มองกาย ทุกข์ใจ...

ปภังกร
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

อาการของบุคคลที่ติด ไวรัสทางความรู้ (Knowledge Virus) นั้นช่างทรมาน ทุกข์ทน ทุรน ทุราย เนื่องด้วยเพราะถูกหลกให้สร้างภาพฝัน แล้วให้เดินตามความฝันอันไม่มีวันจบสิ้น

ฝันอยากรวย ฝันอยากใหญ่ ฝันอยากมีเกียรติยศ ฝันอยากมีชื่อเสียง ฝันอยากที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม ฝันไป ฝันไป ฝันไปแล้วเดินไปได้ในระดับก็เพิ่มระดับความฝันของตนเองให้สูงขึ้นไปอย่างไม่มีวันจบ...

ความทุกข์ทางร่างกาย และความทรุดโทรมจากอัตภาพนี้แลเป็นเครื่องทำลายความเข้มแข็งภายในจิตใจของคนที่พยายามที่จะต้นทุกข์ภัยแห่งไวรัสนี้

ความทรุดโทรมทางร่างกายเมื่อได้เห็นบุคคลที่รักคือพ่อและแม่แก่ลงไป แก่ลงไป โดยที่เราไม่สามารถช่วยอะไรได้นั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

บางครั้งเราฝันอยากให้พ่อและแม่ได้มีความสุขกาย มีความสบายทางเนื้อทางหนัง ได้ท่องเที่ยวไปในเมืองอันศิวิไลซ์และที่สำคัญมิต้องเหนื่อยตรากตรำกับชีวิตที่ยังต้องดิ้นรนไปตามความฝันทางสังคม

การทำมาหากินมาตลอดทั้งชีวิตท่านั้นทำให้ร่างกายของท่านทรุดโทรม

ดวงตาของท่านที่เคยใสกับดูหม่นลงเพราะต้องสู้ทนกับงานอันแสนหนัก

หลาย ๆ คนรวมถึงเราจึงมีฝันอยากที่จะให้ท่านพ้นทุกข์จากความเหน็ดเหนื่อยทั้งหลายเหล่านี้

คนส่วนมาก จึงทุ่มเท ทำมา หาเงิน สร้างรายได้ หาทรัพย์สินมาซื้อหาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หายาให้ยามท่านเจ็บป่วย หาบ้านสวย ๆ เปิดแอร์เย็น ๆ ให้ท่านได้อยู่

แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างเช่นเรา เรามิสามารถทำอะไรให้ท่านได้นอกจากที่จะมอบ "ธรรมะ" เพื่อสร้างความร่มเย็นให้แก่จิตใจ

ครั้นเมื่อมองคนอื่นยิ้มแย้ม แจ่มใส มีเวลาว่าง มีเงิน มีทอง ได้ท่องเที่ยวอย่างสบายใจ แต่พ่อแม่ของเรายังต้องเหนื่อย ต้องทุกข์ ต้องทนทำงานหนัก มีแต่เพียงธรรมะเท่านั้นที่ทำให้ใจไม่เร่าร้อน

ดวงตาเรามองเห็นแต่ความทรุดโทรมทางร่างกาย บางครั้งจึงทำให้เกิดความท้อแท้

ดวงจิตของเรายากนักที่จะมองเห็นได้ถึงความผ่องใส ความเบิกบานอันเกิดจากความสงบภายในจิตใจ จึงอยากที่จะเข้าใจความสงบที่ฝันว่าจะให้แก่พ่อและแม่ของเรา

คนในสังคมจึงเลือกเดินตามความฝันที่ใช้ตาเห็น ใช้มือรูปคลำได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยที่คอยสู้ทนมอบความสุขจากความสงบให้ไว้ภายในจิตใจท่านทั้งสอง

ชาตินี้ท่านเกิดมาต้องลำบากเพราะชาติที่แล้วเราและท่านคงจะทำบุญสร้างกุศลกันไว้น้อย แต่ในชาตินี้ก็ขอทำให้เต็มที่เพื่อให้ความลำบากนี้เป็นชาติสุดท้าย...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกแห่งธรรม



ความเห็น (5)

สวัสดี ครับ

ได้อ่านบทบันทึก ความดีงามแบบนี้ ก็รู้สึกสงบ

ตอนนี้ ผมทราบแล้ว ครับว่า คุณสุญญตา ไม่เคยหายไปไหน

ขอบพระคุณมาก ครับ

เขียนเมื่อ 

เรามิสามารถทำอะไรให้ท่านได้นอกจากที่จะมอบ "ธรรมะ" เพื่อสร้างความร่มเย็นให้แก่จิตใจ

