลา และมีไม่กี่รัฐบาลนักที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
นอกจากนี้ ท่านประเสริฐ แก้วเพ็ชร ท่านที่ปรึกษาฯ ของกระทรวงศึกษาธิการท่านก็เลฃ่าให้ผมฟังว่าท่านได้ใช้งบ "ไทยเข้มแข็ง" ไปพัฒนาการเรียนการสอนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เพราะเมื่อก่อนนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีคนเรียนเลย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็เริ่มดีขึ้น ผมคิดว่าโครงการเหล่านี้เป็นตัวอย่างของโครงการที่มีประโยชน์ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และเป็นการสร้างทุนแห่งความยั่งยืน
วันนี้เป็นวันจันทร์แล้ว จากการชุมนุมในครั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า..
1) การกระจายรายได้และการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในยุคที่โลกร้อน มีความแห้งแร้งที่รุนแรง ปัญหาชลประทานขนาดเล็ก และปัญหาน้ำ
2) การเพิ่มทักษะให้แก่เกษตรกรในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการมีจิตวิญญาณผู้ประกอบการ
3) การเพิ่มปัญญาให้แก่ชุมชนอย่างทั่วถึง ซึ่งหลาย ๆ ภาคส่วนจะต้องเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ NGOs ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็นทางออกที่ดี
จีระ หงส์ลดารมภ์
บทเรียนจากความจริง กับดร.จีระ
จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม 2553 และ www.naewna.com
ขอบคุณทุกฝ่าย ใช้วิธีการอย่างสันติ
ครบ 7 วัน ของการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่ม นปช.โดย ใช้สันติวิธีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งขณะที่เขียนอยู่ยังไม่มีความรุนแรงจนน่าวิตก
แต่จากนี้ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ยังไม่แน่ แต่มีแนวโน้มดังต่อไปนี้
คนกรุงเทพฯ เริ่มปรับตัวให้อยู่กับการประท้วง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กรุงเทพฯเงียบกริบ คาดว่าจะรุนแรง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอถึงวันอังคารที่ 16 วันพุธที่ 17 และเช้าวันพฤหัสที่ 18 วิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯก็เริ่มปรับกับการประท้วง คล้ายๆในตะวันตกหรือเกาหลี ญี่ปุ่น ที่ประท้วงได้แต่อย่ากระทบผู้อื่น ชีวิตต้องเดินต่อไป
ฝ่ายเสื้อแดงมีการขัดแย้งกันอย่างหนัก ระหว่างกลุ่มแดงสยาม (หมวกแดงมีดาว) กลุ่มเสธแดง และกลุ่ม 3 เกลอ
ผู้ทำการประท้วงคงต้องหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อเร่งเร้าให้สมาชิกอยู่ต่อหรือมาสมทบใหม่ ผมมีโอกาสผ่านไปดูบรรยากาศแถวสะพานผ่านฟ้า เมื่อวันอังคารได้ถามความเห็น ส่วนใหญ่ยังขาดอุดมการณ์ขาดจิตสำนึก บทเรียนครั้งนี้คงสอนให้รัฐบาลทุกรัฐบาล (รวมทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์) ว่าต้องเน้นในการศึกษาแก่คนไทย
“คิดเป็น วิเคราะห์เป็น คิดแบบวิทยาศาสตร์ คิดแบบสร้างสรรค์ Creativity และ นวัตกรรม Innovation เป็นสังคมการเรียนรู้ มีจิตสาธารณะ”
ไม่ใช่แค่เรียนฟรี แต่ให้คนไทยใช้ปัญญามากขึ้น
ตัวเลขผู้ชุมนุมที่แต่ละฝ่ายอ้างอิงต้องมองอย่างเป็นธรรม ฝ่ายข่าวกรองและตำรวจ วิเคราะห์ว่าจำนวนไม่มากอย่างที่คิดไว้ บางช่วงเวลาเหลือแค่ 20,000 คน ฝ่ายเสื้อแดงย้ำว่าจำนวนมากเป็นแสน มีกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ ที่ยังดูคึกคัก สร้างสีสันโดยเฉพาะกลุ่มที่นำโดยรถปิคอัพโบกธง
การปลุกกระแสไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายนัก ขณะนี้คนระดับรากหญ้าต้องสู้กับทุนข้ามชาติไม่ใช่สู้กับกลุ่มอำมาตย์ ในด้านรัฐบาลตัวช่วยมากๆ คือพลังเงียบที่สร้างให้เกิดสันติวิธีช่วยเฝ้าระวัง
เศรษฐกิจไทยช่วยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ว่าการเก็บภาษีที่มากขึ้นหรือการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงวันที่ 15 – 17 มีนาคม และช่วงหลัง ๆ ผมใช้ Blog อธิบายข้อมูลบางอย่าง ทำให้ คนนิยมเสื้อแดงเริ่มเข้าใจ เช่น เสื้อแดง บอกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กู้มากกว่ายุคคุณทักษิณ แต่ปรากฏว่า การกู้ของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์มีแค่ 44 % ของ GDP ประเทศที่ร่ำรวยกว่าไทย เช่น :
Greece 123 % ต่อ GDP
อังกฤษ 100 % ต่อ GDP
เยอรมัน 80 % ต่อ GDP
ก่อนมีการประท้วง ผมทำงานเรื่องการให้ความรู้พบว่า เงินกู้โครงการไทยเข้มแข็งบางก้อนได้ไปพัฒนาคน เช่น โครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพยุคใหม่ของอาชีวศึกษาสำหรับข้าราชการส่วนกลาง (กพ.) นำไปพัฒนาคนไม่ใช่แค่เอาใจพรรคร่วมหรือถนนปลอดฝุ่น ซึ่งเรื่องนี้สื่อรัฐทำงานยังคลำไม่ถูกนัก เน้นโจมตีตัวคุณทักษิณมากเกินไป ไม่เน้นผลงานรัฐบาล ที่มีเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นและพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
นายกฯอภิสิทธิ์ มีภาระหนักมาก ได้ผ่านสิ่งที่ร้ายแรงมาเยอะ ขอให้กำลังใจ อดทนและใจเย็น แต่อย่าประมาท รักษาตัวให้ดี
ข่าวที่น่ากลัว คือเรื่องลอบทำร้ายผู้นำหรือก่อวินาศกรรมต้องติดตามกันต่อไป แต่ประชาชนต้องช่วยให้ข้อมูลฝ่ายรัฐฯ
คนกรุงเทพฯและคนต่างจังหวัดเริ่มได้เรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร? ต้องคิดให้รอบคอบและถ้าผ่านเหตุการณ์ไปได้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องหาทาง :
หลักฐานการตัดสินของศาลฎีกาคดีคุณทักษิณก็เป็นจุดควรให้สังคมไทยได้เรียนรู้ว่าอะไร ไม่ใช่มองแค่ว่าการประท้วง เพื่อคุณทักษิณกลับมาเท่านั้น
ที่สำคัญก็คือประชาธิปไตย ต้องมีธรรมาธิปไตย ถ้าคุณทักษิณชนะขึ้นมาแล้ว ประเทศจะเป็นอย่างไร? ผมยังมองไม่ออก ระบบต่างๆ ของเราจะอยู่ได้อย่างไร?
สุดท้ายทีมจัดรายการทาง FM.96.5 MHz. ได้หาทางออกต่อสังคม ประชาชนน่าจะรับฟัง เช่น ท่าน ว.วชิรเมธี ขอให้เน้น
แต่ท่านทิ้งท้ายได้ดีว่าถ้า ทำสำเร็จได้ต้องมีปัญญา รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ต้องให้การศึกษา สร้างปัญญาให้คนไทยทั่วประเทศ
ผมขอยกย่องพลตำรวจเอกสมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับการ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นคนดีและกล้าหาญ ตายไปแล้วยังเป็นบทเรียนว่าเป็นข้าราชการไทยเพื่ออะไร? เมืองไทยขาดข้าราชการที่มีอุดมการณ์ อย่างจ่าเพียร
สุดท้ายฝากประชาสัมพันธ์ว่าทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 18.05 – 19.00 น. FM.107.5 MHz. ผมมีรายการวิทยุที่เน้นให้ความรู้ ลองติดตามฟังดู
จีระ หงส์ลดารมภ์
...............................................
