เกษตรศาสตร์เพื่อคุณ

         

           ด้วยปัจจุบันเกษตรกรได้ขยายพื้นที่การปลูกมะนาวเป็นจำนวนมากและสนใจที่จะปลูกมะนาวในห่วงซีเมนต์แต่ด้วยยังขาดความเข้าใจในวัตถุประสงค์และขั้นตอนในการปลูกมะนาวในห่วงซีเมนต์ ท่าน รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี รองผู้อำนวยสถาบันวิจัยและพัฒนามณฑา วงศ์มณีโรจน์ และอาจารย์รัฐกานต์ จันทร์แสงวสุ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจในการปลูกมะนาวในห่วงซีเมนต์และสามารถปฎิบัติได้อย่างถูกวิธี และนี้ก็เป็นบทความอีกชิ้นที่มาจากการปฎิบัติที่เกษตรกรจะสามารถศึกษาและนำไปใช้ประโยชน์ พร้อมทั้งจะเป็นแนวทางการตัดสินใจที่จะประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรได้เป็นอย่างดี อาชีพทำสวนเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน สามารถสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก มะนาวเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะนำมะนาวมาเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารต่างๆเช่นแกง ต้มยำ น้ำพริกหรือเครื่องดื่มต่างๆซึ่งจะใช้มะนาวจำนวนมากในการแปรรูป ปัญหาที่ต่อเนื่องติดตามมาก็คือการทำสวนมะนาวในปัจจุบัน จะพบเจอปัญหาต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็น การเข้าทำลายของโรค แมลงและจากสภาพอากาศหรือสภาพพื้นที่ปลูกที่มีสภาพ น้ำท่วมขัง จึงทำให้เกษตรกรไม่สามารถผลิตผลมะนาวจำหน่ายได้ในช่วงฤดูแล้ง (มีนาคม-เมษายน)ได้ซึ่งเป็นช่วงที่ผลมะนาวมีราคาแพงที่สุดในรอบปี จะเป็นปัญหาที่เกษตรกรและหน่วยงานราชการร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

           

            ในปัจจุบันได้มีการพยายามคิดค้นวิธีการต่างๆที่จะสามารถบังคับให้มะนาวออกนอกฤดูได้ โดยวิธีการหนึ่งที่นิยมในปัจจุบันคือการผลิตมะนาวในห่วงซีเมนต์ การผลิตมะนาวในห่วงซีเมนต์นั้นเกษตรกรยังขาดความเข้าใจในการปฏิบัติที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุปลูก การจัดทรงพุ่ม ระยะปลูก ธาตุอาหารที่มีความจำเป็นต่อมะนาว การวางระบบน้ำ หรือแม้กระทั้งขนาดของห่วงซีเมนต์

 

            จากปัญหาดังกล่าวศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน จึงได้นำแนวทางปฏิบัติจากการปลูกมะนาวและไม้ผลต่างๆในห่วงซีเมนต์ มาเป็นแนวทางให้เกษตรกรรู้และเข้าใจถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องซึ่งจะเป็นแนวทางให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตได้

 

การเตรียมท่อซีเมนต์และระยะการปลูกมะนาว

ท่อซีเมนต์ตามท้องตลาดนั้น มีรูปแบบและขนาดให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ความกว้าง ความสูง และความหนา ที่แตกต่างกันการปลูกมะนาวในห่วงซีเมนต์นั้นควรใช้ห่วงซีเมนต์ที่กลม เนื่องจากมีความสะดวกในการขนย้าย หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 80-100 เซนติเมตร ความสูง 40-60เซนติเมตร บริเวณใต้ห่วงซีเมนต์นั้นควรมีแผ่นพื้นที่เจาะรูระบายน้ำออกทางด้านข้างและด้านล่างของห่วงซีเมนต์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำขังราก (water-logging)  เมื่อรากขาดออกซิเจนจะแสดงอาการใบเหลือง และทิ้งใบ ผลหลุดร่วง ต้นทรุดโทรม และตายในที่สุดปัญหาที่พบของระบบรากที่เกิดจากการระบายน้ำที่เลว ได้แก่ โรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อ ไฟทอฟธอรา (Phytophthora) ซึ่งเชื้อจะระบาดโดย ว่ายไปตามน้ำ ดังนั้น เมื่อรากไม่ถูกขังน้ำ โอกาสเกิดโรคจึงเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากไม่มีน้ำเป็นตัวนำไป หากต้นมะนาวอยู่ในสภาวะน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน 

 

 ระยะการปลูกมะนาวในห่วงซีเมนต์ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นต้องคำนึงถึงพื้นที่และการเข้าปฏิบัติงาน เช่นการจัดการทรงพุ่ม การให้ธาตุอาหาร การกำจัดวัชพืช และการวางระบบน้ำ โดยจะต้องสามารถ เข้าปฏิบัติงานได้อย่างสะดวกรวดเร็วและจะสามารถลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรได้อีกด้วย

