แนวคิดเกี่ยวกับ (PLEARN เล่นเรียน)
เล่นเรียน(Plearn)เป็นแนวคิดทางการเรียนโดยการบัญญัติคำศัพท์ใหม่ขึ้นเองคือ Play + Learn โดยมีแนวคิดการจัดการเรียนในรูปแบบเรียนเล่นๆเล่นจริงนั่นหมายความว่าโรงเรียนควรมีทางเลือกให้เด็กและต้องทำให้เด็กเข้าใจด้วยว่า เด็กๆควรรู้จักเลือก นั่นคือไม่ใช่เลือกระหว่างการเลือกที่จะเล่นโดยไม่เรียนและก็ไม่ใช่การเลือกที่จะเรียนโดยไม่เล่น แต่เป็นการเลือกแบ่งเวลาและใช้เวลาอย่างเหมาะสม
นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นที่เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนดังเรียกกันว่า “Playway” คือเป็นการเรียนผ่านกระบวนการเล่น
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับการเล่นเรียน พระองค์ทรงมีอัจฉริยภาพที่เรียกว่า Creativity กล่าวคือทรงมีวิธีการสอนแบบเล่นเรียน โดยจะเห็นได้จากการที่พระองค์สอนข้าราชบริพารให้เข้าใจสถานการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อทรงประกาศสงครามกับฝรั่งเศส โดยการให้ข้าราชบริพารแสดงบทบาทสมมุติโดยพระองค์เองสมมุติเป็น “รามนคร” ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการเล่นเพื่อเรียน ซึ่งต้องอาศัยการคิดอย่างสร้างสรรค์ “การเล่นเรียน”กับความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ไม่สามารถแยกกันออกได้และที่สำคัญคือการเล่นเรียนคือกระบวนการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงไม่ใช่โรงเรียนหรือครูเป็นศูนย์กลาง
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอื่นเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมาก หากเราสามารถพัฒนากระบวนการเล่นเรียนนี้กับเนื้อหาสาระของ “วิชา” ที่เราสอนตามระบบเดิมได้ ก็จะสามารถพัฒนาการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวน (process learning) ซึ่งต่างจากแบบเดิมที่เป็นกระบวนการเรียนรู้(learning process) กล่าวคือกระบวนการเรียน(learning process)รู้มีการสั่งสอนโดยการป้อน การถ่ายทอดเป็นกระบวนการเรียนรู้โดยเอาโรงเรียนและครูเป็นศูนย์กลางและกรเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่แยกออกจากประสบการณ์แต่ การเรียนรู้แบบเป็นกระบวนการ(process learning) นั้นเป็นการเรียนเล่นโดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เด็กจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น เป็นการปลดปล่อยให้เด็กและครูมีเสรีมากขึ้นไม่ถูกจำกัดขอบเขตและพรมแดนความรู้
Plearning process ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่ดังจะเห็นได้จาก ฟรอเบล (Froebel) เพสตาลอสซี่ (Pestalozzi) โดยเคยเสนอเรื่องเล่นปนเรียนไว้สำหรับการศึกษาปฐมวัย ดิวอี้ (Dewey) ก็รับอิทธิพลจากความคิดนี้จึงแนะนำให้เด็กเรียนรู้จาการทำ พระยาบรมบาทบำรุงกล่าวว่าวิธีการสอนเด็กที่ดีที่สุดคือ “สอนให้ทำนำให้คิด” ดังนั้น Plearning เป็นก็คือวิถีของวชิรวุธนั่นเองและเป็นวิธี มัชฌิมวิถี เป็นทางสายกลางไม่สุดขั้วและไม่ใช่จะต้องเป็นการเลือกแบบ ไม่มีทางนี้ก็ทางนั้นและไม่สามรถแยก Play ออกจาก Learnได้เพราะทั้งสองอย่างจะรวมกันอยู่อย่างเหมาะสมลงตัวและที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักแบ่งเวลาและใช้เวลาให้เหมาะสมระหว่างวิถีชีวิตหลายๆส่วนของตัวเด็กเองต่างหากที่มีความสำคัญมากกว่าอื่นใดไม่ใช่เพียงแค่คะแนนจาการเรียน
ขอขอบคุณแนวคิด ข้อมูลดีดี...