อ่านบทความอื่น ๆ ของ ดร.จีระ คลิ๊กที่นี่ http://www.naewna.com/allnews.asp?ID=97
บทความจากคอลัมน์ “บ้านเมืองเรื่องจริง”
โดย ผศ.ดร.ชวนะ มหิทธิชาติกุล – ภวกานันท์
จาก www.naewna.com (20.3.53)
ผู้สื่อข่าวการเมืองกับการปรับเปลี่ยน mind set ตามแนวคิด ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
คุณสมบัติของผู้สื่อข่าวการเมืองนั้นมีความสำคัญต่อการรายงานข่าวการเมือง เหตุนี้คุณลักษณะที่ดีของผู้สื่อข่าวการเมืองจึงไม่ควรขาดสิ่งต่อไปนี้
1. มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐศาสตร์ สังคม และประวัติศาสตร์
2. มีความรู้พิเศษเกี่ยวกับการแบ่งระดับของการปกครองประเทศ
3. มีความติดต่อใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอิทธิพลในวงการเมือง รวมทั้งผู้ที่มีความ กระตือรือร้นในวงการเมืองหรือราชการ
4. มีความสามารถในการเขียนอย่างธรรมดา และมีความหมายชัดเจน ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมา ปะปนและไม่เข้าข้างใคร
5. มีความสามารถที่จะวางตัวเป็นเพื่อนและเป็นที่ยอมรับเชื่อมั่นของนักการเมือง
6. มีความสามารถที่จะวัดหรือคาดคะเนความคิดมวลชน และเข้าใจว่าจะนำมาใช้ให้เป็น ประโยชน์ได้อย่างไร
7. มีความรู้ความเข้าใจกลไกทางการเมือง
8. มีประสาทสัมผัสที่ 6 หรือ ซิกเซนส์ซึ่งจะทำให้ผู้สื่ข่าวสามารถแบ่งแยกเรื่องเหลวไหล หรือ การหาเสียงโฆษณาตัวเอง ออกจากเรื่องแท้จริงของการเมือง
การเป็นผู้สื่อข่าวที่ดีนั้น จึงเห็นได้ว่าผู้สื่อข่าวจะต้องเป็นคนที่จมูกไวต่อข่าว หรือ "โนสฟอร์ นิวส์" คือมีความฉับไวหรือไหวพริบว่าเขาทำอะไรกัน และทำไมจึงทำเช่นนั้น ในขณะเดียวกันก็หมายถึงความสามารถเฉพาะตัวเกี่ยวกับการประเมินเหตุการณ์ที่มีคุณค่าที่จะเป็นข่าว ในฐานะของผู้สื่อข่าวจะต้องคิดเสมอว่าเรื่องต่างๆ อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ สำหรับที่จะตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ ผู้สื่อข่าวจะต้องมองแง่มุมของข่าวชนิดเดียวกันแตกต่างกว่าคนอื่น และสามารถรายงานปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้ว่า เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรด้วย เหตุผลทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ ปัญหาสังคม แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสิ้นทั้งมวลที่กล่าวก็จบลงตรงที่ปัจจัยสำคัญของผู้สื่อข่าวทุกประเภท อันหลีกเลี่ยงไม่พ้นได้ก็คือแหล่งข่าวการเมือง
แหล่งข่าวคือ ต้นตอหรือที่มาของข่าวสารทุกชนิด ไม่ว่าข่าวนั้นจะเป็นผลจากธรรมชาติหรือจากการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ต่อมนุษย์ที่เรียกว่าพฤติการณ์ทางสังคม และแหล่งข่าวใดก็ตาม หากมีผู้ควบคุมหรือผู้เป็นต้นตอของเรื่องราวพยายามปิดบังซ่อนเร้นเท่าไร ในแง่คุณค่าทางข่าว แหล่งข่าวนั้นถือได้ว่า แหล่งข่าวนั้นมีคุณค่าทางข่าวสารมากเท่านั้น แหล่งข่าวเหล่านั้น อาจมีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ความลับทางทหาร ทางเศรษฐกิจ สัญญาลับระหว่างประเทศ แหล่งข่าวเหล่านี้เราเรียกว่า "แหล่งข่าวปิด"