ระยะการปลูกมะนาวในห่วงซีเมนต์สามารถปลูกได้ตั้งแต่ระยะการปลูกที่ 1.5x2 เมตร ซึ่งเป็นการปลูกในระยะชิด จะทำให้ได้จำนวนต้นสำหรับการปลูกในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น แต่จำเป็นจะต้องมีการจัดการทรงพุ่มให้ดีด้วย หรือถ้ามีพื้นที่มากก็สามารถปลูกได้ที่ระยะ 2x4 3x4 หรือ 4x6 และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่างคือ การเว้นพื้นที่สำหรับการเข้าทำงานของเครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือรถขนส่งสินค้าทางการเกษตร ให้สามารถเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ปลูกมะนาวได้อย่างสะดวก เช่นการเข้าเก็บกิ่งมะนาวจากการตัดแต่ง การพ่นสารเคมี หรือการเก็บเกี่ยวผลผลิตอันจะนำซึ่งการลดต้นทุนการผลิต สำหรับการหากิ่งพันธุ์มะนาวให้เพียงพอต่อการปลูกนั้น มีความจำเป็นอย่างมากเนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิต จากการเดินทางเพื่อไปซื้อกิ่งพันธุ์มะนาว และยังสามารถสำรองกิ่งพันธุ์มะนาวไว้สำหรับปลูกทดแทนต้นมะนาวที่ตาย ในการหาจำนวนกิ่งพันธุ์มะนาวให้เหมาะสมกับพื้นที่มีวิธีการคำนวณได้ดังนี้

 

ระยะปลูกระหว่างต้น x ระยะปลูกระหว่างแถว

                  พื้นที่ปลูกมะนาว

 

เช่นถ้าปลูกมะนาวโดยมีระยะห่างระหว่างต้น  2 เมตร

ระยะห่างระหว่างแถว                                       4 เมตร

ระยะปลูกระหว่างต้น X ระยะปลูกระหว่างแถว 2x 4เมตร = 8 เมตร ได้เท่าไรก็เอาไปหารจำนวนพื้นที่ๆจะปลูก

พื้นที่1ไร่  1600 ตรางเมตร = 1600 ÷ 8 = 200 ต้น

พื้นที่1งาน  400 ตรางเมตร = 400 ÷  8 =  50 ต้น

การปลูกมะนาวในระยะชิด2x 4เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น

ดังนั้นปลูกมะนาว 1 ต้น ต้องใช้พื้นที่ในการปลูก1600 ÷ 200= 8 ตรางเมตร\ต้น

 

 2. วัสดุปลูก  ชนิดของวัสดุปลูกอาจผสมเองขึ้นมาโดยอาศัยวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างมากมายในประเทศไทยและมีราคาถูก เช่น ขุยมะพร้าว (coconut coir)        ถ่านแกลบ (มีสีดำซึ่งต่างจากขี้เถ้าแกลบที่มีสีขาวปนเทา) (charred husk )  แกลบดิบ (rice husk ) และทราย (sand)  อย่างไรก็ตาม  ควรคำนึงถึงราคาของวัสดุแต่ละชนิดด้วย ในทางปฏิบัติแล้ว หากมีความยุ่งยากก็อาจใช้ดินผสมสำเร็จรูปก็ได้ แต่ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ผสมด้วย วัสดุสำหรับปลูกมะนาวนั้น ควรเป็นวัสดุที่มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายธาตุอาหารหรือแพร่กระจายสารละลายธาตุอาหาร ความชื้นมีความสามารถในการดูดซับน้ำได้ดี ต้องมีคุณสมบัติทางกายภาพที่มีความแข็ง ยุบตัวน้อยรักษาสภาพได้นานและมีการระบายอากาศได้ดี ส่วนคุณสมบัติทางเคมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือค่าความเป็นกรด ด่างของวัสดุปลูกค่าความเป็นกรดด่างนั้นจะไม่ทำความเสียหายแก่พืชโดยตรงแต่จะส่งผลกระทบต่อการปลดปล่อยธาตุอาหารแก่มะนาวและควบคุมกิจกรรมการทำงานของจุลินทรีย์ การปรับโครงสร้างดินให้มีการระบายน้ำและอากาศได้ดี ทำได้โดยการจัดการตั้งแต่เริ่มเตรียมพื้นที่ โดยใช้ทรายหยาบ แกลบ ถ่านแกลบ ขุยมะพร้าว หรือวัสดุอื่นที่หาง่ายในพื้นที่    เช่น  ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ผสมให้เข้ากันก่อนปลูกมะนาวลงในห่วงซีเมนต์

