ชีวิต/การศึกษา/ศาสนา/วัฒนธรรม

 

ไปกินข้าวปุ้นฟรีทั้งเมือง และสัมผัสวัฒนธรรมของคนอีสาน 

ในงานบุญผะเวดที่ร้อยเอ็ด 

 

.............................. 

 

  โดย วัชรินทร์  เขจรวงศ์101

 

            จังหวัดร้อยเอ็ด หรือชื่อเดิมว่าเมืองสาเกตุนคร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 อำเภอ  192 ตำบล 2,444 หมู่บ้าน/122 ชุมชน  มีพื้นที่  8,299 ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ  5,187,156 ไร่  อยู่ห่างจากกรุงเทพ 512 กิโลเมตร  มีประชากร  1.3 ล้านคนเศษ    มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (GPP) จำนวน 49,564 ล้านบาท คิดเป็นลำดับที่ 6 ของภาค และลำดับที่ 38 ของประเทศ รายได้ของประชากรตามผลิตภัณฑ์มวลรวม ปี 2551  จำนวน 36,702 บาทต่อคน คิดเป็นลำดับที่ 9 ของภาค  และอันดับที่ 66 ของประเทศ     

 

            ร้อยเอ็ด เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยวไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์จัดทำขึ้น  อาทิ  บึงพลาญชัยแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองร้อยเอ็ด, พระมหาเจดีย์ชัยมงคล อำเภอหนองพอก มหาเจดีย์ที่เชื่อว่าสวยงามและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  มูลค่าการก่อสร้างประมาณ 3,000  ล้านบาท  นอกจากนี้ก็มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  เช่น  เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าผาน้ำทิพย์  แหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถานที่สำคัญ ซึ่งเป็นโบราณสถานในสมัยขอมเรืองอำนาจ  คือ กู่กาสิงห์  อำเภอเกษตรวิสัยกู่พระโกนา  อำเภอสุวรรณภูมิ  และปราสาทปรางกู่ อำเภอธวัชบุรี 

 

            จังหวัดร้อยเอ็ด  มีงานประเพณีที่สำคัญงานหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์และภาคภูมิใจของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งประเพณีจัดสืบต่อกันมาช้านานแล้ว  นั่นก็คืองานประเพณีบุญเดือนสี่  หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า บุญผะเหวด”  โดยชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ก็ได้บรรจุเอางานบุญผะเหวดไว้ในคำขวัญ ของจังหวัดร้อยเอ็ด  ที่ว่า 11 ประตูเมืองงาม  เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต  บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล  งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา  โลกลือชาข้าวหอมมะลิ ” 

 

            “บุญผะเวดหรือ บุญพระเวส หรือบุญมหาชาติ เป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งในสิบสองประเพณี ของฮีตสิบสอง (ประเพณีสิบสองเดือน) ของชาวไทยภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

 

            ผะเหวด  เป็นการออกเสียงตามสำเนียงของคนภาคอีสาน มาจากคำว่า พระเวส”  ในภาคกลาง  ซึ่งหมายถึงพระเวสสันดร พระนามขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธ  พระเวสสันดร  ถือว่าเป็นชาติที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นชาติที่พระองค์ได้บำเพ็ญทานบารมีอย่างใหญ่หลวง 

 

            การจัดงานบุญผะเหวดของชาวภาคอีสานที่สืบต่อกันมาแต่โบราณนั้น  มีกิจกรรมที่สำคัญ ๆ  หลายประการ  

 

- ประการแรก  คือ  การฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดร  หรือเทศมหาชาติ ที่มีจำนวน 13  กัณฑ์ ให้จบภายในวันเดียว เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระเวสสันดร  ผู้บำเพ็ญเพียรอันยิ่งใหญ่ด้วยวิธีการบริจาคทานอันยิ่งใหญ่ก่อนที่จะมาเสวยชาติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  ชาวภาคอีสานเชื่อว่า  หากได้ฟังเทศน์มหาชาติในบุญผะเหวดครบทั้ง 13  กัณฑ์  จบภายในวันเดียวจะมีบุญและผลแห่งบุญนั้นจะส่งให้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตรย  ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขตามพุทธคติ  

 

-  กิจกรรมสำคัญประการที่ 2  ของการทำบุญผะเหวดก็คือ  พิธีการนิมนต์พระอุปคุต  ซึ่งเป็นพระที่ชาวภาคอีสานเชื่อกันว่าเป็นพระผู้รักษาพิธีการจัดงานบุญผะเหวดให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และปกป้องไม่ให้มีพญามารมารบกวนได้ เพราะเชื่อว่าการทำบุญใหญ่ในแต่ละครั้งมักจะมีมารมาขีดขวาง ทำลายพิธีเสมอ  ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการอัญเชิญพระอุปคุตเข้าไปประดิษฐานไว้ในสถานที่จัดงาน  เพื่อคุ้มครองให้งานดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย  