"ธรรมะ"ที่มอบให้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากมายกว่าทรัพย์สิน เงินทองภายนอกอย่างเปรียบไม่ได้  ดาวเองก็คงจะทดแทนพระคุณของท่านด้วยการมอบธรรมะ ให้ท่านเช่นเดียวกันค่ะ

ขอบพระคุณมากนะคะสำหรับบันทึกที่งดงาม

เขียนเมื่อ 
  • ขอบคุณบันทึกนี้จริงๆ
  • มีคุณค่าทางจิตใจมากค่ะ
เขียนเมื่อ 

เมื่อคืนพ่อกับแม่ใช้เวลาเดินทางกลับบ้านเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ท่านออกเดินทางจาก อ.วังน้ำเขียวบ่ายสอง ถึงคลองลานสี่ทุ่ม หลังจากที่ตรากตรำทำงานมาตั้งแต่ตีสี่ ทั้งที่ต้องทำกับข้าว เก็บข้าว เก็บของ คนวัยหกสิบน่าจะได้พักไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้ น่าจะถึงเวลาที่ได้ปล่อยวางภาระทางกาย ในช่วงบั้นปลายของชีวิต

ไม่รู้สินะ เราเองมองว่าท่านเหนื่อยมาก เหนื่อยจนเรารู้สึกผิดที่ชวนท่านมาทำอะไรอะไรลำบากแบบนี้

แต่ในใจของท่านนั้นใครจะรู้ได้เล่าว่า การเหนื่อยกับการทำงานหาเงิน กับการเหนื่อยกับการทำงานเพื่อ "ให้" สิ่งใดนั้นจะได้รับผลซึ่ง "ความสุข" มากกว่ากัน เพราะว่าความสุขแบบเป็น "ปัจจัตตัง" รู้และเห็นได้ด้วยตนเอง

การต่อสู้กับความรู้ที่บอกว่าสุขคือการหยุดพัก กิน เที่ยว ใช้เงิน ใช้ทอง กับความรู้แห่ง "พระสัทธรรม" ว่าความสุขคือการปลดเปลื้องกิเลส ตัณหา และกามราคะ ปลดได้วันหนึ่งก็เท่ากับได้พบพระนิพพานน้อย ๆ วันหนึ่ง ไม่ต้องไปหวังนิพพานอะไรที่ไหนไกล เอานิพพานน้อย ๆ ณ ลมหายใจนี้ ลมหายใจที่เตี่ยมเปี่ยมไปด้วย "การให้" อยู่เสมอ

การกระทำใดที่ไม่ต้องลงทุนด้วยกายหรือด้วยใจนั้นเป็นไม่มี

ถึงแม้นว่าจะขัดสน จนทรัพย์ แต่นั่นก็เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะอุทิศร่างกายนี้ อัตภาพอันประเสริฐที่ได้กำเนิดมาเป็นมนุษย์นี้สร้างความดีและเสียสละ

ถ้ามีคนพ่อและแม่ของเราคงจะสละได้แค่เงิน ฝากเงิน ฝากซองมาทำบุญ แต่โอกาสอันประเสริฐนี้ท่านได้อุทิศชีวิต ร่างกาย ที่นับวันจะร่วง โรย และพร้อมที่จะลาจากโลกนี้มาอุทิศเพื่อทำความดี ด้วยใจ ด้วย "กาย"

ชาติหนึ่งที่ยังมีลมหายใจ ไม่ว่าคนวัยใดจักต้องไม่ประมาท

วันนี้เรายังมีเรี่ยว มีแรง มีพลังอยู่ ก็ขอให้พึงรู้ประพฤติ ปฏิบัติ ตั้งมั่นทำความดี เพราะไม่มีใครจะล่วงรู้ได้ซึ่งความตายแม้นพรุ่งนี้

เขียนเมื่อ 

ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่องที่สุด แต่สภาพปัจจุบันของสังคมไทย ช่างเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยลูกที่ชอบทำร้ายจิตใจพ่อ แม่เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง การไม่รู้หน้าที่ของตนเอง แต่ไปทำตัวหลงใหลในวัตถุบริโภคนิยมจนเสียผู้เสียคน จนทำให้พ่อแม่ต้องทนทุกข์ทรมาณในพฤติกรรมของลูก จึงขอวอนให้ทุกฝ่ายร่วมกันมองย้อนอดีต คืนสู่รากเหง้าของความเป็นสังคมครอบครัวที่อยู่แบบพอเพียง