 

3. สัดส่วนของวัสดุ คุณสมบัติของความสามารถในการอุ้มน้ำของวัสดุแต่ละชนิดย่อมแตกต่างกันออกไป ดังนั้น การใช้สัดส่วนของวัสดุปลูกชนิดต่างๆ กันก็ย่อมมีผลต่อการอุ้มน้ำและการระบายน้ำของวัสดุโดยตรงซึ่งย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตของระบบรากอย่างแน่นอน  สัดส่วนที่มีขุยมะพร้าวและถ่านแกลบสูงจะมีการอุ้มน้ำที่ดีขึ้น  ความถี่ของการให้น้ำจึงสามารถเว้นช่วงได้ยาวนานมากขึ้นซึ่งเหมาะสมต่อช่วงฤดูแล้ง ในทางกลับกัน  หากวัสดุสามารถอุ้มน้ำได้สูงและมีฝนตกชุกต่อเนื่องหรือมีการให้น้ำมากจนเกินควร ก็อาจเกิดภาวะน้ำขัง (waterlogging) ของระบบรากได้  รากขาดออกซิเจน  มีอาการใบเหลือง ร่วงหล่น ผลหลุดร่วง ต้น ทรุดโทรมและตายได้ในที่สุด หากสัดส่วนของวัสดุมีทรายในปริมาณที่สูงขึ้น  การระบายน้ำก็จะดียิ่งขึ้น  มีโอกาสชักนำให้เกิดการออกดอกได้ง่ายขึ้น  ในขณะที่ความถี่ของการให้น้ำก็จำเป็นต้องเพิ่มให้มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

4. การจัดวางระบบน้ำ  เนื่องจากการปลูกไม้ผลเหล่านี้ กระทำกันในชุมชนที่มีพื้นที่จำกัด บ้านเรือนส่วนใหญ่มีระบบน้ำประปาทุกครัวเรือน  การให้น้ำกับพืชที่ปลูกจำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง มิฉะนั้นแล้วต้นไม้อาจชะงักการเจริญเติบโตได้ ผลอาจแคระแกรนและหลุดร่วงได้   การให้น้ำนี้นับเป็นความน่าเบื่อหน่ายของหลายท่าน แต่เป็นสิ่งจำเป็นต้องกระทำ  เมื่อเป็นดังนั้นแล้วจึงควรที่จะจัดวางระบบการให้น้ำที่ช่วยบรรเทาในสิ่งเหล่านี้ได้  ซึ่งอาศัยแรงดันจากก๊อกน้ำภายในบ้านและจัดวางโดยอาจใช้หัวชนิดพ่นฝอย (mini-sprinkler) หรือหัวผีเสื้อ หรือหัวน้ำหยด (drip nozzle)  ก็จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ 

 

5. การควบคุมทรงพุ่ม จากสภาพของพื้นที่ที่จำกัดดังกล่าว  การควบคุมขนาดของต้นไม้จึงจำเป็นต้องเตรียมการไว้แต่เริ่มแรก  โดยกำหนดขนาดของพุ่มต้นที่ต้องการไว้  เช่น  3.5  เมตร 4 เมตรหรือ 5 เมตร  การปลูกในภาชนะที่มีปริมาตรจำกัด ก็เป็นทางหนึ่งของการควบคุมระบบรากไปในตัวด้วย  ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมทรงพุ่มด้วยเช่นกัน  ทั้งนี้  เพราะในส่วนของระบบรากและส่วนยอดนั้นมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (root-shoot interrelationship) ในทางกลับกันการควบคุมทรงพุ่มก็ส่งผลต่อการควบคุมปริมาณรากด้วยเช่นกัน  ดังนั้น  จึงควรกระทำการจัดโครงสร้างของกิ่ง (training) โดยการโน้มกิ่งลง  หรือการตัดแต่ง (pruning) เพื่อควบคุมปริมาณของกิ่งและลดการเจริญของกิ่งที่จะเจริญขึ้นในแนวดิ่ง (โดยวิธีการตัดยอดเพื่อกระตุ้นให้แตกตาข้าง) ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ในการควบคุมทรงพุ่มให้ได้ตามขอบเขตของขนาดที่ได้วางเป้าหมายไว้ 

 

6. สภาพแวดล้อม ต้นไม้สร้างอาหารจากกระบวนการสังเคราะห์แสงเท่านั้น  ดังนั้น หากปลูกในพื้นที่ที่มีร่มเงามากมีการบดบังแสงจากอาคารเป็นส่วนใหญ่แล้ว ย่อมส่งผลให้ต้นไม้เติบโตช้าลง ต้นอาจยืดยาวไม่แข็งแรง  โอกาสที่จะออกดอกและติดผลย่อมลดลงตามไปด้วย