แหล่งข่าวปิด ในทางข่าวการเมืองได้แก่ บรรดานักการเมือง รัฐมนตรีในคณะรัฐบาล สมาชิกรัฐสภา ผู้แทนราษฎรพรรคต่างๆ ตลอดจนเจ้าหน้าที่และข้าราชการประจำในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ส่วนสถานที่ที่จะไปหาข่าวก็ได้แก่ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ตั้งสำนักงานของพรรคการเมืองต่างๆ สำหรับการรายงานข่าว การหาข่าวการเมืองในประเทศไทย แนวโน้มเริ่มนิยมแหล่งข่าวที่เป็นบุคคลสำคัญในอดีตด้วย เช่น การขอความเห็นทางการเมืองจากอดีตนายกฯ ตลอดจนติดตามถึงสถานที่ของนักการเมืองคนสำคัญไปถึงบ้านพัก หรือสนามกีฬายามว่าง เช่น สนามกอล์ฟ เพื่อการสัมภาษณ์ ในขณะที่ในต่างประเทศแหล่งข่าวและสถานที่ทำข่าวเช่นนี้ไม่ได้รับความนิยมกันเท่าใดนัก
ส่วนข่าวการเมืองท้องถิ่น แหล่งข่าวก็คือ ข้าราชการ หรือนักการเมืองในท้องถิ่น แต่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญมาก เพราะหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นประจำรัฐต่างๆ ได้รับความนิยมมาก สำหรับในประเทศไทยปัจจุบันก็เริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้นกว่าก่อนแล้ว โดยเฉพาะแนวคิดป่าล้อมเมืองทางการเมือง
นอกเหนือจากความรับผิดชอบในการเสนอข่าวแล้ว ผู้สื่อข่าวการเมืองยังต้องมีความรับผิดชอบด้านอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับผิดชอบต่อผู้ให้ข่าว ซึ่งถือว่าต้องถือเป็นความลับปกป้องคุ้มครองมิให้รั่วไหล แม้ต้องเจออุปสรรคต่างๆ เพราะการเสนอข่าวบางครั้งต้องเปิดโปงการทุจริตในการกระทำของคนบางกลุ่ม ซึ่งอาจเป็นผู้มีอิทธิพล ผู้เป็นแหล่งข่าวจึงไม่ต้องการเปิดเผยตัว หากการให้ข่าวไม่เป็นความลับ ต่อไปก็จะขาดความเชื่อถือ ไม่มีใครกล้าให้ข่าว โดยเฉพาะข่าวการเมืองซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของคนจำนวนมาก หนังสือพิมพ์ในประเทศไทย มีวิธีการเสนอข่าวจากแหล่งข่าวที่ต้องปกปิดเป็นความลับ คือการใช้คำว่า "รายงานข่าวแจ้งว่า..." "ผู้สื่อข่าวรายงานว่า..." หรือ "แหล่งข่าวเปิดเผยว่า..." และเมื่อมีเหตุบีบบังคับให้ต้องเปิดเผยแหล่งข่าวนั้นๆ บรรณาธิการหรือผู้สื่อข่าวที่มีจรรยาบรรณก็ไม่ยอมเปิดเผย แม้เป็นการบังคับโดยอำนาจทางศาลก็ตาม นั่นคือเป็นจรรยาบรรณสูงสุดที่ดีของผู้สื่อข่าวทางการเมืองทั้งหลาย ฯลฯ
สำหรับในต่างประเทศมีตัวอย่างธาตุแท้ความรับผิดชอบของสื่อมวลชนต่อแหล่งข่าวมากมาย เช่น ในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นเรื่องของแต่ละรัฐที่จะออกกฎหมายให้ความคุ้มครอง แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลางยังให้หลักประกันเสรีภาพในการพูดและการเขียนไว้มากมายจนมีตัวอย่างว่ามีผลให้ประธานาธิบดีนิกสัน ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลหมายเลข 1 และมีอำนาจสูงสุดของสหรัฐอเมริกา ต้องออกจากตำแหน่งเพราะการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ "วอชิงตัน โพสต์" ที่เสนอข่าวประธานาธิบดีนิกสัน ละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลด้วยการทำจารกรรมข่าวสารจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม แหล่งข่าวมีโค้ดว่า "ดีฟโทรด" เป็นผู้ให้ข้อมูลต่างๆ แก่นักข่าว ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่มีใครทราบว่าเจ้าของรหัส "ดีฟโทรด" คือใคร แม้แต่ศาลยังไม่ใช้อำนาจเลยให้เปิดเผย แต่อย่างไรก็ตาม ในอดีตศาลของสหรัฐ เคยบังคับให้หนังสือพิมพ์ในสหรัฐ เปิดเผยแหล่งข่าวเช่นกัน ตัวอย่างกรณีศึกษาอมตะ คือเมื่อ พ.ศ.2478 ศาลที่นิวยอร์กพิพากษาสั่งปรับนายมาร์ติน มูนีย์ แห่งหนังสือพิมพ์ "นิวยอร์ก อเมริกัน" เป็นเงิน 250 ดอลลาร์และสั่งจำคุก 30 วัน ฐานไม่ยอมเปิดเผยว่าใครเป็นผู้ให้ข่าว กรณีเสนอข่าวบ่อนการพนัน