 

- กิจกรรม สำคัญประการที่  3   คือการจัดขบวนแห่อัญเชิญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีเข้าเมือง  กิจกรรมที่ 4   ก็คือการฟังเทศน์พระมาลัยหมื่นมาลัยแสน และการแห่ข้าวพันก้อนไปถวายพระอุปคุต  และประกาศอัญเชิญให้เทวดามาชุมนุมกัน  ก่อนที่จะนิมนต์พระขึ้นเทศน์มหาชาติตลอดทั้งวันจนครบ 13  กัณฑ์  ในการทำบุญผะเหวดของชาวภาคอีสาน  สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือทำขนจีน  หรือ ที่ชาวภาคอีสานเรียกว่าข้าวปุ้น  และข้าวต้มมัด  แจกจ่ายให้ญาติมิตร  แจกผู้คนที่มาแวะเยี่ยม และนำไปทำบุญที่วัด  จนเรียกกันติดปากของคนในภาคอีสานว่า ไปกินข้าวปุ้น  เอาบุญผะเหวด 

 

            งานบุญผะเหวดหรืองานบุญพระเวส  นั้น นิยมกระทำกันในเดือนสี่  สำหรับในภาคอีสานท้องถิ่นที่มีการจัดงานบุญผะเหวดจนเป็นที่เลื่องลือ คือ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด  โดยจังหวัดร้อยเอ็ดร่วมกับ ทททได้นำเอางานประเพณีงานบุญผะเหวดมาพัฒนา  ฟื้นฟูให้เป็นงานใหญ่  และจัดให้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว  มาตั้งแต่ปี พ..  2534   ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  โดยกำหนดเอาวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์  แรกของเดือนมีนาคมของทุกปี  จัดให้มีงานขึ้นที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด  บริเวณหน้าบึงพลาญชัย .เมือง จ.ร้อยเอ็ด  สำหรับในปีนี้จังหวัดร้อยเอ็ด  กำหนดจัดให้มีงานบุญผะเหวดขึ้นระหว่างวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ที่ 5-6-7  มีนาคม 2553 

 

            จังหวัดร้อยเอ็ดร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้มีงานบุญผะเหวดประจำปี 2553   ขึ้น ณ บึงพลาญชัย - บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณี  การจัดงานบุญเดือนสี่  หรืองานบุญผะเวดในฮีต 12  ของชาวไทยภาคอีสานให้คงอยู่สืบไป  และเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชื่อเสียง  แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมประเพณีของจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดร้อยเอ็ดมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย 

 

            สำหรับกิจกรรมที่สำคัญในงาน ตลอดทั้ง 3  วัน  จะประกอบด้วย  ในวันที่ 5  มีนาคม    ช่วงบ่ายจะมีพิธีอัญเชิญพระอุปคุตแห่ไปรอบเมือง  เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา  แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด  ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน  ส่วนในช่วงเย็นจะมีการแสดงแสง-สี-เสียง  และศิลปวัฒนธรรม  ประเพณี ของท้องถิ่น  จากวิทยาลัยนาฎศิลป์ร้อยเอ็ด  ณ เวทีภายในเกาะกลางบึงพลาญชัย ในวันที่ 6 มีนาคม  ตั้งแต่เวลา 09.00 ก็จะมีพิธีเปิดงานด้วยขบวนแห่ตำนานเวสสันดร  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเวสสันดร  พระนามของพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย ก่อนที่จะประสูติมาเป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีด้วยกัน 13 ขบวน   โดยจะมีการตกแต่งอย่างสวยงาม  พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรม  นอกจากนี้ก็จะมีการจัดซุ้มของชาวคุ้มวัดอำเภอ  กิ่งอำเภอ  ส่วนราชการ  หน่วยงานภาคเอกชน  นักท่องเที่ยวได้รับประทานฟรีตลอดงานตามประเพณีโบราณสืบต่อกันมา  และการแสดงเป่าโหวด, การเทศน์มาลัยหมื่น มาลัยแสน  ส่วนในวันสุดท้ายของงาน คือวันที่ 7  มีนาคม จะมีการแห่ข้าวพันก้อนตั้งแต่เช้ามืด, การทำบุญตักบาตร, การแสดงเทศน์มหาชาติ  โดยพระนักเทศน์ชื่อดัง  ตั้งแต่เช้าจรดเย็น, การแห่ต้นเงิน หรือต้นกัณฑ์จอบกัณฑ์หลอนของข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน   ภาคเอกชน  ทั่วทั้งจังหวัด    เข้ามาถวายเป็นกัณฑ์เทศน์  ตลอดทั้งวัน  นอกจากนี้เราก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ  และของดีของเมืองร้อยเอ็ด  ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชม เลือกซื้อ  อีกมากมาย