วันนี้ได้เห็นเหงื่อของพ่อและแม่ที่เดินทางมาออกโรงทานแล้วรู้สึกเศร้าใจอย่างไงไม่รู้

พ่อและแม่ของเราคงเหนื่อยมาก ท่านก็แก่มากแล้วอายุก็ล่วงวัยเข้าใกล้ 60

เมื่อวานนี้ (4 มีนาคม 2553) ท่านต้องขับรถออกมาจากบ้านตั้งแต่เวลาตีห้า และเดินทางมาถึงที่นี่ (นครราชสีมา) ก็เข้าใกล้เวลาบ่ายโมง

มาแล้วก็ไม่ได้หยุด ได้พัก ได้ท่องเที่ยวเหมือนกับคนอื่น ๆ ต้องทำงาน "งก งก งก" ทำโรงทานเพื่อให้คนอื่นนั้น "ได้กิน"

เมื่อวานเราเดินลงไปเยี่ยมตอนเกือบ ๆ สี่ทุ่ม แม่ก็พูดว่าวันนี้เดินทางมาแต่เช้าคงจะต้องพักไวหน่อย (พ่อและแม่คงเหนื่อยมาก)

และยิ่งวันนี้ (5 มีนาคม 2553) ก็ยังต้องลุกขึ้นมาทำขนมตั้งแต่ตีสี่เพื่อให้คนอื่นได้ "กิน" อีก

และเมื่อสักครูนี้ (14.00 น.) หลังจากที่สองคนตายายช่วยกันขนข้าวของขึ้นรถ ก็ต้องขับรถกลับบ้าน (อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร) ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะถึงในเวลาสักแค่ไหน

ก่อนลากันเมื่อกี๊ ได้สังเกตุดวงตาของแม่แล้วได้เห็นว่าขุ่นมัวลงไปมาก ผิวหน้าที่เคยตึงกลับหย่อนลงไปอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของแม่เราทรุดโทรมลงไปมากเลยน๊อ...

แล้วเราล่ะมานั่งทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่ ไม่เห็นจะได้ช่วยพ่อช่วยแม่ทำอะไรสักอย่าง มีแต่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่า "สุขใจ สบายใจ" ทำไป ทำไป พ่อและแม่ก็ยัง "ลำบาก" เหมือนเดิม

ตัดภพ ตัดชาติ ชาติหน้าจะสบายเหรอ ต้องรอให้ตายก่อนไหมถึงจะได้เห็น

ไอ้เราทุกข์มันก็ไม่เท่าไหร่ แต่ที่มาอยู่แล้วอดทนทำไปไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา

ความทุกข์แล้วผันเปลี่ยนเป็นความท้อแท้และ "สิ้นหวัง" หมดพลังที่จะก้าวเดิน

พวกนักวิชาการพูดมาก ก็บอกว่าให้ทนไป ทนไป ก็เห็นแต่บอกแต่ให้เราทน แล้วพวกนั้นมันไม่เห็นจะมาทนกับเราสักที พอจะมาก็อ้างโน่น อ้างนี่ ติดงาน ติดการ

บอกคนอื่นให้อยู่ ดีนะ สุขนะ แต่พวกเขาไม่เห็นจะมาอยู่

มาก็มาเที่ยว มาเล่น มาโชว์ภูมิ อวดความรู้ แต่สุดท้ายก็กลับไปอยู่กับความอยากของตัวเอง

คนเราเดี๋ยวนี้รู้มาก อวดรู้ แต่ไม่รู้จักทำตามสิ่งที่ตนเองรู้

รู้จักแต่สอนคนอื่น "ทำตามอย่างที่ฉันสอน แต่อย่าทำตามอย่างที่ฉันทำ"

คนอื่นจะไปทำได้อย่างไร ก็ไม่เห็นคนที่พูดนั้นจะทำอะไรสักอย่าง

ทำไปเป็นเที่ยวอบรมธรรมะ สอนจริยธรรม แต่ตัวเองไม่เห็นทำตามอย่างที่พูด

มาปฏิบัติธรรมวันสองวัน สามสี่วัน อาทิตย์หนึ่งแล้วก็กลับไปเที่ยว ไปเล่นอีกหลายเดือน

มาวัดแล้วใจยังติดอยู่กับงาน มาอยู่อย่างนี้ก็สบาย

คนแถวนี้เขา "อยู่วัด" ไม่ได้มา "เที่ยววัด"

พวกมาเที่ยววัดชอบทำเป็นเคร่ง วันสองวัน หรือพอจบคอร์สแล้วก็ไปหลงระเริง เริงร่ายิ่งเสียกว่าก่อนที่จะมาเข้าวัด

หรือบางคนก็มาเที่ยวแจกเงิน แจกทอง อวดหน้า เอาหน้า พอตกเย็นก็ไปเริงร่าอยู่ในวงเหล้า

แต่คนที่ "อยู่" นี้ ไม่ได้ไปไหน ไม่มีทางไป เพราะเขาตัดใจ ไม่มีเยื่อใย ไม่เหลือความอาลัย อาวรณ์

คนในสังคมจึงมักหลงทางไปกับพวกที่ชอบมา "เที่ยววัด" เที่ยวไปเรื่อย "ลูบคลำธรรมะ" ลูบคลำศีล แล้วก็นำสิ่งที่ลูบแล้ว คลำแล้วไปเที่ยวบอก เที่ยวสอน เที่ยวบรรยายแล้วหา "ผลประโยชน์" ใส่ตัว

การต่อสู้ตามธรรมนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ เหมือนกับอ่านหนังสือ ทดลอง เข้าคอร์สแล้วก็ไปสอบตามมหาวิทยาลัยล่าง ๆ

การต่อสู้นี้มันต้องสู้ด้วยชีวิต ต้องเจ็บ ต้องทุกข์ ต้องทน ใครไม่เจ็บ ไม่ทุกข์ ไม่ทน ก็ไม่ต้องมาเสนอหน้าว่าเคยมาปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เป็นเพียงค่านิยมที่เห่อ ๆ เหมือนกับคอร์สสัมนาที่เขาทำกัน มากิน มาเที่ยว มาทำเป็นเคร่งโน่น เคร่งนี่ สร้างโน่น ปรับปรุงนี่ อะไรไม่ดี ก็เที่ยวเอาความรู้เข้ามาใส่

จะทำอะไรทีก็คิดมาก คิดเยอะ เพราะกลัวเสียหน้าตามอัตตาอันมากโข

ฉันเก่ง ฉันรู้ ฉันดี ฉันรวย ฉันจบโน่น ฉันทำงานนี่ ฉันมีคนนับหน้าถือตา จะไปเชื่อมากเดี๋ยวใครก็จะมาหาว่า "ฉันโง่"

ถ้าโง่ก็โง่ให้สุด ข้าศึกของปฏิบัติก็คือเจ้าเหตุและผลอันเป็น "มิจฉาทิฏฐิ"

เรียนมาก รู้มาก "โง่มาก" เพราะกิเลสมันมาก

นั่งสมาธิได้หน่อยก็เห็นผี เห็นเทวดา ได้ยง ได้ "ยานนนน" บางคนยังหลงว่าฉัน "บรรลุธรรม" ถ้ามันได้ง่ายแบบนั้นโลกคงไม่มีคนเกิดขึ้นมาเกลื่อนขนาดนี้

เอาละ เหนื่อยมามาก ทุกข์มามากแล้ว จะทุกข์อีกสักหน่อยจะเป็นไรไป ทุกข์ไป ทุกข์ไป อย่างมากก็แค่ "ตาย" เท่านั้น...