“ถ้ายังมีคำถามในตนเองอาจจะย่อหย่อนอยู่ อย่างเช่นเราใส่เสื้อผ้าถ้าเราใส่พอดี ก็จะไม่รู้สึกคับไป หรือ หลวมไป มันจะรู้ในตนเองว่ามันพอดี”

หลังจากวางสายจากครู ท่านให้หนูถอดบทเรียน

หนูไม่ได้คุยกับครูทางโทรศัพท์นานแล้ว วันนี้ครูเมตตาโทรมาสอนหนู ช่วยหนูค้นใจตนเอง ทุกครั้งที่หนูคุยกับครู มีความรู้สึกกลัว ๆ เกิดขึ้นในใจ

ครูถามว่า “ลองค้นลงไปซิทำไมถึงกลัว”

หนูตอบว่า “กลัวว่าที่ทำมาจะดีไม่พอ”

“กลัวครูจะรู้ว่าทำอะไรไม่เหมาะไว้”

ครูบอกว่า “คิดดูดี ๆ กลัวอะไรกันแน่ ที่ตอบมาไม่ใช่ ถูกหรือผิด มองเข้าไปเรื่อย ๆ อย่าติดคำตอบเดิม”

หนูตอบว่า “บางทีก็อยากจะให้ดูดีบ้าง”

ครูตอบว่า “เออ ก็แค่นี้แหละ เพราะอยากดูดี”

ครูสอนอีกว่า

“เพราะคนเราอยากดูดีจึงมีการสร้างภาพ เราชอบสร้างความซับซ้อนในใจ”

 

ความรู้สึกเหมือนโดนปลดล็อคว่า ที่หนูรู้สึกกลัว ๆ ดิ้นรนอยู่นี้ เพราะว่า “อยากดูดีในสายตาครู” ไม่ยอมรับสิ่งที่เป็น ณ ปัจจุบัน จึงสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาตามความเคยชิน เพราะใจหนูมีอนุสัยคือ ความโกรธ จึงปรากฏเป็น ความกลัวหรือไม่ก็ความรู้สึกผิดบ่อย ๆ

ครูจึงเล่าเรื่องของครูให้ฟังว่า เช้าวันหนึ่งครูนัดเด็ก ๆที่วัด ว่าจะไปช่วยทำอาหารแต่เช้าประมาณหกโมงเช้า ตอนแรกก็ตื่นขึ้นมาตีสี่ แต่ก็งีบต่อ มารู้สึกตัวอีกทีตอนหกโมงสิบห้า เพราะมีโทรศัพท์มาถามว่า “ถึงไหนแล้ว” ครูตอบว่า “ถึงบ้าน” ฮา เพราะว่าพึ่งตื่น แต่ด้วยความเมตตาแม้ว่าจะช้ากว่าเวลาที่แจ้งไว้ ทุกคนก็ตั้งใจรอ พอครูไปถึงก็ยอมรับกับทุกคนว่า มาช้าเพราะตื่นสาย จากเดิมที่เด็ก ๆ เก๊กตั้งท่าไว้ ก็หัวเราะครืนขึ้นมา ครูเอ่ยเล่ากับหนูด้วยน้ำเสียงเบิกบานว่า “ดีนะเป็นพลังชีวิตดี ๆ ไม่ต้องสร้างภาพอะไรมากมาย แต่เรารู้ตัว”

ทำให้หนูรู้สึกว่าหลายครั้งหนูยอมรับไม่ได้ ว่าตนเองจะดูไม่ดี จนบางทีเกิดความรู้สึกหงุดหงิด

ครูเมตตาสอนต่อว่า

“คนเราเห็นความชั่วในตนเองได้ ยอมรับได้ เป็นโอกาสพัฒนานะ แต่โดยส่วนใหญ่คนเราชอบสร้างภาพ”

เวลาหงุดหงิดขอเพียงอย่าไปสาดใส่คนอื่น ให้มันเป็นอยู่ในนั้น เพราะลำพังเขาก็ทุกข์มากอยู่แล้ว

รู้ตัว = เจริญสติ = ภาวนา
รู้ตัว => ยอมรับ => เกิดสุข สบายใจ=> ไม่ต้องระวังตัว
แต่ถ้า สร้างภาพ => เกิดทุกข์
ใครเขาจะว่ายังไงก็ช่างเขา แต่เรารู้ในเรา

 

หนูเล่าให้ครูฟังเกี่ยวกับทุกวันนี้ หนูรู้สึกว่าสบายขึ้น ใจหนูสบายขึ้น ดิ้นรนน้อยลง หงุดหงิดน้อยลง แต่บางทีก็มีคำถามในตนเองว่า “เอ......ย่อหย่อนไปรึเปล่า”

ครูแนะนำว่า

“ถ้ายังมีคำถามในตนเองอาจจะย่อหย่อนอยู่ อย่างเช่นเราใส่เสื้อผ้าถ้าเราใส่พอดี ก็จะไม่รู้สึกคับไป หรือ หลวมไป มันจะรู้ในตนเองว่ามันพอดี”

ครูยกเคสหนึ่งขึ้นมาถามหนูและสะท้อนใจหนูว่า สิ่งที่หนูเห็นในเขา เป็นใจของตนเองที่ยังไม่เชื่อมั่นในกระบวนการของครู และการที่หนูดีขึ้น เจริญขึ้น ตัวกู มันก็เจริญขึ้นด้วย ณ ตรงนี้หนูเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ครูเตือนสติไว้ว่า “ความเจริญที่เกิดขึ้น เป็นทั้งกิเลสและก็ธรรม”

ณ จุดที่หนูยืนมองครู หนูรู้สึกว่าครูทำงานหนักเหมือนครูกำลังเจอโจทย์ยากสักอย่าง ครูจึงบอกหนูว่า “ก็ดีซิ ยิ่งยาก ก็ยิ่งใกล้ถึงยอดเขา” สำหรับใจหนูแล้วรู้สึกว่า “รักเคารพและเข้าใจในครูมากขึ้นค่ะ” กราบขอบพระคุณครูค่ะ