จึงเห็นได้ว่า ผู้สื่อข่าวการเมืองทำงานท่ามกลาง "เขาควายแห่งอำนาจและศีลธรรม" นักการเมืองบางคนแสดงออกเห็นได้ชัด แต่บางคนก็ซ่อนมันไว้อย่างระมัดระวัง หากผู้สื่อข่าวทำงานอย่างฉลาดก็จะได้รับสิ่งที่เกินกว่าการรายงานและเขียนสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวการเมืองที่ดีจึงใช้เวลาพิจารณาไตร่ตรอง
เรื่องอำนาจเป็นการรายงานข่าวมากกว่า ว่ามันมาจากไหน และคืออะไร ทำไมคนบางคนจึงลุ่มหลงอย่างมัวเมาอยู่กับมัน และจะมีวิธีการนำไปใช้ประโยชน์หรือใช้ก่อกรรมทำเข็ญได้อย่างไร เมื่อผู้สื่อข่าวคนนั้นเข้าใจ อำนาจทางการเมืองแต่ละระดับ เขาก็จะสามารถแยกแยะ นำเอาส่วนดีส่วนเสียจากผู้ที่กำลังใช้มันมารายงานหรือเขียนได้อย่างถูกต้อง ผู้สื่อข่าวจะรู้และเข้าใจจากการสังเกตอย่างใกล้ชิดว่า อำนาจทางการเมืองไม่มีรูปร่างที่แน่นอน เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแตะต้องได้ สามารถนำความยินดีหรือเศร้าเสียใจมาสู่ผู้ที่ไม่ใช้มัน ผู้สื่อข่าวมืออาชีพส่วนมากจึงรู้จักคุณสมบัติเหล่านี้ ที่เรียกว่า "เดอะ พาวเวอร์ เกมส์" หรือ "เกมเล่นกับอำนาจ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายในการรายงานข่าวการเมืองเป็นอย่างมาก
นักการเมืองจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของการรายงานข่าวการเมือง การศึกษา และทำความเข้าใจกับนักการเมืองให้ถ่องแท้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้สื่อข่าวการเมืองที่จะต้อง "เจาะ" ให้ทะลุบาดาลใจของเขาเหล่านั้นให้จงได้
สุดท้าย ผมขอฝากข้อคิดให้แก่ผู้สื่อข่าวหรือรายงานข่าวทางการเมืองหลายท่านคงรู้ตัวดี กรุณาไปปรับเปลี่ยน mind set ของตัวเองหน่อย ขอยืมคำหรือแนวคิดท่าน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพของผมมาใช้หน่อย (เขียนอยู่ในหน้าเดียวกัน) เพราะที่เห็นชัดกรณีรายงานการเทเลือดหน้าหน่วยงานรัฐบาล รู้สึกค่อนข้างเมามันมากกับการรายงานข่าวเสมือนละม้ายช่วงส่งเสริมความเป็นไสยศาสตร์ตรงนั้นไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญผู้ที่เขากระทำก็ไม่ได้พูดเลยว่าจะให้เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง เป็นแค่ความเชื่อและแนวทางสันติอีกลักษณะ แล้วไยเห็นบางช่องสถานีข่าวช่วงเช้าๆ ค่ำๆ ที่บางรายการข่าวต้องมาคิดแทนต่อเติมว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุนแรง น่าจะต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายการยั่วยุหรือไม่หนอ เลยฝากให้ปรับเปลี่ยน mind set ซะ ถ้าปรับเปลี่ยนยากเป็นกมลกำพืดแล้ว ก็ลองไปอบรมกับท่าน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ดูบ้างก็จะดี กำพืดการเป็นผู้สื่อข่าวหรือรายงานข่าวทางการเมืองคงจะดีขึ้นเป็นประโยชน์ต่อจรรยาบรรณฐานันดร 4 ดีขึ้นก็ได้นะ เพราะไม่หลงเข้า "เกมเล่นกับอำนาจ" (The Power Games) และการกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศจากเรื่อง ความเชื่อไสยศาสตร์ทางการ เทเลือด ในสายตาชาวโลก ซึ่งอยากฝากให้ผู้เป็นสื่อมวลชนควรตระหนักอย่างมาก
ผศ.ดร.ชวนะ มหิทธิชาติกุล - ภวกานันท์
ขอบคุณครับ ศ.ดร.จีระ
ที่ให้คำแน่ะดีๆ นะครับ..